20150109134214982.jpg

เมื่อคืนวันคริสต์มาส (ช่วงรอยต่อระหว่างวันที่ 24-25 ธันวาคม) นักศึกษาคนหนึ่งได้เจอะเจอกับประสบการณ์ขนหัวลุก เมื่อรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะนั้น จู่ ๆ เกิดดับขึ้นมากระทันหัน เมื่อเข้าเขตพื้นที่ป่าช้า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม.....

 

เอ่ยถึงชื่อวัดดอนแล้ว คนกลัวผีพอได้ยินเป็นต้องออกอาการประหวั่นพรั่นพรึงกันมิใช่น้อย เพราะตำนานความน่ากลัวของวัดแห่งนี้ไม่ธรรมดา ว่ากันว่าในอดีตต้องมีผู้ถูกผีหลอกแทบทุกคืน ทว่าในปัจจุบันบริเวณพื้นที่ป่าช้าที่อยู่ใกล้กับวัดดอนนั้น ถนนได้ตัดผ่านไปเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งยังมีทางด่วนวิ่งคร่อมอยู่ด้านบนอีกด้วย แต่เมื่อคืนวันคริสต์มาสที่ผ่านมาผมเจอปรากฎการณ์ประหลาดเข้ากับตัวเองอย่างจัง

 

ในวันนั้นหลังจากเรียนเสร็จเรียบร้อย ช่วงบ่ายผมก็ไปทำงานเพื่อหารายได้ส่งตัวเองเรียนตามปกติ (คือผมเป็นคนต่างจังหวัดแล้วก็เข้ามาเรียนปริญญาตรีที่ราม ตอนนี้เหลืออีกไม่กี่ตัวก็จะจบแล้ว) ผมทำงานเป็นพนักงานส่งพิซซ่ายี่ห้อนึง ก็ต้องซื้อมอเตอร์ไซค์มาไว้ใช้ในการทำงานตอนนี้ก็ยังผ่อนอยู่เลย แล้วเจ้ารถคันนี้ผมก็เพิ่งจะถอยออกมาใช้เมื่อกันยายนนี้เอง เป็นรถมอเตอร์ไซค์แบบผู้หญิง (ไม่มีคลัช)

 

ขอเล่าก่อนว่าที่ผมเลือกรถแบบผู้หญิงก็เพราะว่าคันก่อนหน้านี้น่ะเป็นแบบผู้ชายพอเอาตู้บรรจุพิซซ่าวางบนตะแกรงด้านหลังแล้วรู้สึกมันจะคอยมาสัมผัสหลังผมน่ะ (แต่ถ้าเป็นแบบซ้อนหญิงแล้วมีการสัมผัสหลังแบบนี้ล่ะก็ผมชอบ) แล้วที่ผมเปลี่ยนมาใช้คันใหม่นี้ไม่ใช่รวยฟู่ฟ่าหรอกนะ แต่ผมคิดว่าเรามีรถไว้ใช้งาน รถก็ควรจะใหม่หน่อยจะได้ไม่เสียกระทันหันกลางทางน่ะครับ

 

นับตั้งแต่ถอยมาใช้ผมก็ต้องส่งงวด เกือบๆ 4,000 บาท ก็กัดฟันทนเอาครับ วันไหนไม่มีเรียนช่วงเช้าก็วิ่งวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รายได้ก็พอไหวจ่ายค่าเช่าห้อง ผ่อนรถยังพอเหลือบ้างนิดหน่อย เจ้าคันใหม่เนี่ยก็แสนจะทนทานดีครับ ไม่มีอาการงอแง แถมยังประหยัดกระเป๋าตังค์ด้วย เพราะเป็นรถ 4 จังหวะก็เลยไม่ต้องคอยเติมออโต้ลูปบ่อยๆ เหมือนเจ้ารถสองจังหวะคันเก่าของผม บรรยายสรรพคุณเจ้าคู่ซี้ของผมซะยาว เพื่อนๆ คงเริ่มงงแล้วหล่ะซิว่ามันจะน่ากลัวตรงไหน รถก็ถอยมาใหม่เอี่ยมแท้ๆ แต่ไอ้ที่ผมบอกว่าน่ากลัวหน่ะมันเกิดขึ้นเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมานี้เอง

 

คืนนั้นผมก็ไปส่งพิซซ่าตามปกติ หัวหน้าของผมเขาก็เกิดใจดีขึ้นกระทันหัน บอกว่าวันนี้เขาจะพาไปเลี้ยงหลังเลิกงาน วันนั้นใครไปส่งรอบพิซซ่าเที่ยวสุดท้ายก็ให้กลับมาเจอกันที่ร้านข้าวต้มแถวๆ เจริญกรุง ซึ่งร้านนี้ถือว่าเป็นร้านประจำของพวกเราก็ว่าได้ เพราะใกล้ที่ทำงาน แถมอร่อยและราคาถูกอีกด้วย

 

หลังจากส่งพิซซ่าเที่ยวสุดท้ายเสร็จทุกคนก็มารวมตัวกันที่ร้านข้าวต้นทันที รวมๆ แล้วก็มีกันแค่ 4-5 คนตามเคย แหมคริสต์มาสทั้งทีก็ขอเฮฮาตามภาษาผู้ชายกันหน่อย มีแอลกอฮอล์นิดๆ พอกรึ่มๆ ถึงจะได้อารมณ์ เวลาความสุขสนานล่วงเลยข้ามวันคริสต์มาสมาเกือบชั่วโมง ถึงเวลาแล้วที่สิงห์มอเตอร์ไซค์อย่างพวกต้องแยกย้ายกันกลับบ้านเสียที

 

ด้วยพิษแอลกอฮอล์บวกด้วยความคึกคะนองของเพื่อนผมคนหนึ่ง "เฮ้ย! คืนนี้ไปทางซอยวัดดอนดีกว่า" "มึงจะบ้าเหรอ วัดดอนน่ะเฮี้ยนนะโว้ย" ผมตอบกลับเพื่อนไป แต่มันก็ดันไม่วายตะโกนสวนกลับมาว่า หาว่าผมปอกแหก “วัดดอนหรอ ไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวนี้เขาตัดถนนไล่ผีแล้ว อย่าว่าแต่คนเลย ผีมันยังอยู่ไม่ได้เลย...(หัวเราะ)” หลังจากเถียงกันอยู่พักนึง สรุปแล้วทุกคนเลือกกลับทางซอยวัดดอนนั่นล่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางมันเพิ่งตัดใหม่ ลัดเลาะไปเดี๋ยวก็ไปทะลุซอยสวนพลูได้ แถมรถก็ไม่ค่อยมีวิ่ง น่าจะปลอดภัยกว่าที่จะกลับทางถนนใหญ่ เพราะแต่ละคนก็กรึ่มๆ กันทั้งนั้น ว่าแล้วทุกคนก็ขึ้นค่อมมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ค่อยๆ ขี่ตามกันไปเรื่อยๆ


ระหว่างสองข้างทางที่เงียบสงัด ก็มีเสียงตะโกนของไอ้เพื่อนคนเดิมนี่หล่ะ ที่คอยสร้างหัวเราะให้กับพวกเราตลอดทาง แต่พอเริ่มเข้าเขตป่าช้าสิ เสียงที่โหวกเหวกของมันกลับเบาลงเรื่อยๆ อากาศที่เย็นลง ลมพัดเบาๆ ผ่านหลังวูบเป็นระยะ บวกกับความวังเวงรอบด้าน มีเพียงแสงจากดวงไฟหน้ารถคันเล็กเพียง 4-5 คัน เท่านั้นที่คอยส่องสว่าง แต่แล้วจู่ๆ เจ้าคู่ซี้ของผมมันดันเกเร กระตุกอยู่ 2 - 3 ที แล้วก็ดับนิ่งไปเฉยๆ เลย ผมพยายามสตาร์ทเครื่องใหม่อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล

 

เมื่อเครื่องดับสนิท ความตรึงเครียดเริ่มเข้ามาครอบงำผมอย่างไม่รู้ตัว ผมรวบรวมสติตะโกนเรียกเพื่อนๆ ที่ขี่เลยไปแล้ว โชคดีที่พวกมันได้ยิน เลยวกรถกลับมาดูผม...ไอ้เดชมันเป็นคนแรกขี่มาถึง แต่แล้วก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร มันเบรกรถกะทันหันก่อนถึงรถผมประมาณ 50 เมตร แล้วยืนก้มหน้าเหลือบมองดูผมเป็นระยะๆ ผมกวักมือเรียกมันเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมเข้ามาหา รอจนเพื่อนอีก 3 คนมาถึง มันจึงยอมเดินเข้ามาดูอาการเจ้าคู่ซี้ของผมให้

 

เวลาล่วงเลยไปกว่า 20 นาที พวกเราก็ยังหาสาเหตุที่รถคันใหม่เอี่ยมคันนี้ของผมเสียไม่ได้สักที ทั้งๆ ที่เปิดดูน้ำมันรถก็ยังไม่หมด หัวเทียนก็ไม่บอด ลองพยายามสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด สุดท้ายพวกมันเลยตัดสินใจถอดกรองน้ำมันเบนซินออก แล้วต่อท่อน้ำมันตรงเลย คราวนี้ลองสตาร์ทใหม่อีกครั้ง ปรากฎว่าเครื่องติด! เราก็เฮ! ดีใจรีบขับรถกลับห้องทันที (ทีนี้ผมได้ขี่นำหน้าเคียงคู่กับไอ้เดชเลย) เมื่อถึงห้องอย่างปลอดภัย เราก็แยกย้ายกันไปห้องใครห้องมัน โดยไม่ได้คิดติดใจอะไรเลย...

 

บ่ายวันต่อมา ผมก็ไปเข้างานตามปกติ เจอไอ้เดชนั่งหน้าซีดอยู่บนรถคันเก่งของมันตามเคย แต่พอมันเห็นผมเท่านั้นหล่ะ มันรีบวิ่งเข้ามาหาผมเลย “ตกลงมึงรู้หรือยังว่ารถมึงเป็นอะไร” เดชตะโกนถามผมกรองน้ำมันตันว่ะ เป่าๆ ขี้ผงออกหน่อยก็ใช้ได้แล้ว” ผมตอบปัดไปอย่างนั้น แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่ารถเราใหม่แท้ๆ ทำไมมันถึงตันเร็วนัก แถมเป่ากรองน้ำมันออกมาก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย...

 

“กูมีอะไรจะบอกมึงว่ะ” ไอ้เดชพูดขึ้นอีกครั้งพร้อมเดินมาจับไหล่ผมเบาๆ “ตอนที่กูวนกลับมา กูเห็นมีเด็ก 3-4 ดึงตะแกรงรถของมึงไว้” ผมขนลุกเสียวสันหลังวาบ “มึงแน่ใจนะว่ามึงเห็น” ผมย้อนถามไอ้เดชเพื่อความแน่ใจ “ที่จริงกูเห็นตั้งแต่ตอนแซงรถมึงขึ้นไปแล้ว แต่กูคิดว่าตาฝาดงัย เลยไม่ได้สนใจ แหมก็เปลี่ยวออกอย่างนั้นจะมีเด็กที่ไหนมาเดินอยู่เล่า แต่พอวนกลับมาสิเห็นจังๆ เลย”

 

หลังจากฟังไอ้เดชเล่าจบ ผมก็รีบโทรไปหาเพื่อนอีกคนที่มันเคยเล่าเรื่องสยองๆ เกี่ยวกับวัดนี้ให้ฟัง มันบอกผมว่า “ที่ตรงนั้นเป็นปากทางเข้าที่เก็บศพไม่มีญาติ คนที่ผ่านไปแถวนั้นก็มักจะเจอเรื่องแบบนี้กันบ่อย เขาคงมาล้อเล้น ไม่ต้องคิดมาก พรุ่งนี้ก็ไปทำบุญให้เขาซะ” ผมรับฟังด้วยอารมณ์สยอง พร้อมรับปากว่าจะไปทำบุญให้ ถึงตอนนี้ผมเองก็ยังหาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้ว่าเมื่อคืนนั้น รถผมเสียเองหรือว่าโดนผีเด็กแกล้งกันแน่เนี่ย....