ghost4.jpg

นุ้ย จิตรา จารุณียาวนนท์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เผยประสบการณ์ลี้ลับที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้จากครั้งเป็นเชียร์ลีดเดอร์สมัยเรียนมัธยมปลาย

 

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วค่ะ ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นนุ้ยเรียนอยู่ม.6 โรงเรียนวัดอินทราราม ซึ่งโรงเรียนจะอยู่ใกล้ๆ กับวัดอินทรารามด้วย”

 

นุ้ยเริ่มเกริ่นถึงบริเวณที่เกิดเรื่อง ก่อนที่จะเล่าเหตุการณ์ต่อไป

 

“มีอยู่วันหนึ่ง คือช่วงนั้นที่โรงเรียนเค้ากำลังจะมีงานกีฬาสี แล้วนุ้ยเองก็ได้รับเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ดังนั้น หลังจากเลิกเรียนทุกเย็นนุ้ยก็ต้องอยู่ซ้อมลีดฯ กับเพื่อนๆ”

 

“ด้วยบรรยากาศที่มืดลงเรื่อยๆ บวกกับที่พวกเราต้องไปหาสถานที่ซ้อมแบบที่ไม่มีคนเห็น เพราะกลัวว่าเพื่อนๆ สีอื่นเค้าจะมาดูการซ้อมของเรา ลีดฯ ของสีนุ้ยก็เลยต้องซ้อมกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ โดยพวกเราเลือกตรงที่เก็บกระดูกหลังโรงเรียน ซึ่งตรงนั้นจะเงียบมาก แถมมีต้นโพธิ์ใหญ่บังให้อีกขั้นหนึ่งด้วย”

 

เมื่อได้สถานที่เหมาะสมแล้ว กลุ่มของสาวนุ้ยก็ไม่รีรอ ลงมือซ้อมท่าลีดเดอร์กันอย่างสนุกสนาน

 

“ซึ่งก่อนที่พวกเราจะเริ่มซ้อมท่ากันนั้นก็ได้ยกมือไหว้เจ้าของสถานที่กันก่อนแล้ว เพราะเกรงว่าเสียงเปิดเพลง หรือเสียงพูดคุยของพวกเราจะไปรบกวนใครเข้า เมื่อขออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ลงมือซ้อมกันทันที โดยมี เจ๊โบ และเจ๊มั่น (สาวประเภทสอง) คนสอนท่านั่งดูแลอย่างใกล้ชิด”

 

“หลังจากซ้อมท่าต่างๆ ไปสักพัก ก็มาถึงท่าสุดท้าย คือท่านี้เราต้องต่อตัวกัน แล้วโยนเพื่อนที่อยู่บนสุดขึ้นไป แต่เชื่อมั้ยคะว่า ตอนที่เราโยนเพื่อนคนนั้นขึ้นไป ก็เหมือนกับว่ามีใครมาดึงขาของเค้าให้ตกลงมาทุกที ปรากฎว่า วันนั้นไม่ว่าเราจะใช้แรงคนมากแค่ไหนก็ไม่สามารถโยนเพื่อนคนนี้ขึ้นไปได้ สักพักเราก็สังเกตเห็นว่าเจ๊โบแกออกอาการลุกลี้ลุกลนนั่งไปติดที่ แถมพวกเราก็ซ้อมท่าไม่ได้สักที จนในที่สุด เจ๊มั่น ก็ตัดสินใจออกคำสั่งให้พวกเราเปลี่ยนที่ซ้อมใหม่ ด้วยความสงสัยพวกเราก็พยายามถามว่าทำไม แต่ก็ไม่ได้คำตอบจากเจ๊ทั้งสองเลย”

 

หลังจากออกจากบริเวณนั้น เจ๊โบก็พาสาวๆ ลีดเดอร์ทั้งหลายไปสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิมหาราช ก่อนที่เจ๊จะไขปริศนาของการย้ายสถานที่ซ้อม

 

“อ๋อ...นุ้ยลืมบอกว่าเจ๊โบ แกมีองค์ สามารถสื่อสารเรื่องแบบนี้ได้ แกเล่าให้ฟังว่า ตอนที่พวกเราซ้อมอยู่นั้น แกเห็นเงาดำๆ ร่างใหญ่ๆ มายืนอยู่ตรงต้นโพธิ์ ซึ่งแกก็รู้สึกได้ว่าร่างนั้นอยู่ในอารมณ์โมโหพวกเราอยู่ที่ทำเสียงดังรบกวนเค้า ตอนแรกพวกเราก็ไม่เชื่อหรอก จนเจ๊แกเปิดเสื้อโชว์รอยข่วนบนหลังให้ดู”

 

“จากการสังเกตรอยนั้น มันคล้ายๆ กับเป็นรอยเล็บข่วน ยาวลงมาจากช่วงต้นคอจนถึงเอว ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าไม่ใช่เกิดจากกิ่งไม้เกี่ยวแน่นอน เพราะต้นโพธิ์ต้นนั้นมันสูงมาก ไม่มีกิ่งไม้เล็กๆ ยื่นออกมาเลย แถมชาวบ้านยังเอาผ้าสามสีมาพันไว้ด้วย จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่รอยนั้นจะเกิดจากกิ่งไม้เกี่ยวได้อย่างแน่นอน แล้วก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อเราย้ายที่ซ้อมแล้ว ท่าต่อตัวที่เคยทำไม่ได้ อยู่ๆ มันก็สามารถทำได้ อย่างง่ายแบบไม่น่าเชื่อ”

 

จากวันนั้นเป็นต้นมา พวกเราไม่เคยไปเหยียบที่ตรงนั้นอีกเลย เพราะเราไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า รอยบนหลังเจ๊แกเกิดขึ้นจากอะไร... แล้วทำไมพวกเราถึงซ้อมท่าต่อตัวตรงนั้นกันไม่ได้ มาถึงตอนนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้ว ที่บริเวณนั้นได้กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม น้องๆ รุ่นต่อมาไม่ให้ไปซ้อมลีดเดอร์หรือวิ่งเล่นบริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด