135.jpg

 

ลี้ลับต่างม. ในครั้งนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับการรับน้องของมหาวิทยาลัยแห่งนึง ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ในอดีตก็ตาม แต่สำหรับ นัท มนัชญา อินสำอางค์ แล้ว เธอยังจดจำได้ดี.....

นัทบอกเหตุการณ์สยองขวัญดังกล่าวได้เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ขณะที่เธอเป็นรุ่นพี่นัทเรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวารสารศาสตร์ แล้วเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยเปิดสาขานี้ นัทมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนแค่ 25 คน เองค่ะ ถือว่าเป็นรุ่นที่ลองผิดลองถูก พอพวกเราขึ้นปี 2 มันก็เป็นครั้งแรกที่นัทเป็นรุ่นพี่ และมันก็เป็นครั้งแรกที่นัทเจอผี !!”

ความที่พวกเรามีกันอยู่น้อยมาก ก็เลยสนิทกันมาก เฮไหน เฮกัน พอเริ่มขึ้นปี 2 วันแรกที่เปิดเทอมพวกเราดีใจมากที่จะได้มีรุ่นน้อง เข้ามาร่วมชะตากรรมในสาขาของเรา แต่แล้วน้องเราที่เข้าใหม่ก็มีเพียง 30 คนน้อยกว่ารุ่นนัทอีกนะ นัทว่าอาจจะเป็น เพราะ สาขานี้มันออกจะน่าเบื่อเรียนแต่พวกงานเขียน ไม่ท้าทายและตื่นเต้นเหมือนสาขาวิทยุโทรทัศน์ แต่ตอนนั้นมีเข้ามาแค่นี้พวกเราก็ดีใจแล้ว

ก็เกิดอาการเห่อน้องน่ะค่ะ มีกิจกรรมอะไรที่เราพอจะทำให้น้องประทับใจได้ พวกเราทำกันหมดเลย รวมถึงการพาน้องๆ ไปรับน้องต่างจังหวัดด้วย ซึ่งมันเป็นหนึ่งกิจกรรมที่รุ่นพี่ทุกคนอยากจะทำ ถึงแม้ว่าจะผิดกฎของทางมหาวิทยาลัยก็ตาม

หลังตัดสินใจจัดงานรับน้องต่างจังหวัด (แบบหลบๆ) นัทกับเพื่อนๆ เริ่มเตรียมงานทั้งเรื่องเงิน ส่วนเรื่องสถานที่มติเป็นเอกฉันท์ว่าจะไปจัดกันที่ .ระยอง คือเป็นสถานที่หนึ่งที่ฮิตมากสำหรับการรับน้อง ทั้งการเดินทางไปมาสะดวก มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ และที่สำคัญจ่ายใช้ค่อนข้างถูก ทีมสำรวจพื้นที่ก็เจาะจงไปที่หาดแม่รำพึงเนื่องจากมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นเด็กระยองและชำนาญพื้นที่

ความอาถรรพ์เริ่มขึ้นช้าๆ จากวันที่เราไปสำรวจพื้นที่กันโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวเลย นัทกับเพื่อนอีก 3 คนตระเวนหาสถานที่กันรอบๆ หาด ทั้งๆ ที่มีรีสอร์ทนับสิบ ให้เลือก ทั้งสะดวกสบาย ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราทุกประการ แต่มันก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้รู้สึกว่าที่นี่ยังไม่ใช่ วันนั้นทั้งวันเราเสียเวลาที่อยู่บนหาดแม่รำพึง จนเกือบค่ำ กะว่าถ้าไปดูอีกที่แล้วถ้าใช้ไม่ได้ ก็คงเปลี่ยนไปดูอีกหาดหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ แทน

แต่แล้วสายตาคู่หนึ่งของ โอ๋เพื่อนในกลุ่มเหลือบไปเห็นทางเล็กๆ เข้าไปก้นอ่าว (รถยนต์ไม่สามารถเข้าไปได้) สายตาเจ้ากรรมดันสอดส่ายไปเห็นป้ายชื่อรีสอร์ท เราก็เลยคิดกันว่ายังมีรีสอร์ทอีกที่ คงอยู่ตรงก้นอ่าวนั่นล่ะ เราก็ไม่รีรอพร้อมใจกันเดินเข้าไปดู รีสอร์ทที่ว่านี้เป็นบ้านไม้สีเขียวสองชั้น

ส่วนด้านข้างเป็นกระท่อมเล็กสองหลัง อีกด้านหนึ่งเป็นศาลของเจ้าแม่..... (ขอสงวนชื่อ) ด้านหน้าเป็นหาดทรายมองลงไปเห็นทะเล ส่วนด้านหลังเป็นภูเขา สามารถขึ้นไปทำฐานสำหรับเล่นเกมส์ต่างๆ ได้ พวกเราพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าที่นี่หล่ะที่พวกเราต้องการ’ ”

เวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ นัทบอกทุกอย่างถูกเตรียมการไว้อย่างเรียบร้อย เพื่อเตรียมมุ่งสู่หาดแม่รำพึงในอีก สองวันข้างหน้า และก่อนวันรับน้องจะมาถึงก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องมีรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งเดินทางไปสถานที่จริงก่อน 1 วัน เพื่อเตรียมความพร้อม และคนที่ไปก็ไม่ใช่ใครอื่นก็คือตัว นัท นั่นเอง

นัทกับเพื่อนอีก 5 คนล่วงหน้าไปก่อน ไปเพื่อเตรียมงานความอาถรรพ์ของที่นี่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง (นัทเงียบไปชั่วขณะ) ช่วงเช้าที่ไปถึงต่างคนก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมา กว่างานจะเสร็จก็ปาไปเกือบมืดสนิท แล้วเราก็แยกกันไปพักผ่อน ไปทำธุระส่วนตัวกันจนเสร็จเรียบร้อย พวกเรานัดกันมาเจอที่ศาลเจ้าแม่ฯ เพื่อทำพิธีบวงสรวง ขออนุญาตใช้สถานที่ เป็นการขอขมาลาโทษถ้าเกิดพวกเราได้ทำอะไรที่ล่วงเกินไป

พอบวงสรวงเสร็จเรียบร้อยแทนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน นัทกับเพื่อนๆ ของเธอกลับตั้งวงสังสรรค์เต็มที่ ตามประสาผองเพื่อนจนเกิดอาการมึนเหล้า แล้วเราก็แยกย้ายกันเข้านอนแต่ยังไม่ทันหลับตาเลยค่ะ พวกเราก็รู้สึกเหมือนมีพายุพัดเข้ามา เสียงฟ้าคำราม ฝนเทลงมาอย่างไม่เกรงใจใคร พวกเราได้แต่นอนฟังเสียงนั้น ในใจก็นึกเสียดายอุปกรณ์ต่างที่ทำทิ้งไว้ แต่ก็ไม่เป็นไร มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ใครจะไปห้ามได้ล่ะ ก็ตัดสินใจนอนเอาแรง พรุ่งนี้เช้าค่อยมาแก้ปัญหากัน

พอตอนเช้าเราได้ยินเสียงไก่ขัน....เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องออกไปลุยงานกันใหม่อีกรอบแล้ว แต่ภาพที่พวกเราเห็น....ทุกอย่างดูปกติ! ไม่มีร่องรอยของลมพายุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เห็น แต่ ณ เวลานั้นไม่ใครนึกเอะใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยค่ะ ตรงกันข้ามกลับดีใจด้วยซ้ำที่เราไม่ต้องเหนื่อยทำงานใหม่อีกรอบ

นัทบอกพอ 9 โมงเช้ารถบัสที่ขนน้องๆ ก็เดินทางมาถึง ทุกๆ คนกุลีกุจอออกไปต้อนรับ จากนั้นก็ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้จนถึงกลางคืน พอตกกลางคืนก็พิธีบายศรีฯ ที่ศักดิ์สิทธิ์ รุ่นพี่อย่างพวกเราภาคภูมิใจซะเหลือเกิน ก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการรับน้องใหม่ ต่อจากนั้นก็ปิดบ้าน เปิดผับเล็กๆ ขึ้นกลางหาด

หลังเปิดผับกลางหาดจนถึงตีสอง อันเป็นเวลาที่ควรจะพักผ่อน นัทบอกว่าเธอทำหน้าที่ต้อนน้องทุกคนขึ้นไปบนบ้านหลังสีเขียว และคอยจนกว่าทุกคนจะเข้านอนกันทั้งหมด พอน้องๆ นอนกันหมดแล้วก็เป็นอันว่าหน้าที่ของเธอเสร็จสิ้น แต่ระหว่างที่นัทกำลังจะก้าวขาลงจากบันไดนั้นเอง เล็กน้องปี 1 คนหนึ่งเดินกุมท้องออกมาจากห้องพัก

เล็กบอกนัทว่า ปวดท้องมากอยากลงไปเดินเล่นข้างล่าง ไอ้เราก็งง ...ปวดท้องยังไงวะ มันไม่เข้าห้องน้ำหรือหายากิน กลับอยากจะไปเดินเล่น นัทก็เลยไล่เล็ก เข้าไปนอน เพราะ คิดว่าเล็กอาจจะอารมณ์ค้างอยากจะลงมาสังสรรค์กับรุ่นพี่ต่อ แต่ก่อนที่เล็กจะหันหลังกลับไปที่ห้องพัก สายตาที่เล็กมองมาน่ะดูน่ากลัวมาก เหมือนกับนัททำอะไรผิดร้ายแรง

พอเล็กกลับเข้าห้องพักไป นัทก็ลงมาสนุกต่อกับเพื่อนๆ แต่ยังไม่ทันจะได้หย่อนก้นลงนั่ง น้องๆ ด้านบนก็ส่งเสียงตะโกนกันโหวกเหวก ช่วยด้วยๆ !!...เล็กชัก...”

 

พวกรุ่นพี่รีบวิ่งขึ้นไปบนบ้านตรงไปที่เล็กทันที แต่สิ่งที่เราเห็นนั้น เล็กเริ่มเกิดอาการตัวเกร็งมือไม้สั่น จากนั้นก็ออกท่ารำต่างๆ ขาก็จะวิ่งลงไปด้านล่างให้ได้ แรงที่เล็กโถมเข้าใส่ทำเอาพวกรุ่นพี่ผู้ชายทั้งหลายแทบหมดแรง ปากก็ตะโกนเสียงแข็งออกมาอยู่ตลอดเวลาว่า กูจะเอาไปอยู่ด้วย มันต้องไปอยู่กับกู’”

เล็กเป็นแบบนั้นได้สักพักอาการก็เริ่มสงบลง เลิกดิ้นและส่งเสียงโวยวาย กลับมาเปลี่ยนเป็นลงนั่งชันเข่า มือก็ยกขึ้นมาป้ายปากตลอดเวลา (ลักษณะคล้ายคนแก่กำลังนั่งกินหมากอะไรอย่างนั้น) ทุกคนเริ่มแน่ใจแล้วว่าเล็ก คงไม่ได้ชักธรรมดาแน่ๆ ต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับตัวเล็กแน่นอน มีหลายคนฟันธงไปแล้วว่าเจ้าแม่ที่ศาลมาเข้าน้องแน่นอน

หลายคนเริ่มสันนิษฐานไปต่างๆ นานา บางคนบอกลืมพาน้องไปไหว้เจ้าแม่ บางคนว่าน้องเค้าเป็นจิตอ่อน บางคนว่าน้องเขาอาจจะไปลบหลู่อะไรมา ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปแต่ความหนักใจก็ตกอยู่กับพวกเรา ก็....แทบจะร้องไห้กัน ถ้าลูกสาวเขาเป็นอะไรขึ้นมา พ่อแม่เขาจะว่าอย่างไร ทางมหาวิทยาลัยจะลงโทษพวกเราอย่างไร

ถึงอาการเล็กจะสงบลงแต่เสียงที่ออกมาจากปากของเล็ก ทำเอาคนที่ได้ยินทุกคนขนหัวลุก กูจะเอามันไป มันเป็นของกูแล้วมีรุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้นว่ายายจะเอาน้องเขาไปไม่ได้ เขามากับผมก็ต้องกลับกับผมเสียงจากปากของเล็กไม่ยอม ยืนยันว่าจะเอาน้องเขาไปให้ได้ แล้วกรณีพิพาทก็เกิดขึ้น

เถียงกันอยู่พักใหญ่ คราวนี้เล็กเริ่มอาละวาดอีกทั้งดิ้น ทั้งถีบ ทั้งตี ไอ้พวกที่คอยจับระบมกันเป็นแถบๆ
ยุ้ยรุ่นพี่คนหนึ่งเห็นท่าไม่ดี เอาพระที่ห้อยคอตัวเองมาสวมคอเล็ก เผื่อว่าพระจะช่วยได้บ้าง ทุกคนมองมายังเล็ก เหมือนกับว่ารอผลอะไรสักอย่าง เชื่อไหมล่ะเล็กสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่แปลกไปกว่านั้นบริเวณคอของเล็กที่มีพระห้อยอยู่นั้นเริ่มเป็นรอยแดง คล้ายๆ กับรอยไหม้เลยนะ เล็กร้องครวญครางและพยายามจะถอดมันออกมาให้ได้ คราวนี้จากที่ต้องคอยจับไม่ให้น้องวิ่งหนี กลับต้องมาคอยจับไม่ให้น้องถอดพระ...”

ความวุ่นวายในคืนนั้นก็ยังไม่จบลงที่เล็กเท่านั้น นัทบอกพอเล็กสงบแล้วก็ได้ยินเสียงกรี๊ด!”......ดังลั่นขึ้นมา.... “อะไรกัน! พอมองหาต้นเสียง พวกเราเห็นรุ่นน้องคนหนึ่งนั่งร้องไห้ ตัวสั่นด้วยความกลัว ปากก็พูดแต่ "หนูเห็นๆๆ" นัทก็เลยถามเขา "เห็นอะไรบอกพี่มา" น้องเขาก็บอก "หนูเห็นหน้าคนแก่ ไม่ใช่หน้าเล็กนะ" “

นัทกับเพื่อนๆ บอกพวกเธอเลือกการตัดปัญหาด้วยวิธีแยกน้องทั้งสองออกจากกัน โดยให้น้อง (ตาทิพย์) อยู่บนบ้าน ส่วนเล็กถูกอุ้มลงมาอยู่ด้านล่าง

เกือบตีสามแล้วอีกสองชั่วโมงฟ้าก็จะสว่าง เราคิดว่ายายแกคงออกไปเอง แต่ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิดเหตุที่นัทบอกไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะ ยุ้ย” (คนที่เอาพระสวมคอเล็ก) เริ่มมีอาการแปลกๆ จนเพื่อนๆ เริ่มรู้สึกว่ายุ้ยเปลี่ยนไป มือที่กุมแขนเล็กด้วยความเป็นห่วงกลับดูเหมือนบีบแรงขึ้น สายตาของยุ้ยที่มองเล็ก ทำให้นัทต้องแยกยุ้ยออกมาอยู่ด้านนอกอีกคน

ระหว่างที่นัทนั่งอยู่กับยุ้ยด้านนอกนั้น ยุ้ยพยายามที่จะหันเข้าไปมองเล็กเป็นระยะๆ คล้ายว่าคุณครูกำลังจับผิดนักเรียนอะไรประมาณนั้น แล้วยุ้ยก็พูดขึ้นว่าที่นี่มีคนตายเยอะ ด้านหน้าเมื่อก่อนจะมีเรือที่ออกไปหาปลา แล้วจมหายไปบ่อย เพราะ ตรงนั้นมันเป็นน้ำวน ไอ้พวกที่มันมาเนี่ยเป็นพวกสัมภเวสีทั้งนั้น มันมาหาตัวตายตัวแทน ทำบุญให้มันซะยังไม่ทันสิ้นเสียงที่ยุ้ยพูดเลยค่ะ เล็กที่อยู่ในห้องก็เกิดอาการง่วงนอน กะทันหัน ขอตัวไปนอนก่อน เล็กหลับไป ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน

อย่าคิดว่าเรื่องจะจบง่ายๆ แค่นั้น เรายังหาคำตอบของอาการที่ยุ้ยเป็นยังไม่ได้เลย ยุ้ยพูดอีกว่า หิวน้ำ ขอน้ำกินหน่อยนัทก็ให้เพื่อนไปน้ำเปล่ามาให้แก้วหนึ่ง ยุ้ยดื่มรวดเดียวหมด แถมขอเพิ่มอีกเป็นระยะพวกเราเริ่มเห็นท่าไม่ดี คนอะไรจะหิวน้ำขนาดนั้น (นัทบอกเธอจำได้ว่ายุ้ยกินน้ำไปประมาณ 3 เหยือกใหญ่ๆ) ก็เลยบอกยุ้ยว่าพอแล้วเดี๋ยวท้องแตกพอดี

พอถูกห้ามไม่ให้กินน้ำยุ้ยก็เปรยออกมาว่าที่ศาลไม่มีน้ำทำเอาคนที่ได้ยินขนลุก และพอฟ้าใกล้สราง ปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลายไปได้ด้วยดี เล็กตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าสดใส หยอกเย้ารุ่นพี่ตามปกติ แถมยังพูดว่า พี่ๆ เป็นอะไรกันเมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอส่วนน้อง(ตาทิพย์) ถึงจะมองเห็นเป็นปกติแล้ว ตี่เธอยังหวาดระแวงทุกครั้งเมื่อเล็กเพื่อนสนิทเข้ามาใกล้

ด้านยุ้ยก็วิ่งเข้าห้องน้ำเป็นว่าเล่น แถมบ่นเว่า เมื่อคืนก็ไม่ได้เมานี่หว่า...ทำไมถึงปวดฉี่บ่อยนักวะทุกคนอดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินยุ้ยบ่นกับตัวเอง

พอทุกคนหายใจกันทั่วท้องแล้ว พวกเราก็ยกขบวนกันไปที่วัดใกล้ๆ เพื่อไปทำสังฆทานตามที่เจ้าแม่แนะนำ พอถึงวัดเจ้าอาวาสพูดถึงเหตุการณ์ที่พวกเราเจอกันมาเมื่อคืนอย่างกับตาเห็น เราให้เล็กเป็นคนนำพร้อมถวายสังฆทาน (ทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็งง ว่าทำไมต้องเป็นเรา) เล็กยกถังสังฆทานวางบนผ้าเหลือง ฝนเจ้ากรรมก็เทลงมา วูบเดียว แล้วก็หยุดไป เหมือนกับเป็นสัญญาณว่าเขาทั้งหลายรับรู้แล้วในสิ่งที่เราทำ

จากนั้นพวกเราก็กลับที่พักเพื่อเก็บสัมภาระกลับกรุงเทพฯ ทันที ทั้งๆ ที่จองบ้านพักไว้ถึงตอนเที่ยงก็ตาม โดยนัท ยุ้ย และเพื่อนอีก 2 คนรับหน้าที่ไปทำความสะอาดที่ศาลเจ้าแม่ เพื่อเป็นการขอบคุณที่เจ้าแม่มาช่วยพวกเราไว้เมื่อคืน น่าแปลกตรงที่ยุ้ยเดินตรงเข้าไปหยิบแก้วที่แห้งไม่มีแม้แต่น้ำสักหยด ขึ้นมาแล้วพูดเปรยออกมาว่า ที่นี่ไม่มีใครดูแลเลยหรือไง ปล่อยให้ศาลเจ้าแม่ขาดน้ำได้อย่างไรนัทและเพื่อนหันมามองหน้ากัน แล้วก้อมหน้าก้มตาทำความสะอาดอย่างเร็วที่สุด

ก่อนเดินทางกลับนัทบอกเธอไม่ลืมที่จะพาน้องทุกคนกราบลาเจ้าแม่อีกครั้ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการเดินทางกลับ และรถบัสก็มาจอดรอที่ปากทางเข้าที่เดิม

ก่อนขึ้นรถกลับนัทก็หันกลับไปมองที่นั่นอีกครั้ง ไม่รู้ทำถึงได้มีเมฆดำลอยตัวลงมาต่ำปกคลุมก้นอ่าวอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ทุกคนต่างก็รีบขึ้นไปจับจองที่นั่งหวังจะนอนยาวจนถึงกรุงเทพฯเลย ระหว่างทางกลับไม่มีแม้เสียงคุย เสียงเพลง เสียงหัวเราะ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน เรามาถึงกรุงเทพก่อนเวลาที่กำหนด หลายคนออกมาอาการเหนื่อยและเพลียอย่างเห็นได้ชัด ทั้งรุ่นน้อง-รุ่นพี่จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วเหตุการณ์วันนั้นก็มาเป็นประเด็นฮอตของวันรุ่งขึ้นที่มหาวิทยาลัย

ในเช้าวันนั้นเอง นัทและทุกๆ คนที่ไปงานรับน้องด้วยกันก็ได้อ่านข่าวจากในหนังสือพิมพ์ว่ามีคณะรับน้องจากมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง สังเวยชีวิตให้กับหาดแม่รำพึงไป 1 ศพ ทุกคนถอยหายใจยาว..."ดีนะที่ไม่ใช่พวกเรา"

จนถึงวันนี้นัทก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่นัทเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างรอให้เราได้พิสูจน์ โดยเฉพาะเรื่องที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้อย่างเรื่องนี้

 

.......แล้วคุณล่ะมีประสบการณ์ขนหัวลุกบ้างรึเปล่า.....