วันนี้ในอดีต : 15 พฤษภาคม

 

รัชกาลที่ 4.jpg  

รัชกาลที่ 4 เถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์

15 พฤษภาคม พ.ศ.2394 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 4 ในราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์ภายหลังจากที่รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคตคือวันที่ 2 เมษายน 2394 ข้าราชกาลชั้นผู้ใหญ่ก็ได้ไปทูลเชิญ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏ (พระนามเดิมของรัชกาลที่ 4) ที่ทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ก่อนจะมีพิธีบรมราชาภิเษกในเดือนพฤษภาคมต่อมา รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทรงแก้ไขธรรมเนียมข้าราชการเข้าเฝ้าให้สวมเสื้อเช่นประเทศตะวันตก ทรงทำสัญญาทางพระราชไมตรีและการต่างประเทศกับชาติตะวันตก (สนธิสัญญาเบาว์ริง) ทรงนำสยามรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก ทรงสนพระทัยเรียนรู้ภาษาตะวันตกและวิชาการของตะวันตก เช่น วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ จนทรงสามารถทำนายการเกิดสุริยุปราคาที่ ต.หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้อย่างแม่ยำ จนได้รับการขนานพระนามว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ทรงดำรงสิริราชสมบัติเป็นเวลา 18 ปี จึงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411

 

แม็คโดนัลด์.jpg

ร้าน แม็คโดนัลด์ เปิดให้บริการครั้งแรก

15 พฤษภาคม พ.ศ.2483 ริชาร์ด แม็คโดนัลด์ (Richard "Dick" J. McDonald) และ มาไรซ์ แม็คโดนัลด์ (Maurice "Mac" McDonald) สองพี่น้องตระกูล แม็คโดนัลด์ (McDonald) ได้เปิดให้บริการร้าน แม็คโดนัลด์ ร้านแรก เป็นบาร์บีคิวแบบไดร์ทรู (Drive-through) ซึ่งลูกค้าสามารถขับรถเข้าไปสั่งอาหารแล้วขับรถออกมาได้เลย ที่เมืองซาน เบอร์นาร์ดิโน (San Bernardino) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อีก 8 ปีต่อมาอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ก้าวหน้ามากขึ้น ในสหรัฐอเมริกามีผู้ใช้รถยนต์มากขึ้น ร้านแม็คโดนัลด์เริ่มหันมาขายเฟรนไฟร์ ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ มิลค์เชค และเครื่องดื่ม นับเป็นธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ประสบความสำเร็จ ปี 2496 สองพี่น้องเริ่มขายเฟรนไชส์ ขยายสาขาออกไปต่างเมือง จน เรย์มอนด์ อัลเบิร์ต คร็อค (Raymond Albert Kroc) หรือ เรย์ คร็อค (Ray Kroc) ได้มาซื้อกิจการต่อและขยายสาขาจนทั่วอเมริกา และแพร่กระจายไปทั่วโลก จนทุกวันนี้มีร้านแมคโดนัลด์กว่า 30,000 สาขา ในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก แม็คโดนัลด์กลายเป็นบริษัท McDonald’s Corporation ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่ายธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

โชติ แพร่พันธุ์.jpg

วันเกิด โชติ แพร่พันธุ์ นักเขียนคนสำคัญของไทย

15 พฤษภาคม พ.ศ.2450 วันเกิด โชติ แพร่พันธุ์ นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทย เจ้าของนามปากกา ยาขอบ เกิดที่พระนคร เป็นบุตรของเจ้าอินแปง เทพวงศ์ เชื้อสายเจ้าเมืองแพร่ มารดาชื่อจ้อย ตอนเด็กพ่อแม่พาไปฝากไว้ที่บ้านพระยาบริหารนครินทร์ ทำให้เขามีโอกาสได้อ่านวรรณกรรมชั้นดีหลายเรื่อง เช่น ขุนช้างขุนแผน, สามก๊ก, รามเกียรติ์, อิเหนา ซึ่งได้กลายเป็นพื้นฐานในการเขียนหนังสือในกาลต่อมา ตอน 6 ขวบ เข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เขาได้พบเพื่อนร่วมห้องซึ่งต่อมาได้กลายเป็นนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญ คือ หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์, กุหลาบ สายประดิษฐ์ และ สด กูรมะโรหิต แต่ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ม. 4 แล้วเร่ร่อนใช้ชีวิตตามลำพัง เป็นทั้งจ๊อกกี้แข่งม้า เด็กปิดใบปลิวหน้าโรงหนัง จน ครูถนิม มาเจอเข้าจึงรับตัวไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ สยามรีวิว ต่อมาได้ทำงานที่หนังสือพิมพ์ ธงไทย ของ เฉวียง เศวตะทัต และลาออกไปเป็นหัวหน้าแผนกโฆษณาของห้างขายยาเพ็ญภาค นายโชติมีหน้าที่ออกแบบและค้นคิดประโยคถ้อยคำโฆษณาแปลก ๆ ใหม่ๆ ที่ติดหูผู้ฟังออกสู่ตลาด เป็นที่ถูกใจเจ้าของมากเป็นพิเศษ ในปี 2472 กุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ เล็งเห็นแววนักเขียนของเพื่อนผู้นี้ จึงขอร้องแกมบังคับให้เขียนเรื่องตลกขบขันส่งมาลงเป็นประจำ และตั้งนามปากกาให้ว่า "ยาขอบ" เลียนแบบมาจาก W. W. Jacobs นักเขียนเรื่องตลกชื่อดังชาวอังกฤษ นอกจากเขียนเรื่องต่างๆ ลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับแล้ว ยังมีผลงานการประพันธ์มากมายหลายสิบเรื่อง นิยายเลื่องชื่อของท่านคือ ยอดขุนพล, ผู้ชนะสิบทิศ และ สามก๊กฉบับวณิพก นายโชติเป็นคนมีอัธยาศัยสนุกสนานร่าเริง ชอบดื่มกินกับเพื่อนๆ ในที่สุดก็ป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2499 ขณะอายุได้เพียง 48 ปี ในสมัยนั้นท่านได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "3 ทหารเสือ" ร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และมาลัย ชูพินิจ โชติ แพร่พันธุ์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และเคยดำรงตำแหน่ง นายก ส.น.ท. 2 สมัยระหว่างปี 2491-2492

 

ผาแต้ม.jpg

พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ผาแต้ม จ.อุบลราชธานี

15 พฤษภาคม พ.ศ.2524 ศรีศักร วัลลิโภดม และ พรชัย สุจิตต์ แห่งภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยว่าได้ค้นพบ ภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ ขนาดยาวประมาณ 200 เมตร ที่หน้าผาริมแม่น้ำโขง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ต่อมาได้มีการสำรวจศึกษาเพิ่มเติมพบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์อายุกว่า 3,000 ปีกว่า 300 ภาพ นับเป็นกลุ่มภาพเขียนสีโบราณที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ลักษณะของภาพแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาพฝ่ามือ ภาพสัตว์ ภาพคน ภาพวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ และภาพรูปทรงเรขาคณิต ในอดีตชาวบ้านเชื่อว่าผาแต้มเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม เป็นแหล่งอาศัยของภูตผีปีศาจ เรียกว่า "ภูผาแห่งความตาย” หลังจากคณะของ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม มาสำรวจพบก็ได้มีผู้คนเดินทางมาศึกษาและเที่ยวชมมากขึ้น ในปีเดียวกันนั้นทางราชการจึงประกาศให้ผาแต้มและป่าภูโหล่นรวมถึงพื้นที่โดยรอบเป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ และขึ้นทะเบียนผาแต้มเป็นโบราณสถานในปี 2525 แต่เนื่องจากบริเวณผาแต้มอยู่ห่างจาก อช.แก่งตะนะ อีกทั้งมีพื้นที่กว้างใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงแยกผาแต้มและพื้นที่โดยรอบ จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2534 มีเนื้อที่ประมาณ 12,500 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 74 ของประเทศ

 

เขื่อนปากมูล.jpg

โครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลได้รับการอนุมัติงบประมาณ

15 พฤษภาคม พ.ศ.2533 รัฐบาล พ.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อนุมัติงบประมาณโครงการก่อสร้าง เขื่อนปากมูล ที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดย สำนักงานพลังงานแห่งชาติ (สพช.) เริ่มศึกษาตั้งแต่ปี 2510 จากนั้นในปี 2522 กฟผ. รับโอนโครงการนี้มาดำเนินการต่อ ได้ศึกษาและสำรวจเพิ่มเติม สำเร็จในปี 2528 พบว่าประโยชน์ที่ได้คุ้มค้าแม้จะต้องโยกย้ายราษฎร 284 ครัวเรือน กฟผ. เริ่มก่อสร้างในปี 2534 และเสร็จสิ้นในปี 2537 วงเงินเริ่มต้นที่ขอกู้ยืมจากธนาคารโลก 3,880 ล้านบาท แต่ภายหลังเพิ่มเป็น 6,600 ล้านบาท (โดยยังไม่รวมต้นทุนผลกระทบทางสังคมอีกมหาศาล) ข้อมูลของ กฟผ. บอกว่า เขื่อนปากมูลมีลักษณะเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สร้างกั้นแม่น้ำมูลที่ อ.โขงเจียม สันเขื่อนสูง 17 ม. ยาว 300 ม. กว้าง 6 ม. มีช่องทางระบายน้ำ 8 ช่อง ระบายน้ำ สูงสุด 18,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีเครื่องผลิตไฟฟ้า 4 เครื่อง รวมกำลังผลิต 136,000 กิโลวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้โดยเฉลี่ยปีละ 280 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง มีประโยชน์ด้านชลประธาน 160,000 ไร่ แต่ในระหว่างการก่อสร้างได้มีการชุมนุมประท้วงจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย จากการเรียกร้องตลอด 3 ปี ในที่สุดชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงได้รับเงินชดเชยครอบครัวละ 90,000 บาท จำนวน 3,195 ครอบครัว การศึกษาคณะกรรมการเขื่อนโลกระบุว่า ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมเขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 ล้านหน่วย หากเทียบเป็นกำลังการผลิตติดตั้งแล้วเท่ากับไม่เกิน 40 เมกกะวัตต์จากกำลังการผลิตสูงสุด 136 เมกกะวัตต์ (สามารถเดินเครื่องได้เกิน 40 เมกกะวัตต์ได้ แต่จะเดินเครื่องได้ไม่ถึงวันละ 4 ชั่วโมง) และเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นมากๆ ก็ต้องหยุดเดินเครื่อง เนื่องจากระดับน้ำแตกต่างกันน้อยจนไม่สามารถหมุนกังหันได้ ส่วนประโยชน์ทางด้านชลประทานปัจจุบันก็ยังไม่มีโครงการโดยตรงในการใช้ประโยชน์ในทางชลประทาน ส่วนพันธุ์ปลาที่เคยมีก่อนสร้างเขื่อนประมาณ 240 ชนิด แต่หลังจากสร้างเขื่อนเหลือพันธุ์ปลาเพียง 96 ชนิดและมีปลาถึง 56 ชนิดที่ปรากฏว่าไม่สามารถจับได้อีกเลย ขณะที่บันไดปลาโจนซึ่งสูงถึง 15 เมตรก็ไม่ได้ช่วยให้ปลาอพยพจากแม่น้ำโขงเข้าสู่ลุ่มน้ำชีและมูลได้ ชาวบ้านแต่เดิมที่มีอาชีพประมงเป็นหลักต่างได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ ทุกวันนี้ชาวบ้านเขื่อนปากมูลยังคงปักหลักต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเขื่อน และเร่งแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนให้ความจริงใจในการแก้ปัญหา

 

 

ข้อมูล: guru.sanook