2016-10-03_140628.jpg

คนรุ่นใหม่กับสิ่งลี้ลับมักจะมีประโยคๆ หนึ่งที่มักใช้กันบ่อยครั้งนั่นก็คือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” วัยรุ่นปัจจุบันนี้มีบางคนเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจ แต่บางคนไม่เชื่อ ด้วยความไม่เชื่อนี่แหล่ะบางคนถึงกับขอลองดีกับสิ่งที่เราเรียกกันว่าผี!!!

 

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่าที่เราได้รับการ forward mail ต่อๆ กันมา เป็นเรื่องราวที่เกิดกับกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง จนเป็นเหตุให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปมาก เราหวังให้เรื่องที่เราได้รับมานี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนอื่นๆ และหวังว่าคงจะไม่มีใครทำให้เป็นเรื่องจริง....

 

*******

“ทดลองตาย”

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ผมและเพื่อนๆ ต้องจดจำกันไปชั่วชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ เพราะเพื่อนที่พวกผมรักต้องมาจากพวกผมไปอย่างไม่มีวันกลับ และสาเหตุก็มาจากการชอบลองดี.....


แอ๋มเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง ตัวสูง หัวสมัยใหม่ ไม่เชื่อในเรื่องผีสักเท่าไหร่

 

อยู่มาวันหนึ่งแอ๋มไปเจอหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่สวนจตุจักร หนังสือเล่มนั้นเป็นเรื่องราวของการพิสูจน์ในสิ่งที่ลี้ลับ

ผมรู้สึกว่าแอ๋มติดใจกับหนังสือเล่มนั้นมาก คอยชักชวนให้พวกผมลองทำอย่างหนังสือที่ได้เขียนไว้ และนั่นก็คือวิธีการที่จะได้เข้าไปสัมผัสกับเรื่องของวิญญาณและมีอยู่วิธีหนึ่งที่แอ๋มดูท่าทางจะชอบและอยากลองมากๆ นั่นก็คือ การทดลองตาย

 

พวกผมไม่เห็นด้วยกับแอ๋มเลย ก็ความตายนี่ครับใครมันจะบ้าอยากไปลองกันล่ะนอกจาก “แอ๋ม” ผมพยายามขอให้แอ๋มเปลี่ยนความคิดนี้ซะ เพราะมันดูจะเป็นการเสี่ยงเอามากๆ

 

แต่แอ๋มไม่เชื่อครับ แถมยังให้พวกผมไปหาอุปกรณ์มาอีกต่างหาก อุปกรณ์ที่ว่าก็มีขี้เถ้าจากเชิงตะกอนให้ห่อผ้าดำไว้, สายสิญจน์, ดอกไม้ธูปเทียน และ โลงศพที่ใช้แล้ว!

 

แต่พวกเราไม่ได้เตรียมของให้เธอนะ เพราะเราไม่เห็นด้วยเลยกับการที่จะมา ‘ลอง’ ของแบบนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง แอ๋มได้นัดพวกผมไปที่วัดร้างแห่งหนึ่ง และเธอได้เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้เสร็จเรียบร้อย เธอรอให้พวกผมไปร่วมพิธีกับเธอเท่านั้น

 

แอ๋มบอกผมว่าทุกคนที่เข้าร่วมพิธีต้องใส่เสื้อผ้าสีดำและต้องเอาผงขี้เถ้าจากเชิงตะกอนละลายกับน้ำในวัดมาป้ายที่ตา เพื่อที่จะได้เห็นวิญญาณที่ออกจากร่างแล้วของแอ๋ม

 

เมื่อถึงเวลา แอ๋มเริ่มจุดธูป และก็นำไปปักรอบๆ โลงศพ จากนั้นก็เอาน้ำขี้เถ้ามาป้ายที่ตา แล้วเธอก็ลงไปนอนในโลงศพ จากนั้นแอ๋มให้ผมมัดเธอด้วยสายสิญจน์พร้อมดอกไม้ธูปเทียนเหมือนมัดตราสังข์ศพเป๊ะๆ

 

ผมขอให้แอ๋มเลิก อย่าลองพิสูจน์อะไรบ้าๆ แบบนี้เลย แต่เธอไม่เชื่อผม แล้วเธอเริ่มท่องคาถาเบาๆ

แอ๋มบอกว่ามันเป็นคาถาถอดวิญญาณ ขณะนั้นเองก็เกิดลมพัดมาวูบหนึ่ง มันทำให้ผมหนาวเย็นไปถึงกระดูก และผมรู้สึกถึงความน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

 

แล้วตามมาด้วยเสียงหมาหอนที่ทำเอาผมสะดุ้งพร้อมๆ กับขนลุกเกรียวไปทั้งตัว แต่สิ่งที่ทำให้ผมเกือบจะช็อค!

 

ผมเห็นวิญญาณของแอ๋มกำลังล่องลอยออกจากร่างของเธอ และข้างๆ มีผู้ชายน่ากลัวสองคน แต่งตัวแบบยมฑูตที่ผมเคยเห็นในทีวีกำลังพาเธอไป ส่วนรอบๆ ตัวผมเต็มไปด้วยวิญญาณที่คอยแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกผมอยู่ พร้อมๆ กับเสียงร้องที่โหยหวนชวนสยองของพวกมัน

 

พวกมันกำลังเดินเข้ามาหาผม ผมเอามือขยี้ตา ให้ตายเถอะ! ผมไม่ได้ตาฝาด ผมกับเพื่อนๆ สวมวิญญาณสี่ขาโกยแน่บออกมาจากวัดร้างทันที โดยไม่หันไปมองข้างหลังอีกเลย จนกระทั่งรุ่งเช้าแสงจากพระอาทิตย์โผล่มานั่นล่ะ พวกผมถึงกลับไปที่วัดร้างแห่งนั้น

 

แต่ผมมาช้าไปแล้ว ที่นั่นมีแต่ร่างไร้วิญญาณของแอ๋ม พร้อมกับร่องรอยของการทำพิธีทดลองความตายที่ทำให้แอ๋มพบกับจุดจบของเธอ ด้วยการลองดีที่เธอชอบนั่นเอง