ข้ามการนำทาง
2016

135.jpg

 

ลี้ลับต่างม. ในครั้งนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับการรับน้องของมหาวิทยาลัยแห่งนึง ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ในอดีตก็ตาม แต่สำหรับ นัท มนัชญา อินสำอางค์ แล้ว เธอยังจดจำได้ดี.....

นัทบอกเหตุการณ์สยองขวัญดังกล่าวได้เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ขณะที่เธอเป็นรุ่นพี่นัทเรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวารสารศาสตร์ แล้วเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยเปิดสาขานี้ นัทมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนแค่ 25 คน เองค่ะ ถือว่าเป็นรุ่นที่ลองผิดลองถูก พอพวกเราขึ้นปี 2 มันก็เป็นครั้งแรกที่นัทเป็นรุ่นพี่ และมันก็เป็นครั้งแรกที่นัทเจอผี !!”

ความที่พวกเรามีกันอยู่น้อยมาก ก็เลยสนิทกันมาก เฮไหน เฮกัน พอเริ่มขึ้นปี 2 วันแรกที่เปิดเทอมพวกเราดีใจมากที่จะได้มีรุ่นน้อง เข้ามาร่วมชะตากรรมในสาขาของเรา แต่แล้วน้องเราที่เข้าใหม่ก็มีเพียง 30 คนน้อยกว่ารุ่นนัทอีกนะ นัทว่าอาจจะเป็น เพราะ สาขานี้มันออกจะน่าเบื่อเรียนแต่พวกงานเขียน ไม่ท้าทายและตื่นเต้นเหมือนสาขาวิทยุโทรทัศน์ แต่ตอนนั้นมีเข้ามาแค่นี้พวกเราก็ดีใจแล้ว

ก็เกิดอาการเห่อน้องน่ะค่ะ มีกิจกรรมอะไรที่เราพอจะทำให้น้องประทับใจได้ พวกเราทำกันหมดเลย รวมถึงการพาน้องๆ ไปรับน้องต่างจังหวัดด้วย ซึ่งมันเป็นหนึ่งกิจกรรมที่รุ่นพี่ทุกคนอยากจะทำ ถึงแม้ว่าจะผิดกฎของทางมหาวิทยาลัยก็ตาม

หลังตัดสินใจจัดงานรับน้องต่างจังหวัด (แบบหลบๆ) นัทกับเพื่อนๆ เริ่มเตรียมงานทั้งเรื่องเงิน ส่วนเรื่องสถานที่มติเป็นเอกฉันท์ว่าจะไปจัดกันที่ .ระยอง คือเป็นสถานที่หนึ่งที่ฮิตมากสำหรับการรับน้อง ทั้งการเดินทางไปมาสะดวก มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ และที่สำคัญจ่ายใช้ค่อนข้างถูก ทีมสำรวจพื้นที่ก็เจาะจงไปที่หาดแม่รำพึงเนื่องจากมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นเด็กระยองและชำนาญพื้นที่

ความอาถรรพ์เริ่มขึ้นช้าๆ จากวันที่เราไปสำรวจพื้นที่กันโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวเลย นัทกับเพื่อนอีก 3 คนตระเวนหาสถานที่กันรอบๆ หาด ทั้งๆ ที่มีรีสอร์ทนับสิบ ให้เลือก ทั้งสะดวกสบาย ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราทุกประการ แต่มันก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้รู้สึกว่าที่นี่ยังไม่ใช่ วันนั้นทั้งวันเราเสียเวลาที่อยู่บนหาดแม่รำพึง จนเกือบค่ำ กะว่าถ้าไปดูอีกที่แล้วถ้าใช้ไม่ได้ ก็คงเปลี่ยนไปดูอีกหาดหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ แทน

แต่แล้วสายตาคู่หนึ่งของ โอ๋เพื่อนในกลุ่มเหลือบไปเห็นทางเล็กๆ เข้าไปก้นอ่าว (รถยนต์ไม่สามารถเข้าไปได้) สายตาเจ้ากรรมดันสอดส่ายไปเห็นป้ายชื่อรีสอร์ท เราก็เลยคิดกันว่ายังมีรีสอร์ทอีกที่ คงอยู่ตรงก้นอ่าวนั่นล่ะ เราก็ไม่รีรอพร้อมใจกันเดินเข้าไปดู รีสอร์ทที่ว่านี้เป็นบ้านไม้สีเขียวสองชั้น

ส่วนด้านข้างเป็นกระท่อมเล็กสองหลัง อีกด้านหนึ่งเป็นศาลของเจ้าแม่..... (ขอสงวนชื่อ) ด้านหน้าเป็นหาดทรายมองลงไปเห็นทะเล ส่วนด้านหลังเป็นภูเขา สามารถขึ้นไปทำฐานสำหรับเล่นเกมส์ต่างๆ ได้ พวกเราพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าที่นี่หล่ะที่พวกเราต้องการ’ ”

เวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ นัทบอกทุกอย่างถูกเตรียมการไว้อย่างเรียบร้อย เพื่อเตรียมมุ่งสู่หาดแม่รำพึงในอีก สองวันข้างหน้า และก่อนวันรับน้องจะมาถึงก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งเดินทางไปสถานที่จริงก่อน 1 วัน เพื่อเตรียมความพร้อม และคนที่ไปก็ไม่ใช่ใครอื่นก็คือตัว นัท นั่นเอง

นัทกับเพื่อนอีก 5 คนล่วงหน้าไปก่อน ไปเพื่อเตรียมงานความอาถรรพ์ของที่นี่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง (นัทเงียบไปชั่วขณะ) ช่วงเช้าที่ไปถึงต่างคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมา กว่างานจะเสร็จก็ปาไปเกือบมืดสนิท แล้วเราก็แยกกันไปพักผ่อน ไปทำธุระส่วนตัวกันจนเสร็จเรียบร้อย พวกเรานัดกันมาเจอที่ศาลเจ้าแม่ฯ เพื่อทำพิธีบวงสรวง ขออนุญาตใช้สถานที่ เป็นการขอขมาลาโทษถ้าเกิดพวกเราได้ทำอะไรที่ล่วงเกินไป

พอบวงสรวงเสร็จเรียบร้อยแทนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน นัทกับเพื่อนๆ ของเธอกลับตั้งวงสังสรรค์เต็มที่ ตามประสาผองเพื่อนจนเกิดอาการมึนเหล้า แล้วเราก็แยกย้ายกันเข้านอนแต่ยังไม่ทันหลับตาเลยค่ะ พวกเราก็รู้สึกเหมือนมีพายุพัดเข้ามา เสียงฟ้าคำราม ฝนเทลงมาอย่างไม่เกรงใจใคร พวกเราได้แต่นอนฟังเสียงนั้น ในใจก็นึกเสียดายอุปกรณ์ต่างที่ทำทิ้งไว้ แต่ก็ไม่เป็นไร มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ใครจะไปห้ามได้ล่ะ ก็ตัดสินใจนอนเอาแรง พรุ่งนี้เช้าค่อยมาแก้ปัญหากัน

พอตอนเช้าเราได้ยินเสียงไก่ขัน....เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องออกไปลุยงานกันใหม่อีกรอบแล้ว แต่ภาพที่พวกเราเห็น....ทุกอย่างดูปกติ! ไม่มีร่องรอยของลมพายุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เห็น แต่ ณ เวลานั้นไม่ใครนึกเอะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยค่ะ ตรงกันข้ามกลับดีใจด้วยซ้ำที่เราไม่ต้องเหนื่อยทำงานใหม่อีกรอบ

นัทบอกพอ 9 โมงเช้ารถบัสที่ขนน้องๆ ก็เดินทางมาถึง ทุกๆ คนกุลีกุจอออกไปต้อนรับ จากนั้นก็ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้จนถึงกลางคืน พอตกกลางคืนก็พิธีบายศรีฯ ที่ศักดิ์สิทธิ์ รุ่นพี่อย่างพวกเราภาคภูมิใจซะเหลือเกิน ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการรับน้องใหม่ ต่อจากนั้นก็ปิดบ้าน เปิดผับเล็กๆ ขึ้นกลางหาด

หลังเปิดผับกลางหาดจนถึงตีสอง อันเป็นเวลาที่ควรจะพักผ่อน นัทบอกว่าเธอทำหน้าที่ต้อนน้องทุกคนขึ้นไปบนบ้านหลังสีเขียว และคอยจนกว่าทุกคนจะเข้านอนกันทั้งหมด พอน้องๆ นอนกันหมดแล้วก็เป็นอันว่าหน้าที่ของเธอเสร็จสิ้น แต่ระหว่างที่นัทกำลังจะก้าวขาลงจากบันไดนั้นเอง เล็กน้องปี 1 คนหนึ่งเดินกุมท้องออกมาจากห้องพัก

เล็กบอกนัทว่า ปวดท้องมากอยากลงไปเดินเล่นข้างล่าง ไอ้เราก็งง ...ปวดท้องยังไงวะ มันไม่เข้าห้องน้ำหรือหายากิน กลับอยากจะไปเดินเล่น นัทก็เลยไล่เล็ก เข้าไปนอน เพราะ คิดว่าเล็กอาจจะอารมณ์ค้างอยากจะลงมาสังสรรค์กับรุ่นพี่ต่อ แต่ก่อนที่เล็กจะหันหลังกลับไปที่ห้องพัก สายตาที่เล็กมองมาน่ะดูน่ากลัวมาก เหมือนกับนัททำอะไรผิดร้ายแรง

พอเล็กกลับเข้าห้องพักไป นัทก็ลงมาสนุกต่อกับเพื่อนๆ แต่ยังไม่ทันจะได้หย่อนก้นลงนั่ง น้องๆ ด้านบนก็ส่งเสียงตะโกนกันโหวกเหวก ช่วยด้วยๆ !!...เล็กชัก...”

 

พวกรุ่นพี่รีบวิ่งขึ้นไปบนบ้านตรงไปที่เล็กทันที แต่สิ่งที่เราเห็นนั้น เล็กเริ่มเกิดอาการตัวเกร็งมือไม้สั่น จากนั้นก็ออกท่ารำต่างๆ ขาก็จะวิ่งลงไปด้านล่างให้ได้ แรงที่เล็กโถมเข้าใส่ทำเอาพวกรุ่นพี่ผู้ชายทั้งหลายแทบหมดแรง ปากก็ตะโกนเสียงแข็งออกมาอยู่ตลอดเวลาว่า กูจะเอาไปอยู่ด้วย มันต้องไปอยู่กับกู’”

เล็กเป็นแบบนั้นได้สักพักอาการก็เริ่มสงบลง เลิกดิ้นและส่งเสียงโวยวาย กลับมาเปลี่ยนเป็นลงนั่งชันเข่า มือก็ยกขึ้นมาป้ายปากตลอดเวลา (ลักษณะคล้ายคนแก่กำลังนั่งกินหมากอะไรอย่างนั้น) ทุกคนเริ่มแน่ใจแล้วว่าเล็ก คงไม่ได้ชักธรรมดาแน่ๆ ต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับตัวเล็กแน่นอน มีหลายคนฟันธงไปแล้วว่าเจ้าแม่ที่ศาลมาเข้าน้องแน่นอน

หลายคนเริ่มสันนิษฐานไปต่างๆ นานา บางคนบอกลืมพาน้องไปไหว้เจ้าแม่ บางคนว่าน้องเค้าเป็นจิตอ่อน บางคนว่าน้องเขาอาจจะไปลบหลู่อะไรมา ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปแต่ความหนักใจก็ตกอยู่กับพวกเรา ก็....แทบจะร้องไห้กัน ถ้าลูกสาวเขาเป็นอะไรขึ้นมา พ่อแม่เขาจะว่าอย่างไร ทางมหาวิทยาลัยจะลงโทษพวกเราอย่างไร

ถึงอาการเล็กจะสงบลงแต่เสียงที่ออกมาจากปากของเล็ก ทำเอาคนที่ได้ยินทุกคนขนหัวลุก กูจะเอามันไป มันเป็นของกูแล้วมีรุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้นว่ายายจะเอาน้องเขาไปไม่ได้ เขามากับผมก็ต้องกลับกับผมเสียงจากปากของเล็กไม่ยอม ยืนยันว่าจะเอาน้องเขาไปให้ได้ แล้วกรณีพิพาทก็เกิดขึ้น

เถียงกันอยู่พักใหญ่ คราวนี้เล็กเริ่มอาละวาดอีกทั้งดิ้น ทั้งถีบ ทั้งตี ไอ้พวกที่คอยจับระบมกันเป็นแถบๆ
ยุ้ยรุ่นพี่คนหนึ่งเห็นท่าไม่ดี เอาพระที่ห้อยคอตัวเองมาสวมคอเล็ก เผื่อว่าพระจะช่วยได้บ้าง ทุกคนมองมายังเล็ก เหมือนกับว่ารอผลอะไรสักอย่าง เชื่อไหมล่ะเล็กสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่แปลกไปกว่านั้นบริเวณคอของเล็กที่มีพระห้อยอยู่นั้นเริ่มเป็นรอยแดง คล้ายๆ กับรอยไหม้เลยนะ เล็กร้องครวญครางและพยายามจะถอดมันออกมาให้ได้ คราวนี้จากที่ต้องคอยจับไม่ให้น้องวิ่งหนี กลับต้องมาคอยจับไม่ให้น้องถอดพระ...”

ความวุ่นวายในคืนนั้นก็ยังไม่จบลงที่เล็กเท่านั้น นัทบอกพอเล็กสงบแล้วก็ได้ยินเสียงกรี๊ด!”......ดังลั่นขึ้นมา.... “อะไรกัน! พอมองหาต้นเสียง พวกเราเห็นรุ่นน้องคนหนึ่งนั่งร้องไห้ ตัวสั่นด้วยความกลัว ปากก็พูดแต่ "หนูเห็นๆๆ" นัทก็เลยถามเขา "เห็นอะไรบอกพี่มา" น้องเขาก็บอก "หนูเห็นหน้าคนแก่ ไม่ใช่หน้าเล็กนะ" “

นัทกับเพื่อนๆ บอกพวกเธอเลือกการตัดปัญหาด้วยวิธีแยกน้องทั้งสองออกจากกัน โดยให้น้อง (ตาทิพย์) อยู่บนบ้าน ส่วนเล็กถูกอุ้มลงมาอยู่ด้านล่าง

เกือบตีสามแล้วอีกสองชั่วโมงฟ้าก็จะสว่าง เราคิดว่ายายแกคงออกไปเอง แต่ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิดเหตุที่นัทบอกไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะ ยุ้ย” (คนที่เอาพระสวมคอเล็ก) เริ่มมีอาการแปลกๆ จนเพื่อนๆ เริ่มรู้สึกว่ายุ้ยเปลี่ยนไป มือที่กุมแขนเล็กด้วยความเป็นห่วงกลับดูเหมือนบีบแรงขึ้น สายตาของยุ้ยที่มองเล็ก ทำให้นัทต้องแยกยุ้ยออกมาอยู่ด้านนอกอีกคน

ระหว่างที่นัทนั่งอยู่กับยุ้ยด้านนอกนั้น ยุ้ยพยายามที่จะหันเข้าไปมองเล็กเป็นระยะๆ คล้ายว่าคุณครูกำลังจับผิดนักเรียนอะไรประมาณนั้น แล้วยุ้ยก็พูดขึ้นว่าที่นี่มีคนตายเยอะ ด้านหน้าเมื่อก่อนจะมีเรือที่ออกไปหาปลา แล้วจมหายไปบ่อย เพราะ ตรงนั้นมันเป็นน้ำวน ไอ้พวกที่มันมาเนี่ยเป็นพวกสัมภเวสีทั้งนั้น มันมาหาตัวตายตัวแทน ทำบุญให้มันซะยังไม่ทันสิ้นเสียงที่ยุ้ยพูดเลยค่ะ เล็กที่อยู่ในห้องก็เกิดอาการง่วงนอน กะทันหัน ขอตัวไปนอนก่อน เล็กหลับไป ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน

อย่าคิดว่าเรื่องจะจบง่ายๆ แค่นั้น เรายังหาคำตอบของอาการที่ยุ้ยเป็นยังไม่ได้เลย ยุ้ยพูดอีกว่า หิวน้ำ ขอน้ำกินหน่อยนัทก็ให้เพื่อนไปน้ำเปล่ามาให้แก้วหนึ่ง ยุ้ยดื่มรวดเดียวหมด แถมขอเพิ่มอีกเป็นระยะพวกเราเริ่มเห็นท่าไม่ดี คนอะไรจะหิวน้ำขนาดนั้น (นัทบอกเธอจำได้ว่ายุ้ยกินน้ำไปประมาณ 3 เหยือกใหญ่ๆ) ก็เลยบอกยุ้ยว่าพอแล้วเดี๋ยวท้องแตกพอดี

พอถูกห้ามไม่ให้กินน้ำยุ้ยก็เปรยออกมาว่าที่ศาลไม่มีน้ำทำเอาคนที่ได้ยินขนลุก และพอฟ้าใกล้สราง ปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลายไปได้ด้วยดี เล็กตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าสดใส หยอกเย้ารุ่นพี่ตามปกติ แถมยังพูดว่า พี่ๆ เป็นอะไรกันเมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอส่วนน้อง(ตาทิพย์) ถึงจะมองเห็นเป็นปกติแล้ว ตี่เธอยังหวาดระแวงทุกครั้งเมื่อเล็กเพื่อนสนิทเข้ามาใกล้

ด้านยุ้ยก็วิ่งเข้าห้องน้ำเป็นว่าเล่น แถมบ่นเว่า เมื่อคืนก็ไม่ได้เมานี่หว่า...ทำไมถึงปวดฉี่บ่อยนักวะทุกคนอดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินยุ้ยบ่นกับตัวเอง

พอทุกคนหายใจกันทั่วท้องแล้ว พวกเราก็ยกขบวนกันไปที่วัดใกล้ๆ เพื่อไปทำสังฆทานตามที่เจ้าแม่แนะนำ พอถึงวัดเจ้าอาวาสพูดถึงเหตุการณ์ที่พวกเราเจอกันมาเมื่อคืนอย่างกับตาเห็น เราให้เล็กเป็นคนนำพร้อมถวายสังฆทาน (ทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็งง ว่าทำไมต้องเป็นเรา) เล็กยกถังสังฆทานวางบนผ้าเหลือง ฝนเจ้ากรรมก็เทลงมา วูบเดียว แล้วก็หยุดไป เหมือนกับเป็นสัญญาณว่าเขาทั้งหลายรับรู้แล้วในสิ่งที่เราทำ

จากนั้นพวกเราก็กลับที่พักเพื่อเก็บสัมภาระกลับกรุงเทพฯ ทันที ทั้งๆ ที่จองบ้านพักไว้ถึงตอนเที่ยงก็ตาม โดยนัท ยุ้ย และเพื่อนอีก 2 คนรับหน้าที่ไปทำความสะอาดที่ศาลเจ้าแม่ เพื่อเป็นการขอบคุณที่เจ้าแม่มาช่วยพวกเราไว้เมื่อคืน น่าแปลกตรงที่ยุ้ยเดินตรงเข้าไปหยิบแก้วที่แห้งไม่มีแม้แต่น้ำสักหยด ขึ้นมาแล้วพูดเปรยออกมาว่า ที่นี่ไม่มีใครดูแลเลยหรือไง ปล่อยให้ศาลเจ้าแม่ขาดน้ำได้อย่างไรนัทและเพื่อนหันมามองหน้ากัน แล้วก้อมหน้าก้มตาทำความสะอาดอย่างเร็วที่สุด

ก่อนเดินทางกลับนัทบอกเธอไม่ลืมที่จะพาน้องทุกคนกราบลาเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการเดินทางกลับ และรถบัสก็มาจอดรอที่ปากทางเข้าที่เดิม

ก่อนขึ้นรถกลับนัทก็หันกลับไปมองที่นั่นอีกครั้ง ไม่รู้ทำถึงได้มีเมฆดำลอยตัวลงมาต่ำปกคลุมก้นอ่าวอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ทุกคนต่างก็รีบขึ้นไปจับจองที่นั่งหวังจะนอนยาวจนถึงกรุงเทพฯเลย ระหว่างทางกลับไม่มีแม้เสียงคุย เสียงเพลง เสียงหัวเราะ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน เรามาถึงกรุงเทพก่อนเวลาที่กำหนด หลายคนออกมาอาการเหนื่อยและเพลียอย่างเห็นได้ชัด ทั้งรุ่นน้อง-รุ่นพี่จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วเหตุการณ์วันนั้นก็มาเป็นประเด็นฮอตของวันรุ่งขึ้นที่มหาวิทยาลัย

ในเช้าวันนั้นเอง นัทและทุกๆ คนที่ไปงานรับน้องด้วยกันก็ได้อ่านข่าวจากในหนังสือพิมพ์ว่ามีคณะรับน้องจากมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง สังเวยชีวิตให้กับหาดแม่รำพึงไป 1 ศพ ทุกคนถอยหายใจยาว..."ดีนะที่ไม่ใช่พวกเรา"

จนถึงวันนี้นัทก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่นัทเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างรอให้เราได้พิสูจน์ โดยเฉพาะเรื่องที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้อย่างเรื่องนี้

 

.......แล้วคุณล่ะมีประสบการณ์ขนหัวลุกบ้างรึเปล่า.....

12825667361282566901l.jpg

ตึกโดม ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสิ่งที่เก่าแก่อยู่คู่กับมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ลูกแม่โดมทุกคนจึงรู้สึกผูกพันกับสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนแม่ของพวกเราชาว มธ.” ดังนั้น ไม่แปลกที่เด็กธรรมศาสตร์ทุกคนในวันที่สำเร็จเป็นบัณฑิต จะต้องมีรูปถ่ายคู่กับโดม และอนุสาวรีย์รัฐบุรุษปรีดี พนมยงค์ เหมือนเป็นข้อยืนยันว่าเป็นลูกแม่โดมกับพ่อปรีดีแน่นอน แต่เพื่อนๆ เคยสังเกตหรือเคยนึกสงสัยไหมว่า ทำไมจึงไม่นิยมถ่ายรูปคู่กับตึกโดมกันในวาระอื่นๆ บ้าง ?

ในรั้วเหลือง-แดงแห่งนี้ มีหนึ่งความเชื่อที่เพื่อนๆ จากสถาบันอื่นอาจจะไม่รู้ นั่นก็คือ เค้าเชื่อกันว่าศิษย์ของที่นี่หากถ่ายรูปคู่กับตึกโดมในขณะที่ยังเรียนอยู่นั้น ก็จะไม่ได้เป็นบัณฑิตจากสถาบันนี้ออกไป หรือที่เรียกง่ายๆว่า เรียนไม่จบ นั่นเอง

เมื่อมีความเชื่อ มันก็ต้องมีเรื่องเล่าให้ฟังดูขลังสักหน่อย และความเชื่อเรื่อง ถ่ายรูปคู่โดมนั้น มีเสียงเล่าขานปากต่อปากกันมาจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง หลายเรื่องราวก็แตกต่างกันออกไป แต่ทุกเรื่องก็ส่งผลถึงคนที่เผลอไปถ่ายรูปคู่กับโดมเหมือนกันหมด คือ เรียนไม่จบด้วยเหตุผลนานัปการ ถ้าไม่เล่าให้ฟังเลยสักเรื่องก็ดูจะเป็นเพียงแค่การขู่ จึงยกเอาเรื่องที่ได้ยินมาบ่อยที่สุด เรียกว่า สุดฮิตกว่าเรื่องไหนๆ มาเล่าสู่กันฟังก่อนแล้วกัน

เรื่องแรกนี้ น้องวารสารฯ คนเล่าให้ฟังว่า เคยได้ยินมาจากรุ่นพี่ ว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งที่บังเอิญไปถ่ายรูปเล่น แล้วพอไปล้างรูปออกมาบังเอิญติดรูปโดมเข้ามาในภาพด้วย เมื่อเพื่อนๆ เห็นต่างก็ทักท้วงว่า เดี๋ยวก็ไม่จบหรอก ให้เอาไปเผาซะรุ่นพี่คนนั้นก็ไม่ได้ทำตาม เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ

และอีกอย่างนักศึกษาคนนี้ก็ถือได้ว่า เป็นหนึ่งในเด็กเรียนดี จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร รวมทั้งอีกเพียงครึ่งเทอมเท่านั้น เขาก็จะสำเร็จการศึกษาได้เป็นบัณฑิตแล้ว และเมื่อถึงวันที่เกรดเทอมสุดท้ายออก ปรากฏว่าเขาก็สามารถเรียนจบได้ แถมยังได้เกียรตินิยมอันดับสองมาครองอีกต่างหาก

เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว เขายิ่งไม่เชื่อถึงคำร่ำลือต่างๆ ที่ได้ยินมา แถมพูดเย้ากับเพื่อนๆ ที่เคยมาเตือนอีกว่า เป็นงัยหล่ะ ถ่ายรูปคู่โดมก็สามารถจบได้ เห็นไหมแต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้เพื่อนๆ คลายความกังวลไป

แล้วเหตุการณ์ที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นก็มาถึงจนได้ ก่อนวันเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเพียงสองวัน เขาคนนั้นประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ สมองได้รับกระทบกระเทือนจนกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไม่สามารถมาเข้ารับปริญญาในปีนั้นได้ !

 

โห! ฟังได้ยินแล้ว ดูน่ากลัวจัง แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีบางคนที่อยากลองดี ไปถ่ายรูปคู่กับโดมให้เห็นกันชัดๆ เหมือนกัน แถวหนำซ้ำเขาดันได้เรียนจบเสียด้วย แต่มันไม่ได้เป็นการจบแบบธรรมดาหรอกนะ เพื่อนสาวหนึ่งในกลุ่ม เล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า ได้ยินเรื่องนี้มาจากรุ่นพี่ที่คณะเช่นกัน เขาเล่าว่า นายคนนั้น เขาอยากลองดี เลยให้เพื่อนเอากล้องมาถ่ายรูปเขาคู่กับโดมเอาไว้ เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เขาสามารถจบได้เมื่อถ่ายรูปคู่กับโดม

เมื่อเขาเรียนที่นี่จนใกล้ขึ้นปี 3 ก็ส่อมีสัญญาณส่อแววว่า เขาอาจจะไม่จบแน่ๆ เพราะเกรดแต่ละเทอมที่ออกมานั้นแสนกระจ้อยร่อยซะเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เขาก็ต้องใจอ่านหนังสือ แต่เหมือนว่า อาจารย์จะจงใจอ่านข้อสอบที่เขาเขียนไม่รู้เรื่องอยู่เรื่อย เขาเลยต้องตัดสินใจลาออกทันที ก่อนที่จะถูกไทร์

โดยที่เขากลับมาเอ็นฯ เข้าธรรมศาสตร์ใหม่อีกครั้งในปีต่อมา จนครบสี่ปี เขาคนนั้นก็สามารถจบปริญญาได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจ

สำหรับเรื่องนี้เพื่อนคนเดิมให้ความเห็นว่า เหตุที่เขาสามารถจบได้น่าจะมาจากการที่เขา ตัดสินใจเอ็นฯ เข้ามาใหม่ เหมือนว่าเป็นการลบประวัติศาสตร์เดิมทิ้งซะ เมื่อเข้าเรียนใหม่ก็ถือว่าได้เริ่มต้นเป็นคนใหม่แล้ว เห็นไหมล่ะว่าชายคนเก่าเรียนไม่จบจริงๆ ซะด้วย!! (เอ็นฯ รอบใหม่นี้...คงไม่ได้ไปถ่ายคู่กับโดมอีกนะจ๊ะ)

เพื่อนๆ คงนึกอยู่สินะว่าทำไม๊ทำไมแค่ถ่ายรูปคู่กับโดมถึงได้มีแต่เรื่องร้ายๆ ทั้งประสบอุบัติเหตุ ทั้งต้องสิ่วออกไปเข้ามาใหม่ เรื่องดีๆ มันมีนะคะ อ้าว... ไม่เชื่อล่ะสิ งั้นลองอ่านเรื่องนี้ดูนะคะ

เรื่องสุดท้ายที่จะเล่าเนี่ย เราได้ยินมาเองจากรุ่นพี่เหมือนกัน เป็นเรื่องของนักศึกษาชายภาคอินเตอร์คนหนึ่งที่บังเอิญไปถ่ายรูปคู่กับโดม โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (หรือว่ารู้ แต่ลองดีก็ไม่นะ) เขาเรียนที่นี่ได้เพียง 2 ปี ก็ต้องย้ายไปเรียนต่อที่อื่น เนื่องจากพ่อของเขาก็ต้องย้ายที่ทำงานไปประจำที่รัฐโอไฮโอ ที่อเมริกา โน่นแน่ะ เขาเลยต้องย้ายไปเรียนต่อที่นั่นจนจบปริญญาจากที่นั้น เห็นไหมว่าคนที่ถ่ายรูปคู่โดม ก็สามารถเรียนจบได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่ธรรมศาสตร์นะ..

ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้อยู่ดี ว่าคนที่ถ่ายรูปคู่กับโดมจะเรียนจบได้ไหม? แต่มันก็สามารถลงเอยด้วยดีได้เหมือนกัน...

เป็นไงบ้างกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเชื่อที่สืบต่อกันมา อาจจะดูเหมือนเป็นนิทานหลอกเด็กไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ยังมีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้นักศึกษาหลายรุ่น เชื่อและปฎิบัติตามกันมา ถึงหลายคนก็แอบกระซิบว่า ไม่เชื่อหร๊อก เรื่องแบบนี้น่ะตัวผู้เขียนเองก็ไม่อยากจะเชื่อนักหรอก แต่แหม! เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่เลยค่ะ ของมันไม่แน่ไม่นอน แล้วคุณล่ะ...เคยได้ยินเรื่องราวอะไรมาบ้างเกี่ยวกับการถ่ายรูปคู่โดม?

***********
เป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาจะเชื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล....

สวัสดีคะ

ชื่อพิลักษณ์ วอแพง

พี่ทำโทรศัพท์หาย ไม่สามารถโทรเข้า 1175 ได้คะ

หมายเลข 0615488505

ต้องการเบอร์ซิมใหม่ หมายเลขเดิม

กรุณาติดต่อกลับที่

pilakworpaeng@gmail.com

ที่อยู่

183 ม.20 บ้านหนองกุง  ตำบลศิลา   ตำบลในเมือง

อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000

20140728_3_1406529390_935050.jpg

เมื่อในวัยเด็กของผม ผมมักจะได้ยินผู้ใหญ่พูดกันถึงเรื่องผีบังตาเสมอ โดยเฉพาะตอนที่ผมมักพิเรน ชวนน้องสาวเล่นซ่อนแอบในเวลากลางคืน คือ ถ้าแม่เห็นเมื่อไหร่ ก็เป็นเรื่องทุกที ระวังเถอะ..ผีจะเอาไปซ่อน ผีจะบังตาไม่ให้ใครหาเราเจอและถึงแม้ผมจะสามารถจำประโยชน์เหล่านี้ได้อย่างขึ้นใจ แต่ในความรู้สึกส่วนตัวผมแล้ว ผมไม่เคยเชื่อ...จนเมื่อวันหนึ่งผมได้เจอกับเหตุการณ์ที่ผมไม่สามารถหาเหตุผลได้ ซึ่งมันได้พรากเพื่อนรักไปจากผมด้วย

ผมกับชัยเป็นเพื่อนรักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ซี้เท่ากับเพื่อนคนอื่นๆ แต่เราสองคนก็เล่นฟุตบอลทีมเดียวกันมาตลอด เหตุการณ์ก็ปกติทั่วๆ ไป แต่จะมีช่วงหนึ่งอาทิตย์ก่อนที่ชัยจะตายมักมีเรื่องประหลาดเกิดกับผม เหมือนเป็นลางสังหรณ์บอกเหตุร้ายว่าจะเกิดขึ้น

เวลาเล่นฟุตบอลผมจะเล่นเป็นตำแหน่งกองหน้าตัวซ้าย ส่วนไอ้ชัยก็จะเล่นเป็นกองกลางตัวซ้าย เราสองคนต้องคอยประสานงานกันทำประตูก่อนฝ่ายตรงข้ามให้ได้ เพื่อที่ทีมเราจะไม่ต้องถอดเสื้อเล่นบอล เพราะมีกติกาที่ว่าใครโดนยิ่งเข้าก่อนต้องถอดเสื้อเล่น เพื่อที่จะได้แบ่งแยกทั้งสองทีมอย่างชัดเจน

แต่วันนั้นไม่รู้เป็นไง ไอ้ชัยมันมองไม่เห็นผม บ่อยมากในเวลาที่เล่นฟุตบอลอยู่ทั้งๆ ที่ผมก็วิ่งนำหน้ามันเสมอ และมันยังว่าผมอีกด้วยว่าผมไม่ยอมรักษาตำแหน่ง เลยไม่รู้จะส่งให้ใครยิง ผมก็เถียงมันว่าผมวิ่งอยู่หน้ามันตลอดทำไมมันไม่ยอมส่งให้ผมเพราะอยากทำประตูเอง

ไอ้ชัยมันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่วันจันทร์จนถึงวันพฤหัส ผมก็หมั่นไส้มันเลยย้อนมันกลับไปว่า คงอยากดังละซิ...จะโชว์สาวหรือไง มีกองหน้าแต่ไม่ยอมส่งให้ มันได้ยินอย่างนั้นจึงวิ่งมาตบหัวผมหนึ่งที ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ทำไมถึงทำกับผมอย่างนี้ ในใจคงคิดว่ามันก็คงอยากดังเหมือนนักบอลทั่วๆ ไปที่อยากจะเลี้ยงเองเพื่อทำประตูชัยด้วยตนเอง

แต่ความคิดของผมก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อคืนวันนั้นเองผมไปกินข้าวกับครอบครัวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อรับประทานอาหารเสร็จผมก็เรียกพนักงานมาคิดเงิน ช่วงที่รอพนักงานนั้นเองไอ้ชัยก็เดินเข้ามาที่ร้านอาหารเดียวกับผม มันเดินผ่านผมไปไม่ถึงครึ่งเมตร แต่มันกลับไม่เห็นผม ผมคิดในใจว่าพรุ่งนี้ต้องเตะมันสักหน่อยแล้ว เดินผ่านไปแต่ไม่ยอมทักทาย ด้วยความรีบร้อนของผม ผมก็เลยไม่ได้ทักทายมันกะว่าพรุ่งนี้เจอดี

ในคืนนั้นเองอาจจะเป็นความคิดมากของผมก็ได้ ผมฝันไปว่าไอ้ชัยมันมาหาที่บ้านแล้วบอกกับผมว่ามันขอโทษที่มันไม่เห็นผม ไม่ได้เข้ามาทักทายผม แล้วประโยคสุดท้ายที่บอกผมก็คือ พรุ่งนี้ผมก็จะไม่เห็นมันอีกแล้ว

ฟังดูก็คล้ายอาการคนคิดมากจนเก็บเอาไปฝัน ผมคนหนึ่งแหล่ะที่คิดแบบนั้น แต่พอเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง ผมก็ต้องอึ้งกับเรื่องที่ผมได้ยินมากับหูทั้งสองข้างของผมเอง ไอ้แมนมาหาผมแต่เช้ามันบอกว่าไอ้ชัยขับรถมอเตอร์ไซด์ชนกับรถสิบล้อ ตายคาที่

ผมนั่งนิ่งขาสั่นบอกอาการตอนนั้นไม่ถูกเลยว่ารู้สึกอย่างไร มันเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเสียเพื่อนไปก่อนวันอันควร ผมได้แต่คิดในใจว่าทำไมเมื่อคืนที่เจอกันผมไม่เข้าไปทักมันเผื่ออะไรจะดีขึ้น ผมเล่าเรื่องนี้ให้ไอ้แมนฟัง มันบอกผมว่าสงสัยจะเป็นผีมาปิดตาไอ้ชัย แล้วพาตัวมันไปอยู่ด้วย

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมยังคงหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำไมไอ้ชัยถึงมองไม่เห็นผม แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือผมต้องสูญเสียเพื่อนไปหนึ่งคน แถมต้องสูญเสียกองกลางปีกซ้ายไปด้วย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีนักฟุตบอลคนใหม่เข้ามาแทนที่ไอ้ชัย แต่ก็ไม่มีใครมาแทนที่มิตรภาพของผมกับมันได้

Khao-Sam-Muk-03.jpg

 

ถ้าเอ่ยถึงตำนานความรักที่ยิ่งใหญ่ของชายหญิงที่มีจุดจบแสนเศร้า หลายคนคงนึกถึงตำนานความรักของสองตระกูลใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ลงรอยกัน อันเป็นผลให้ความรักของรุ่นลูกอย่าง โรมิโอและจูเลียตต้องจบลงด้วยความตาย แต่ถ้าเป็นตำนานรักของไทย หนีไม่พ้น ขวัญ เรียมที่มีจุดจบที่คล้ายคลึงกันตลอดจนความรักของ นางนากผีสาวผู้ที่รอการกลับมาของสามี จนกลายเป็นตำนานของความรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ที่เล่าขานกันมารุ่นต่อรุ่น

ศาลเจ้าแม่สามมุข ที่ตั้งอยู่เชิงเขาสามมุข ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี

เขาสามมุขเป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่กึ่งกลางระหว่างบ้านอ่างศิลาและหาดบางแสน ขับรถไปตามถนนเลียบริมหาดจากอ่างศิลาเป็นทางลาดขึ้นไปนั่นก็คือบริเวณที่เรียกกันว่าเขาสามมุข และเขาสามมุขเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงจำนวนมาก ส่วนศาลเจ้าแม่สามมุขตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา และ ที่มุมหนึ่งของศาลฯ มีผู้เขียนถึงตำนานความรักของท่านไว้ดังนี้

เมื่อปลายรัชสมัยกรุงศรีอยุธยาบริเวณบางแสนและเขาสามมุข ยังไม่มีบ้านเรือนและผู้คนหนาแน่นเหมือนปัจจุบันนี้ ชื่อบางแสนและเขาสามมุขก็ยังไม่ปรากฏ จะมีก็แต่ตำบลอ่างหิน ในปัจจุบันก็คือตำบลอ่างศิลาอันเป็นชุมชนของชาวประมงริมทะเล

ตำบลอ่างหินนี่เอง (อ่างศิลา) มีเจ้าของชื่อโป๊ะ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามว่ากำนันบ่ายมีลูกชายชื่อว่า แสนห่างจากตำบลอ่างหินออกไปพอประมาณมียายหลานอาศัยกันอยู่คู่หนึ่ง ยายมีชื่อเสียงเรียงนามใดไม่ได้ปรากฏไว้ ส่วนหลานสาวนั้นมีชื่อว่า สามมุขอาศัยอยู่ในเมืองปลาสร้อย (จังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน) เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตลง ก็ได้มาอาศัยอยู่กับยายจนกระทั่งโต สามมุขมักจะชอบมานั่งเล่นดูหนุ่มสาวรวมทั้งเด็กที่มาเล่นว่าวในหน้าลมว่าวอยู่ริมเชิงเขาเป็นประจำ และมีเพื่อนที่คอยหยอกล้อเล่นเป็นประจำก็คือลิงป่าที่ลงมาจากเขา


อยู่มาวันหนึ่งขณะที่สามมุขกำลังนั่งเล่นอยู่ ก็ได้มีว่าวตัวหนึ่งขาดลอยลงมาตกอยู่ที่หน้าของสามมุข เธอจึงเก็บว่าวตัวนั้นไว้และมีเด็กหนุ่มชื่อแสนวิ่งตามว่าวที่ขาดลอยมาจึงได้พบกับสามมุข เขาทั้งสองได้รู้จักกันและแสนก็ได้มอบว่าวตัวนั้นไว้เป็นที่ระลึก หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้พบปะกันเรื่อยมาจนเกิดเป็นความรัก และได้สาบานต่อหน้าขุนเขาแห่งนี้ว่าทั้งสองจะครองรักกันชั่วนิรันดร หากใครผิดคำสาบานนี้จะกระโดดหน้าผาแห่งนี้ตายตามกันและแสนได้มอบแหวนวงหนึ่งให้แก่สามมุขไว้เพื่อเป็นพยาน

เมื่อกำนันบ่ายซึ่งเป็นพ่อของแสนได้ทราบเรื่องเข้าก็เกิดความไม่พอใจ แสนได้พยายามขอร้องผู้เป็นพ่อให้ไปสู่ขอสามมุข แต่กำนันบ่ายก็กีดกันและกักบริเวณแสนไว้ จึงทำให้ทั้งสองไม่ได้พบหน้ากัน หลังจากนั้นกำนันบ่ายก็ได้ไปสู่ขอลูกสาวคนทำโป๊ะให้กับแสนและกำหนดพิธีการแต่งงานขึ้น ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วอ่างหิน (อ่างศิลา) จนสามมุขเองก็ได้รับรู้ถึงข่าวนี้ด้วย ในวันแต่งงานของแสนได้มีการจัดงานกันอย่างใหญ่โตสมเกียรติกับที่เป็นงานของกำนันบ่าย

ตลอดระยะเวลาที่แขกได้ทยอยเข้ามารดน้ำสังข์อวยพรให้คู่บ่าวสาวทั้งสอง แสนได้แต่ก้มหน้านิ่งเสียใจอยู่กับตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้ จนกระทั่งแสนรู้สึกว่ามีน้ำสังข์ลดลงมาพร้อมกับแหวนวงหนึ่งตกลงมาด้วย แสนจำได้ดีว่าแหวนวงนี้เขาเป็นคนมอบให้สามมุขแต่พอเงยหน้าขึ้นสามมุขก็ได้วิ่งจากออกไปแล้ว แสนได้หวนคิดถึงคำสาบานที่ได้ให้กับสามมุขไว้ จึงรีบวิ่งไปที่เชิงเขาแต่ก็สายไปเสียแล้ว สามมุขได้ขึ้นไปที่หน้าผานั้นแล้วทิ้งร่างที่ไร้หัวใจลงดิ่งสู่ก้นผาสิ้นชีพอยู่ริมทะเล แสนผู้ที่ให้คำสาบานไว้กับสามมุขเขาจึงกระโดดลงหน้าผาตามสามมุขหญิงสาวสุดที่รักไป

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันเศร้าสลดใจเป็นอย่างมาก จึงพากันสาปแช่งกำนันบ่าย ต่อมากำนันบ่ายได้นำถ้วยชามสิ่งของต่างๆ มาไว้ในถ้ำตรงหน้าผาแห่งนั้นและตั้งชื่อภูเขาลูกนี้ว่า เขาสามมุขและชายหาดที่ติดกันว่า หาดบางแสนเพื่อเป็นอนุสรณ์รักแด่คนทั้งสองจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาชาวบ้านในแถบนั้นเล่าว่าเมื่อตกดึกได้พบเห็นร่างของหญิงสาวมายืนอยู่ตรงหน้าผานั้นเป็นประจำทุกคืนชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างศาลนี้ขึ้น เพื่อเป็นที่สิงสถิตและเป็นที่เคารพสักการะแก่ชาวบ้านและชาวประมงเมื่อเวลาที่จะออกเรือไปหาปลามักจะมีการมาจุดประทัดบนบานขอให้ได้ปลากลับมาเต็มลำเรือ อย่าต้องเผชิญกับลมพายุบางครั้งเจอลมพายุกลางทะเลก็จุดธูปบนเจ้าแม่สามมุขให้รอดปลอดภัยจากอันตรายก็สัมฤทธิ์ผลเรื่อยมา

จากนั้นเมื่อเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของเจ้าแม่สามมุขนั้นแพร่กระจายออกไป ก็มักมีคู่รักชายหญิง มาอธิษฐานขอให้ความรักของตนสมหวัง โดยเขียนชื่อตนกับคนรักไว้บนว่าว แล้วแขวนไว้บริเวณศาลโดยเชื่อกันว่าเจ้าแม่สามมุขจะดลบันดาลให้ทุกคู่รักสมหวัง และไม่พลัดพรากจากกันเหมือนดังในตำนาน

15-15-53-1165841220.gif.jpg

ในบรรดาเรื่องลี้ลับที่ขึ้นชื่อในแถบท่าพระจันทร์ นอกจากเรื่องที่ว่า ลิฟท์แดงหรือ ผีดุอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคมแล้ว ก็ยังมีตำนานความเชื่อที่สืบต่อมาเป็นเวลานาน และมีความเป็นมาที่น่าประทับใจเกี่ยวกับความรักของสิงโต นั่นคือ ตำนานเจ้าแม่สิงโต ริมแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

"ศาลสิงห์โตทอง" หรือที่เราๆ มักเรียกว่าศาล เจ้าแม่สิงโตเป็นรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณข้างตึกคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ลักษณะหันหน้าออกไปทางฝั่งท่าศิริราช และที่ว่าเกี่ยวกับรัก ก็เพราะว่าแต่เดิมนั้นเค้าเล่าว่ามันมีเป็นคู่ แต่ความรักของสิงโตทั้งสองตัวนั้นต้องมีอันพลัดพรากจากกัน ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีเสียงร่ำลือเกี่ยวกับตำนานของเจ้าแม่สิงโตนี้อยู่หลายเรื่องเลยทีเดียว แต่ที่เป็นต้นฉบับเดิมจริงๆ นั้นมีอยู่ว่า

ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งได้บรรทุกสินค้าลงเรือสำเภาแล่นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อที่จะเข้ามาค้าขายกับคนไทย และสินค้าที่บรรทุกอยู่บนเรือลำนั้นก็รวมถึงรูปปั้นสิงโตคู่ด้วย สิงโตนี้คนปั้นตั้งใจปั้นเพื่อให้มาอยู่คู่กัน ตัวหนึ่งเป็นตัวผู้ และอีกตัวหนึ่งเป็นเมีย เป็นรูปปั้นที่มีขนาดใหญ่และมีความสวยงามมาก

แต่เมื่อเรือแล่นผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาก็เกิดพายุโหมกระหน่ำขึ้นมา จนเรือไม่สามารถแล่นและทรงตัวต่อไปได้ จนเรืออับปางลงในที่สุด เมื่อพายุได้ผ่านพ้นไป ชาวบ้านละแวกนั้นก็ได้ช่วยกันกู้สิ่งที่จมอยู่ใต้น้ำขึ้นมา แต่รูปปั้นนั้นสามารถกู้ขึ้นมาได้เพียงแค่ตัวเมียเพียงตัวเดียวเท่านั้น ส่วนตัวผู้นั้นหาอย่างไรก็ไม่พบ เป็นที่มาของการอยู่อย่างโดดเดี่ยวของสิงโตตัวเมีย ชาวบ้านได้ตั้งรูปปั้นไว้ที่ริมแม่น้ำหันหน้าเข้าหาฝั่ง แต่เมื่ออีกวันหนึ่งกลับมาก็พบว่ารูปปั้นได้หันหน้าออกไปทางแม่น้ำ

จากคำบอกเล่าของคุณยาย ซึ่งอาศัยอยู่ในระแวกนี้มากว่า 60 ปี เล่าถึงเหตุการณ์แปลกที่มักจะเกิดขึ้นที่นี่ว่า บางคืนคนที่นี่มักจะได้ยินเสียงคร่ำครวญของสิงโตตัวเมียที่ร้องเรียกหาคู่ของมัน ด้วยความคิดถึงและเศร้าใจในความรักที่ต้องพลัดพรากจากกันไป แต่ถ้าเป็นคืนวันเพ็ญบางคนก็จะเห็นลำแสง คู่สีแดงส่องขึ้นมาจากแม่น้ำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแสงจากตาของสิงโตตัวผู้นั่นเองที่เฝ้าคอยมองหาตัวเมีย ที่อยู่บนฝั่ง จึงทำให้ลูกปั้นของสิงโตตัวเมีย จึงต้องหันมาหน้าเข้าหาฝั่งแม่น้ำเพื่อมองหาคู่ของมัน"

แอน นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์รายหนึ่งเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่สิงโตให้ฟังว่า "ครั้งแรกที่มาบน เพราะมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันเรียนอยู่ที่นี่แนะนำ ตอนนั้นเป็นช่วงสอบเอ็นพอดี แล้วเขาบอกว่าถ้าเราอยากสอบติดที่ธรรมศาสตร์ก็ให้เอาลูกแก้วมาบนขอกับเจ้าแม่ เราก็อยากสอบติดด้วยเขาว่าอย่างไร ก็ทำตามถึงแม้ว่าตอนนั้นจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร"

แอนเล่าต่อว่า "ตอนนั้นแอนบนด้วยลูกแก้ว 23 ลูก เพราะแอนชอบเลข 23 พอผลเอ็นฯ ออกมาปรากฏว่าเราติดจริงๆ ก็ดีใจมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราทำข้อสอบได้เองหรือเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของท่านกันแน่ ถึงตอนนี้แอนจะได้ไม่ไปบนขออะไรจากท่านอีก แต่เมื่อมีเวลาว่างแอนก็จะแวะเอาพวกมาลัยดอกไม้ มากราบไหว้สักการะท่านอยู่เสมอๆ"

ด้านแอร์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ปี 3 มธ. เล่าถึงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของความรักว่า "แอร์เคยเห็นเพื่อนมาขอพรกับเจ้าแม่ เรื่องความรัก ก็ได้ผลนะ ตอนนั้นเขาบนว่าถ้าได้คนนี้เป็นแฟน เขาจะเอาสิงโตมาถวาย1 คู่ และตอนนี้เขาก็คบกันอยู่กับแฟนคนที่ขอจากเจ้าแม่มา ซึ่งเพื่อนแอร์เขานับถือท่านมาก ถ้าวันไหนว่างๆ ก็จะชวนแอร์เอาพวงมาลัยมาถวายท่าน แต่สำหรับเราแล้วยังไม่เคยขออะไรท่านเลย ก็คิดอยู่เหมือนกันวันหลังแอร์จะลองมาขอแฟนใหม่กับท่านบ้าง เพราะแฟนคนนี้เริ่มงี่เง่าแล้ว (หัวเราะ)

นอกจากนั้นแล้วนักศึกษาธรรมศาสตร์บางคนก็เชื่อว่า ช่วงสอบ ถ้าใครอ่านหนังสือไม่ทัน ให้อธิษฐานขอเจ้าแม่แล้วปักธูปไว้ที่หนังสือหน้าใดก็ได้ แล้วหน้านั้นก็จะออกสอบ ซึ่งถึงอย่างไรก็ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่าหนังสือหน้านั้นออกเป็นข้อสอบจริงหรือไม่ เรื่องนี้ก็ยังเป็นเพียงเรื่องเล่าขานกันปากต่อปากเท่านั้น

แต่ไม่ใช่แค่นักศึกษาธรรมศาสตร์เท่านั้นที่ศรัทธาเจ้าแม่สิงโต คนทั่วไปที่มีเรื่องทุกข์ใจก็มักแวะเวียนกันมาขอพระจากท่านไม่ขาดสาย สำหรับของที่ใช้ในการบนกับเจ้าแม่สิงโตนี้ ส่วนใหญ่จะเป็น ลูกแก้วเพราะว่ากันว่าเจ้าแม่ท่านชอบเล่นลูกแก้วมาก แต่ก็ไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นจำนวนกี่ลูก นอกจากนั้นก็ยังมีพวกผลไม้และดอกไม้ พวกมาลัยทั่วไป ซึ่งก็อยู่ที่สะดวกของผู้มาขอมากกว่าว่าจะบนอะไร แต่ถ้าดูจากจำนวนของที่นำมาถวายให้เจ้าแม่สิงโต ก็แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ การความเคารพและศรัทธาของคนในระแวกนี้ได้เช่นกัน

และเนื่องจากศาลเจ้าแม่สิงโตนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานของความรัก แถมยังตั้งอยู่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีบรรยากาศที่เย็นสบายและเงียบสงบ พอตกเย็นเราก็จะได้เห็นคู่รักหลายๆ คู่มานั่งหลบร้อน พักผ่อน หย่อนใจ กันนี่เป็นประจำ ถ้าหากใครมีเวลาว่างมาเที่ยวชมที่สนามหลวงหรือมาเที่ยววัดพระแก้วก็อย่าลืมแวะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมกับมาสักการะ เจ้าแม่สิงโตด้วยนะคะ ลูกพ่อปรีดียินดีต้อนรับเพื่อนทุกคนเสมอค่ะ

 

galaxy-note-7

งานเข้าในปีนี้อย่างแท้จริง กับ Samsung Galaxy Note 7 ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เพิ่งมีปัญหาบนเครื่องบิน จากข่าว งานเข้าอีกรอบ! เมื่อ Samsung Galaxy Note 7 “ล็อตใหม่” ระเบิดบนเครื่องบิน !! ซึ่งปัญหานี้ ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก ใหญ่ระดับโลกเพราะเกิดบนเครื่องบินทำให้ แหล่งข่าวระบุว่า Samsung ควรจะเรียกคืน Galaxy Note 7 ใน lot ล่าสุดด้วยเช่นกัน และในขณะเดียวกันส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ และทำให้โอเปอเรเตอร์ที่อเมริกา เปิดให้ลูกค้าเปลี่ยนเครื่องเป็นรุ่นอื่นๆ ได้ทันที

 

นับว่าเป็นวิกฤตจริงๆ สำหรับ Samsung ในช่วงปลายปี แหล่งข่าวอย่าง bloomberg ระบุว่า Samsung ควรจะเรียกคืน Galaxy Note 7 ใน lot ที่มีการแก้ปัญหาแล้ว เนื่องจากเหตุความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นตามข่าวอ้างอิง ซึ่งมีผลทำให้ ซึ่งงทาง Samsung ยังไม่ได้ออกมาเรียกคืนครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ แต่บรรดาผู้จำหน่ายหรือโอเปอเรเตอร์ที่อเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Verizon, T-Mobile, AT&T, Sprint ล้วนแล้วแต่เปิดทางเลือกให้กับลูกค้า เพื่อทำการเปลี่ยนเครื่องจาก Galaxy Note 7 เป็นรุ่นอื่นๆ โดยเข้าโปรแกรม trade-in ซึ่งโดยส่วนใหญ่ เปิดให้ลูกค้าเลือกรุ่นใดก็ได้ ที่มีราคาเท่ากัน หรือน้อยกว่า หรือหากราคาแพงกว่า ก็ให้เพิ่มเงิน หรืออาจจะมีทางเลือกอื่นๆ เพิ่มเติม แล้วแต่โอเปอเรเตอร์

 

ซึ่งงานนี้บรรดาโอเปอเรเตอร์ นอกจากจะให้ลูกค้า trade-in แล้ว ยังจะหยุดจำหน่าย Galaxy Note 7 อีกด้วย ถึงแม้ว่างานนี้ Samsung จะยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ แต่การดำเนินการของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว และคาดว่า จะมีผลต่อไปอีกไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะสายการบินต่างๆ แต่ที่แน่ๆ คนใช้งานในบ้านเราที่ล้วนแต่รอคอยการมาของ Galaxy Note 7 ก็คงต้องลุ้นว่าทาง Samsung จะหยุดจำหน่าย lot ใหม่ และจะมีการเรียกคืนอีกหรือไม่ ถ้าหากรออีก ก็คงยาวไปจนถึงปลายปีหรือต้นปีหน้าเลยทีเดียว ครั้งนี้ถือว่าเป็นวิกฤตจริงๆ ในขณะที่ Apple มีปัญหาระเบิด แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ จากผู้เกี่ยวข้อง มากมายเหมือนดังที่ Samsung เจอ

อ้างอิง cnet

ที่มา ไปกันใหญ่! ระบุควรเรียกคืน Samsung Galaxy Note 7 ล็อตล่าสุด โอเปอเรเตอร์ที่อเมริกาให้เปลี่ยนได้เลย - PDAMobiz.com

ซื้อบัตรเติมเงิน ที่เซเว่น หมดไม่เหลือเลย ไปมาหลายที่ล่ะ... จะเอามาเติมซื้อสติ๊กเกอร์ ก็ไม่ได้...     

20150109134214982.jpg

เมื่อคืนวันคริสต์มาส (ช่วงรอยต่อระหว่างวันที่ 24-25 ธันวาคม) นักศึกษาคนหนึ่งได้เจอะเจอกับประสบการณ์ขนหัวลุก เมื่อรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะนั้น จู่ ๆ เกิดดับขึ้นมากระทันหัน เมื่อเข้าเขตพื้นที่ป่าช้า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม.....

 

เอ่ยถึงชื่อวัดดอนแล้ว คนกลัวผีพอได้ยินเป็นต้องออกอาการประหวั่นพรั่นพรึงกันมิใช่น้อย เพราะตำนานความน่ากลัวของวัดแห่งนี้ไม่ธรรมดา ว่ากันว่าในอดีตต้องมีผู้ถูกผีหลอกแทบทุกคืน ทว่าในปัจจุบันบริเวณพื้นที่ป่าช้าที่อยู่ใกล้กับวัดดอนนั้น ถนนได้ตัดผ่านไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังมีทางด่วนวิ่งคร่อมอยู่ด้านบนอีกด้วย แต่เมื่อคืนวันคริสต์มาสที่ผ่านมาผมเจอปรากฎการณ์ประหลาดเข้ากับตัวเองอย่างจัง

 

ในวันนั้นหลังจากเรียนเสร็จเรียบร้อย ช่วงบ่ายผมก็ไปทำงานเพื่อหารายได้ส่งตัวเองเรียนตามปกติ (คือผมเป็นคนต่างจังหวัดแล้วก็เข้ามาเรียนปริญญาตรีที่ราม ตอนนี้เหลืออีกไม่กี่ตัวก็จะจบแล้ว) ผมทำงานเป็นพนักงานส่งพิซซ่ายี่ห้อนึง ก็ต้องซื้อมอเตอร์ไซค์มาไว้ใช้ในการทำงานตอนนี้ก็ยังผ่อนอยู่เลย แล้วเจ้ารถคันนี้ผมก็เพิ่งจะถอยออกมาใช้เมื่อกันยายนนี้เอง เป็นรถมอเตอร์ไซค์แบบผู้หญิง (ไม่มีคลัช)

 

ขอเล่าก่อนว่าที่ผมเลือกรถแบบผู้หญิงก็เพราะว่าคันก่อนหน้านี้น่ะเป็นแบบผู้ชายพอเอาตู้บรรจุพิซซ่าวางบนตะแกรงด้านหลังแล้วรู้สึกมันจะคอยมาสัมผัสหลังผมน่ะ (แต่ถ้าเป็นแบบซ้อนหญิงแล้วมีการสัมผัสหลังแบบนี้ล่ะก็ผมชอบ) แล้วที่ผมเปลี่ยนมาใช้คันใหม่นี้ไม่ใช่รวยฟู่ฟ่าหรอกนะ แต่ผมคิดว่าเรามีรถไว้ใช้งาน รถก็ควรจะใหม่หน่อยจะได้ไม่เสียกระทันหันกลางทางน่ะครับ

 

นับตั้งแต่ถอยมาใช้ผมก็ต้องส่งงวด เกือบๆ 4,000 บาท ก็กัดฟันทนเอาครับ วันไหนไม่มีเรียนช่วงเช้าก็วิ่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รายได้ก็พอไหวจ่ายค่าเช่าห้อง ผ่อนรถยังพอเหลือบ้างนิดหน่อย เจ้าคันใหม่เนี่ยก็แสนจะทนทานดีครับ ไม่มีอาการงอแง แถมยังประหยัดกระเป๋าตังค์ด้วย เพราะเป็นรถ 4 จังหวะก็เลยไม่ต้องคอยเติมออโต้ลูปบ่อยๆ เหมือนเจ้ารถสองจังหวะคันเก่าของผม บรรยายสรรพคุณเจ้าคู่ซี้ของผมซะยาว เพื่อนๆ คงเริ่มงงแล้วหล่ะซิว่ามันจะน่ากลัวตรงไหน รถก็ถอยมาใหม่เอี่ยมแท้ๆ แต่ไอ้ที่ผมบอกว่าน่ากลัวหน่ะมันเกิดขึ้นเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมานี้เอง

 

คืนนั้นผมก็ไปส่งพิซซ่าตามปกติ หัวหน้าของผมเขาก็เกิดใจดีขึ้นกระทันหัน บอกว่าวันนี้เขาจะพาไปเลี้ยงหลังเลิกงาน วันนั้นใครไปส่งรอบพิซซ่าเที่ยวสุดท้ายก็ให้กลับมาเจอกันที่ร้านข้าวต้มแถวๆ เจริญกรุง ซึ่งร้านนี้ถือว่าเป็นร้านประจำของพวกเราก็ว่าได้ เพราะใกล้ที่ทำงาน แถมอร่อยและราคาถูกอีกด้วย

 

หลังจากส่งพิซซ่าเที่ยวสุดท้ายเสร็จทุกคนก็มารวมตัวกันที่ร้านข้าวต้นทันที รวมๆ แล้วก็มีกันแค่ 4-5 คนตามเคย แหมคริสต์มาสทั้งทีก็ขอเฮฮาตามภาษาผู้ชายกันหน่อย มีแอลกอฮอล์นิดๆ พอกรึ่มๆ ถึงจะได้อารมณ์ เวลาความสุขสนานล่วงเลยข้ามวันคริสต์มาสมาเกือบชั่วโมง ถึงเวลาแล้วที่สิงห์มอเตอร์ไซค์อย่างพวกต้องแยกย้ายกันกลับบ้านเสียที

 

ด้วยพิษแอลกอฮอล์บวกด้วยความคึกคะนองของเพื่อนผมคนหนึ่ง "เฮ้ย! คืนนี้ไปทางซอยวัดดอนดีกว่า" "มึงจะบ้าเหรอ วัดดอนน่ะเฮี้ยนนะโว้ย" ผมตอบกลับเพื่อนไป แต่มันก็ดันไม่วายตะโกนสวนกลับมาว่า หาว่าผมปอกแหก “วัดดอนหรอ ไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวนี้เขาตัดถนนไล่ผีแล้ว อย่าว่าแต่คนเลย ผีมันยังอยู่ไม่ได้เลย...(หัวเราะ)” หลังจากเถียงกันอยู่พักนึง สรุปแล้วทุกคนเลือกกลับทางซอยวัดดอนนั่นล่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางมันเพิ่งตัดใหม่ ลัดเลาะไปเดี๋ยวก็ไปทะลุซอยสวนพลูได้ แถมรถก็ไม่ค่อยมีวิ่ง น่าจะปลอดภัยกว่าที่จะกลับทางถนนใหญ่ เพราะแต่ละคนก็กรึ่มๆ กันทั้งนั้น ว่าแล้วทุกคนก็ขึ้นค่อมมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ค่อยๆ ขี่ตามกันไปเรื่อยๆ


ระหว่างสองข้างทางที่เงียบสงัด ก็มีเสียงตะโกนของไอ้เพื่อนคนเดิมนี่หล่ะ ที่คอยสร้างหัวเราะให้กับพวกเราตลอดทาง แต่พอเริ่มเข้าเขตป่าช้าสิ เสียงที่โหวกเหวกของมันกลับเบาลงเรื่อยๆ อากาศที่เย็นลง ลมพัดเบาๆ ผ่านหลังวูบเป็นระยะ บวกกับความวังเวงรอบด้าน มีเพียงแสงจากดวงไฟหน้ารถคันเล็กเพียง 4-5 คัน เท่านั้นที่คอยส่องสว่าง แต่แล้วจู่ๆ เจ้าคู่ซี้ของผมมันดันเกเร กระตุกอยู่ 2 - 3 ที แล้วก็ดับนิ่งไปเฉยๆ เลย ผมพยายามสตาร์ทเครื่องใหม่อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล

 

เมื่อเครื่องดับสนิท ความตรึงเครียดเริ่มเข้ามาครอบงำผมอย่างไม่รู้ตัว ผมรวบรวมสติตะโกนเรียกเพื่อนๆ ที่ขี่เลยไปแล้ว โชคดีที่พวกมันได้ยิน เลยวกรถกลับมาดูผม...ไอ้เดชมันเป็นคนแรกขี่มาถึง แต่แล้วก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร มันเบรกรถกะทันหันก่อนถึงรถผมประมาณ 50 เมตร แล้วยืนก้มหน้าเหลือบมองดูผมเป็นระยะๆ ผมกวักมือเรียกมันเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมเข้ามาหา รอจนเพื่อนอีก 3 คนมาถึง มันจึงยอมเดินเข้ามาดูอาการเจ้าคู่ซี้ของผมให้

 

เวลาล่วงเลยไปกว่า 20 นาที พวกเราก็ยังหาสาเหตุที่รถคันใหม่เอี่ยมคันนี้ของผมเสียไม่ได้สักที ทั้งๆ ที่เปิดดูน้ำมันรถก็ยังไม่หมด หัวเทียนก็ไม่บอด ลองพยายามสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด สุดท้ายพวกมันเลยตัดสินใจถอดกรองน้ำมันเบนซินออก แล้วต่อท่อน้ำมันตรงเลย คราวนี้ลองสตาร์ทใหม่อีกครั้ง ปรากฎว่าเครื่องติด! เราก็เฮ! ดีใจรีบขับรถกลับห้องทันที (ทีนี้ผมได้ขี่นำหน้าเคียงคู่กับไอ้เดชเลย) เมื่อถึงห้องอย่างปลอดภัย เราก็แยกย้ายกันไปห้องใครห้องมัน โดยไม่ได้คิดติดใจอะไรเลย...

 

บ่ายวันต่อมา ผมก็ไปเข้างานตามปกติ เจอไอ้เดชนั่งหน้าซีดอยู่บนรถคันเก่งของมันตามเคย แต่พอมันเห็นผมเท่านั้นหล่ะ มันรีบวิ่งเข้ามาหาผมเลย “ตกลงมึงรู้หรือยังว่ารถมึงเป็นอะไร” เดชตะโกนถามผมกรองน้ำมันตันว่ะ เป่าๆ ขี้ผงออกหน่อยก็ใช้ได้แล้ว” ผมตอบปัดไปอย่างนั้น แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่ารถเราใหม่แท้ๆ ทำไมมันถึงตันเร็วนัก แถมเป่ากรองน้ำมันออกมาก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย...

 

“กูมีอะไรจะบอกมึงว่ะ” ไอ้เดชพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมเดินมาจับไหล่ผมเบาๆ “ตอนที่กูวนกลับมา กูเห็นมีเด็ก 3-4 ดึงตะแกรงรถของมึงไว้” ผมขนลุกเสียวสันหลังวาบ “มึงแน่ใจนะว่ามึงเห็น” ผมย้อนถามไอ้เดชเพื่อความแน่ใจ “ที่จริงกูเห็นตั้งแต่ตอนแซงรถมึงขึ้นไปแล้ว แต่กูคิดว่าตาฝาดงัย เลยไม่ได้สนใจ แหมก็เปลี่ยวออกอย่างนั้นจะมีเด็กที่ไหนมาเดินอยู่เล่า แต่พอวนกลับมาสิเห็นจังๆ เลย”

 

หลังจากฟังไอ้เดชเล่าจบ ผมก็รีบโทรไปหาเพื่อนอีกคนที่มันเคยเล่าเรื่องสยองๆ เกี่ยวกับวัดนี้ให้ฟัง มันบอกผมว่า “ที่ตรงนั้นเป็นปากทางเข้าที่เก็บศพไม่มีญาติ คนที่ผ่านไปแถวนั้นก็มักจะเจอเรื่องแบบนี้กันบ่อย เขาคงมาล้อเล้น ไม่ต้องคิดมาก พรุ่งนี้ก็ไปทำบุญให้เขาซะ” ผมรับฟังด้วยอารมณ์สยอง พร้อมรับปากว่าจะไปทำบุญให้ ถึงตอนนี้ผมเองก็ยังหาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้ว่าเมื่อคืนนั้น รถผมเสียเองหรือว่าโดนผีเด็กแกล้งกันแน่เนี่ย....

 

ghost4.jpg

นุ้ย จิตรา จารุณียาวนนท์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เผยประสบการณ์ลี้ลับที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้จากครั้งเป็นเชียร์ลีดเดอร์สมัยเรียนมัธยมปลาย

 

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วค่ะ ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นนุ้ยเรียนอยู่ม.6 โรงเรียนวัดอินทราราม ซึ่งโรงเรียนจะอยู่ใกล้ๆ กับวัดอินทรารามด้วย”

 

นุ้ยเริ่มเกริ่นถึงบริเวณที่เกิดเรื่อง ก่อนที่จะเล่าเหตุการณ์ต่อไป

 

“มีอยู่วันหนึ่ง คือช่วงนั้นที่โรงเรียนเค้ากำลังจะมีงานกีฬาสี แล้วนุ้ยเองก็ได้รับเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ดังนั้น หลังจากเลิกเรียนทุกเย็นนุ้ยก็ต้องอยู่ซ้อมลีดฯ กับเพื่อนๆ”

 

“ด้วยบรรยากาศที่มืดลงเรื่อยๆ บวกกับที่พวกเราต้องไปหาสถานที่ซ้อมแบบที่ไม่มีคนเห็น เพราะกลัวว่าเพื่อนๆ สีอื่นเค้าจะมาดูการซ้อมของเรา ลีดฯ ของสีนุ้ยก็เลยต้องซ้อมกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ โดยพวกเราเลือกตรงที่เก็บกระดูกหลังโรงเรียน ซึ่งตรงนั้นจะเงียบมาก แถมมีต้นโพธิ์ใหญ่บังให้อีกขั้นหนึ่งด้วย”

 

เมื่อได้สถานที่เหมาะสมแล้ว กลุ่มของสาวนุ้ยก็ไม่รีรอ ลงมือซ้อมท่าลีดเดอร์กันอย่างสนุกสนาน

 

“ซึ่งก่อนที่พวกเราจะเริ่มซ้อมท่ากันนั้นก็ได้ยกมือไหว้เจ้าของสถานที่กันก่อนแล้ว เพราะเกรงว่าเสียงเปิดเพลง หรือเสียงพูดคุยของพวกเราจะไปรบกวนใครเข้า เมื่อขออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมือซ้อมกันทันที โดยมี เจ๊โบ และเจ๊มั่น (สาวประเภทสอง) คนสอนท่านั่งดูแลอย่างใกล้ชิด”

 

“หลังจากซ้อมท่าต่างๆ ไปสักพัก ก็มาถึงท่าสุดท้าย คือท่านี้เราต้องต่อตัวกัน แล้วโยนเพื่อนที่อยู่บนสุดขึ้นไป แต่เชื่อมั้ยคะว่า ตอนที่เราโยนเพื่อนคนนั้นขึ้นไป ก็เหมือนกับว่ามีใครมาดึงขาของเค้าให้ตกลงมาทุกที ปรากฎว่า วันนั้นไม่ว่าเราจะใช้แรงคนมากแค่ไหนก็ไม่สามารถโยนเพื่อนคนนี้ขึ้นไปได้ สักพักเราก็สังเกตเห็นว่าเจ๊โบแกออกอาการลุกลี้ลุกลนนั่งไปติดที่ แถมพวกเราก็ซ้อมท่าไม่ได้สักที จนในที่สุด เจ๊มั่น ก็ตัดสินใจออกคำสั่งให้พวกเราเปลี่ยนที่ซ้อมใหม่ ด้วยความสงสัยพวกเราก็พยายามถามว่าทำไม แต่ก็ไม่ได้คำตอบจากเจ๊ทั้งสองเลย”

 

หลังจากออกจากบริเวณนั้น เจ๊โบก็พาสาวๆ ลีดเดอร์ทั้งหลายไปสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิมหาราช ก่อนที่เจ๊จะไขปริศนาของการย้ายสถานที่ซ้อม

 

“อ๋อ...นุ้ยลืมบอกว่าเจ๊โบ แกมีองค์ สามารถสื่อสารเรื่องแบบนี้ได้ แกเล่าให้ฟังว่า ตอนที่พวกเราซ้อมอยู่นั้น แกเห็นเงาดำๆ ร่างใหญ่ๆ มายืนอยู่ตรงต้นโพธิ์ ซึ่งแกก็รู้สึกได้ว่าร่างนั้นอยู่ในอารมณ์โมโหพวกเราอยู่ที่ทำเสียงดังรบกวนเค้า ตอนแรกพวกเราก็ไม่เชื่อหรอก จนเจ๊แกเปิดเสื้อโชว์รอยข่วนบนหลังให้ดู”

 

“จากการสังเกตรอยนั้น มันคล้ายๆ กับเป็นรอยเล็บข่วน ยาวลงมาจากช่วงต้นคอจนถึงเอว ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าไม่ใช่เกิดจากกิ่งไม้เกี่ยวแน่นอน เพราะต้นโพธิ์ต้นนั้นมันสูงมาก ไม่มีกิ่งไม้เล็กๆ ยื่นออกมาเลย แถมชาวบ้านยังเอาผ้าสามสีมาพันไว้ด้วย จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่รอยนั้นจะเกิดจากกิ่งไม้เกี่ยวได้อย่างแน่นอน แล้วก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อเราย้ายที่ซ้อมแล้ว ท่าต่อตัวที่เคยทำไม่ได้ อยู่ๆ มันก็สามารถทำได้ อย่างง่ายแบบไม่น่าเชื่อ”

 

จากวันนั้นเป็นต้นมา พวกเราไม่เคยไปเหยียบที่ตรงนั้นอีกเลย เพราะเราไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า รอยบนหลังเจ๊แกเกิดขึ้นจากอะไร... แล้วทำไมพวกเราถึงซ้อมท่าต่อตัวตรงนั้นกันไม่ได้ มาถึงตอนนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้ว ที่บริเวณนั้นได้กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม น้องๆ รุ่นต่อมาไม่ให้ไปซ้อมลีดเดอร์หรือวิ่งเล่นบริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด

1301297006.jpg

บางครั้งผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่บ้านคนเดียว ทั้งๆ ที่เวลานั้นทั้งบ้านมีแต่ผม แล้วใครกันล่ะที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่ในบ้านเพียงคนเดียว

 

ผมอาศัยอยู่บ้านหลังนี้มาประมาณ 4 ปีกว่า บ้านของผมหลังนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ผมย้ายมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะผมต้องมาเรียนระดับปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ

 

ในตอนปี 1-2 ผมอยู่กับพี่ชายและเพื่อนพี่ บ้านหลังนี้คึกครื้นไปด้วยเสียงของชายหนุ่มมากมาย แต่ช่วงตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นปี 3 เพื่อนพี่ได้ย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัด และไม่นานพี่ผมก็ได้งานใหม่ย้ายไปทำที่จังหวัดสระบุรี จะกลับบ้านมาเฉพาะวันหยุดเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น

 

เรื่องหลอนชวนขนหัวลุกก็ได้เริ่มขึ้นในคืนหนึ่ง ผมนั่งพิมพ์งานอยู่ชั้นล่างของบ้าน โต๊ะคอมพิวเตอร์ถูกตั้งติดกับผนังบ้าน เมื่อมองไปด้านซ้ายมือก็เห็นบันไดขึ้นชั้นสอง ด้านขวามือติดหน้าต่าง ช่วงนั้นน่าจะเป็นเวลาตี 1 กว่าๆ ผมพิมพ์งานใกล้เสร็จแล้ว รู้สึกง่วงนอนหนังตาหย่อนเต็มที่แต่ผมก็ต้องตาสว่างขึ้นมา


เมื่อผมรู้สึกว่ามีใครกำลังยืนอยู่ตรงบันไดแล้วจ้องมองมาที่ผม

ผมรู้สึกได้ถึงเงานั้น แต่พอผมหันไปกลับไม่พบสิ่งใดเลย นอกจากรูปที่แขวนอยู่ตรงฝาผนัง ในใจผมคิดว่าคงจะตาฝาดหรือไม่ก็ง่วงนอนจนเกินไป เลยไม่ได้คิดอะไร


แต่เงานั้นก็ยังคงมาให้เจอแบบไม่เต็มตาอยู่หลายคืน จนผมรู้สึกชินกับสิ่งที่ผมพบเห็นแล้ว และแล้วคืนที่ผมไม่คาดคิดก็มาถึง ผมจำได้ดีว่าคืนนั้นเป็นคืนวันศุกร์ วันศุกร์ที่แสนจะหลอนอยู่ในประสาทความทรงจำของผม ผมนั่งเล่นเกมจนประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง


เงาร่างคนที่ผมไม่รู้จักก็ยังมาปรากฏให้เห็นแบบไม่เต็มตา ด้วยความชินของผม ผมก็ไม่ได้หันไปมอง แต่เงานั้นกลับคืบคลานลงมาจากบันได โดยที่ผมรู้สึกตัวได้คล้ายกับมนต์สะกดให้ผมต้องหันไปมอง


อาการขนหัวลุกของผมกำลังจะเริ่มขึ้น ผมตัดสินใจหันไปมอง สองตาที่ผมเห็นเป็นเงาลางๆ ของผู้ชายตัวท้วมๆ กำลังเดินลงบันได และค่อยๆ หายลับไปกับตาผม ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมพบเห็นคืออะไร เป็นเงาของใคร หรือเป็นสิ่งที่หลายๆ คนให้คำนิยามว่า “ผี” หรือเปล่า แต่ผมก็ไม่เคยลืมเงาหลอนๆ ที่ทำให้ผมกลัวตลอดเวลาที่ผมนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เลย


เงานั้นคอยมาหลอกหลอนอยู่เสมอ จนผมทนไม่ได้เลยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พี่ผมฟัง พี่ผมถึงกับตกใจกับคำที่ผมเล่าให้ฟังว่าเห็นเงาผู้ชายร่างท้วมๆ เพราะพี่ผมก็ฝันเห็นผู้ชายที่มีลักษณะเดียวกับเงาที่ผมเห็นอยู่เป็นประจำ ว่ามาขอที่พักบ้าง มาขออาหารกินบ้าง แต่พี่ผมก็ไม่ได้คิดอะไร จนผมนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง


ผมและพี่เลยตกลงกันว่าจะทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลนั้นไปให้เงาของคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่เคยเจออีกเลย...

2016-10-03_140628.jpg

คนรุ่นใหม่กับสิ่งลี้ลับมักจะมีประโยคๆ หนึ่งที่มักใช้กันบ่อยครั้งนั่นก็คือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” วัยรุ่นปัจจุบันนี้มีบางคนเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจ แต่บางคนไม่เชื่อ ด้วยความไม่เชื่อนี่แหล่ะบางคนถึงกับขอลองดีกับสิ่งที่เราเรียกกันว่าผี!!!

 

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าที่เราได้รับการ forward mail ต่อๆ กันมา เป็นเรื่องราวที่เกิดกับกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง จนเป็นเหตุให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปมาก เราหวังให้เรื่องที่เราได้รับมานี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนอื่นๆ และหวังว่าคงจะไม่มีใครทำให้เป็นเรื่องจริง....

 

*******

“ทดลองตาย”

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ผมและเพื่อนๆ ต้องจดจำกันไปชั่วชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ เพราะเพื่อนที่พวกผมรักต้องมาจากพวกผมไปอย่างไม่มีวันกลับ และสาเหตุก็มาจากการชอบลองดี.....


แอ๋มเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง ตัวสูง หัวสมัยใหม่ ไม่เชื่อในเรื่องผีสักเท่าไหร่

 

อยู่มาวันหนึ่งแอ๋มไปเจอหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่สวนจตุจักร หนังสือเล่มนั้นเป็นเรื่องราวของการพิสูจน์ในสิ่งที่ลี้ลับ

ผมรู้สึกว่าแอ๋มติดใจกับหนังสือเล่มนั้นมาก คอยชักชวนให้พวกผมลองทำอย่างหนังสือที่ได้เขียนไว้ และนั่นก็คือวิธีการที่จะได้เข้าไปสัมผัสกับเรื่องของวิญญาณและมีอยู่วิธีหนึ่งที่แอ๋มดูท่าทางจะชอบและอยากลองมากๆ นั่นก็คือ การทดลองตาย

 

พวกผมไม่เห็นด้วยกับแอ๋มเลย ก็ความตายนี่ครับใครมันจะบ้าอยากไปลองกันล่ะนอกจาก “แอ๋ม” ผมพยายามขอให้แอ๋มเปลี่ยนความคิดนี้ซะ เพราะมันดูจะเป็นการเสี่ยงเอามากๆ

 

แต่แอ๋มไม่เชื่อครับ แถมยังให้พวกผมไปหาอุปกรณ์มาอีกต่างหาก อุปกรณ์ที่ว่าก็มีขี้เถ้าจากเชิงตะกอนให้ห่อผ้าดำไว้, สายสิญจน์, ดอกไม้ธูปเทียน และ โลงศพที่ใช้แล้ว!

 

แต่พวกเราไม่ได้เตรียมของให้เธอนะ เพราะเราไม่เห็นด้วยเลยกับการที่จะมา ‘ลอง’ ของแบบนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง แอ๋มได้นัดพวกผมไปที่วัดร้างแห่งหนึ่ง และเธอได้เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้เสร็จเรียบร้อย เธอรอให้พวกผมไปร่วมพิธีกับเธอเท่านั้น

 

แอ๋มบอกผมว่าทุกคนที่เข้าร่วมพิธีต้องใส่เสื้อผ้าสีดำและต้องเอาผงขี้เถ้าจากเชิงตะกอนละลายกับน้ำในวัดมาป้ายที่ตา เพื่อที่จะได้เห็นวิญญาณที่ออกจากร่างแล้วของแอ๋ม

 

เมื่อถึงเวลา แอ๋มเริ่มจุดธูป และก็นำไปปักรอบๆ โลงศพ จากนั้นก็เอาน้ำขี้เถ้ามาป้ายที่ตา แล้วเธอก็ลงไปนอนในโลงศพ จากนั้นแอ๋มให้ผมมัดเธอด้วยสายสิญจน์พร้อมดอกไม้ธูปเทียนเหมือนมัดตราสังข์ศพเป๊ะๆ

 

ผมขอให้แอ๋มเลิก อย่าลองพิสูจน์อะไรบ้าๆ แบบนี้เลย แต่เธอไม่เชื่อผม แล้วเธอเริ่มท่องคาถาเบาๆ

แอ๋มบอกว่ามันเป็นคาถาถอดวิญญาณ ขณะนั้นเองก็เกิดลมพัดมาวูบหนึ่ง มันทำให้ผมหนาวเย็นไปถึงกระดูก และผมรู้สึกถึงความน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

 

แล้วตามมาด้วยเสียงหมาหอนที่ทำเอาผมสะดุ้งพร้อมๆ กับขนลุกเกรียวไปทั้งตัว แต่สิ่งที่ทำให้ผมเกือบจะช็อค!

 

ผมเห็นวิญญาณของแอ๋มกำลังล่องลอยออกจากร่างของเธอ และข้างๆ มีผู้ชายน่ากลัวสองคน แต่งตัวแบบยมฑูตที่ผมเคยเห็นในทีวีกำลังพาเธอไป ส่วนรอบๆ ตัวผมเต็มไปด้วยวิญญาณที่คอยแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกผมอยู่ พร้อมๆ กับเสียงร้องที่โหยหวนชวนสยองของพวกมัน

 

พวกมันกำลังเดินเข้ามาหาผม ผมเอามือขยี้ตา ให้ตายเถอะ! ผมไม่ได้ตาฝาด ผมกับเพื่อนๆ สวมวิญญาณสี่ขาโกยแน่บออกมาจากวัดร้างทันที โดยไม่หันไปมองข้างหลังอีกเลย จนกระทั่งรุ่งเช้าแสงจากพระอาทิตย์โผล่มานั่นล่ะ พวกผมถึงกลับไปที่วัดร้างแห่งนั้น

 

แต่ผมมาช้าไปแล้ว ที่นั่นมีแต่ร่างไร้วิญญาณของแอ๋ม พร้อมกับร่องรอยของการทำพิธีทดลองความตายที่ทำให้แอ๋มพบกับจุดจบของเธอ ด้วยการลองดีที่เธอชอบนั่นเอง

เลือกดูบล็อกตามวันที่หรือแท็ก

ตามวันที่: ตามแท็ก: