วันนี้ในอดีต : 17 พฤษภาคม

 

แซกโซโฟน.jpg

อดอล์ฟ แซกซ์ จดสิทธิบัตร แซกโซโฟน

17 พฤษภาคม พ.ศ.2389 อดอล์ฟ แซกซ์ (Antoine-Joseph “Adolphe” Sax) นักประดิษฐ์เครื่องดนตรีชาวเบลเยียม จดสิทธิบัตร แซกโซโฟน (saxophone) ตามประวัติศาสตร์ดนตรีบันทึกว่า นายวงโยธวาทิตผู้หนึ่งติดต่อให้เขาประดิษฐ์เครื่องเป่าที่มีเสียงคล้ายเครื่องลมไม้ เพื่อใช้ในวงโยธวาทิต แซกซ์จึงเอา โอฟิไคลด์ (ophicleide) เครื่องดนตรีทองเหลืองชนิดหนึ่ง มาถอดที่เป่าอันเดิมออกแล้วเอาที่เป่าของคลาริเนตใส่แทน แก้กลไกกระเดื่องที่ปิดรูอีกเล็กน้อย แล้วแซกโซโฟนเลาแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้น แซกโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่าง เครื่องลมไม้ (Woodwind instrument) กับเครื่องลมทองเหลือง (Brass Instruments) แต่ในที่สุดก็ถูกจัดอยู่ในประเภทเครื่องลมไม้ เพราะแม้ลำตัวทำด้วยโลหะ แต่เสียงกระเดียดไปทางเครื่องลมไม้มากกว่า ด้วยส่วนปากเป่าที่ประกอบด้วยลิ้นปี่ทำจากแผ่นไม้อ้อ แซกโซโฟนมีหลากหลายชนิดและขนาด แต่ที่นิยมได้แก่ โซปราโน อัลโต เทเนอร์ และบาริโทน แซกโซโฟนบรรเลงได้ทั้งเสียงกระซิบกระซาบ อ่อนหวานนุ่มนวล หรือแผดจนแสบโสตประสาท ตอนแรกนิยมใช้กันในวงโยธวาทิต ก่อนจะเริ่มแพร่หลายสู่วงการเพลงคลาสสิก ดนตรีของทหาร ข้ามฝั่งจากยุโรปไปอเมริกา และเริ่มนิยมในวงการแจ๊ส ตราบจนทุกวันนี้ นักแซกโซโฟนแจ๊สที่มีชื่อเสียงได้แก่ โคลแมน ฮอว์กินส์ (Coleman Hawkins) ชาร์ลี ปาร์กเกอร์ (Charlie Parker) จอห์น โคลเทรน (John Coltrane) ซอนนี โรลลินส์ (Sonny Rollins) ออร์เน็ต โคลแมน (Ornette Coleman)

 

อิศรา อมันตกุล.jpg

วันเกิด อิศรา อมันตกุล นักเขียนคนสำคัญของไทย

17 พฤษภาคม พ.ศ.2464 วันเกิด อิศรา อมันตกุล นักเขียนนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของไทย เกิดที่พระนคร เรียนหนังสือที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โดยสอบวิชาภาษาอังกฤษได้คะแนนสูงสุดของประเทศ และสอบได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของนักเรียนทั่วประเทศในรุ่นนั้น ต่อมาเป็นครูภาษาอังกฤษ ร่วมกับคณะมิชชันนารี ที่ จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นได้กลับมาทำงานที่หนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ กับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และ มาลัย ชูพินิจ และย้ายไปทำหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ เช่น ประชามิตร สุวัณณภูมิ บางกอกรายวัน เอกราช พิมพ์ไทยรายวัน สยามนิกร เกียรติศักดิ์ ไทยใหม่ยุคใหม่ และบางกอกเดลิเมล์ (หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ใจปัจจุบัน) อิศราเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่เป็นนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม มีผลงานจำนวนมาก ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี บทความ และเรื่องแปล เช่น นวนิยาย นักบุญ-คนบาป, ข้าจะไม่แพ้ รวมเรื่องสั้น ยุคทมิฬ, เพลงแห่งอิสรภาพ และ เขาตะโกนหานายกรัฐมนตรี ใช้นามปากกาหลายชื่อ เช่น นายอิสระ, มะงุมมะงาหรา, เริง อภิรมย์, เจดีย์ กลางแดด, แฟรงค์ ฟรีแมน ฯลฯ อิศราได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยคนแรก ดำรงตำแหน่งในปี 2499-2501 เมื่อถึงยุคแท่นพิมพ์ถูกล่ามโซ่ หลังจากที่ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารในปี 2501 อิศราได้ถูกจับกุมพร้อมกับนักหนังสือพิมพ์อีกหลายคน ด้วยข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกปล่อยตัวเมื่อเดือนกันยายน 2507 และกลับมาทำงานหนังสือพิมพ์ต่อจนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2512 ต่อมาสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้จัดตั้ง มูลนิธิ อิศรา อมันตกุล เพื่อเป็นอนุรณ์แก่เขา จดทะเบียนในปี 2514 โดยมีภารกิจสำคัญคือจัดให้มีการประกาศรางวัลผลงานข่าวหนังสือพิมพ์ และภาพข่าวหนังสือพิมพ์ดีเด่น มีพิธีมอบรางวัลครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2516

 

โรงเรียนนาฎศิลป์.jpg

โรงเรียนนาฎศิลป์ เปิดสอนเป็นวันแรก

17 พฤษภาคม พ.ศ.2477 โรงเรียนนาฎศิลป์ เปิดสอนเป็นวันแรก โดยครั้งนั้นยังชื่อว่า โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ โดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีคนแรกของกรมศิลปากรเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น สถาบันแห่งนี้นับเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่ให้การศึกษาทั้งวิชาสามัญและวิชาศิลป์ โรงเรียนนาฏศิลป์ตั้งอยู่บริเวณท่าช้าง วังหน้า ติดกับโรงละครแห่งชาติ ต่อมาในปี 2488 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนนาฎศิลป์” จนถึงปัจจุบันนี้ พร้อมทั้งขยายการศึกษาครอบคลุมทั้งนาฏดุริยางคศิลป์ไทยและสากล เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2515 ได้ยกฐานะขึ้นเป็น “วิทยาลัยนาฏศิลป" เข้าเป็นสถาบันสมทบของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ต่อมาเมื่อมีการสถาปนาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ขึ้น วิทยาลัยนาฏศิลปจึงได้ย้ายมาสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จนถึงปัจุบัน จัดการศึกษาเป็น 3 ระดับ คือ ระดับนาฏศิลป์ชั้นต้น รับผู้สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลักสูตร 3 ปี ได้รับประกาศนียบัตรนาฏศิลป์ชั้นต้น ระดับนาฏศิลป์ชั้นกลาง รับนักเรียนต่อเนื่องจากระดับนาฏศิลป์ชั้นต้นปีที่ 3 และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) หลักสูตร 3 ปี ได้รับประกาศนียบัตรนาฏศิลป์ชั้นกลาง และระดับนาฏศิลป์ชั้นสูง รับนักเรียนต่อเนื่องจากระดับนาฏศิลป์ชั้นกลางเข้าศึกษาต่อ 2 ปี ได้รับประกาศนียบัตรนาฏศิลป์ชั้นสูง หรือเทียบเท่าอนุปริญญา

 

เขื่อนภูมิพล.jpg

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเปิด เขื่อนภูมิพล

17 พฤษภาคม พ.ศ.2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของไทย และเป็นเขื่อนเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างกั้นแม่น้ำปิง ที่บ้านยันฮี ต.เขาแก้ว อ.สามเงา จ.ตาก เขื่อนแห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก ชื่อเดิม เขื่อนยันฮี ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล” วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2504 สร้างเสร็จปี 2507 เขื่อนภูมิพลมีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย มีรัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร สันเขื่อนกว้าง 6 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุสูงสุด 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร จัดเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งที่ใหญ่และสูงที่สุดในอุษาคเนย์ ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยปีละ 5,602 ล้านลูกบาศก์เมตร ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 8 เครื่อง ขนาดกำลังผลิต 731,200 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 1,062 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร ด้านบนเขื่อนเป็นจุดชมวิวที่สวยงามนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ตาก แต่ความจริงอีกด้านที่ปฏิเสธไม่ได้คือ การสร้างเขื่อนภูมิพลทำให้พันธุ์ปลาในแม่น้ำปิงลดลงจาก 68 ชนิด เหลือเพียง 34 ชนิด และชาวบ้านท้ายเขื่อนไม่สามารถจับปลาได้เหมือนเดิมเนื่องจากไม่เกิดภาวะน้ำหลาก และตัวเขื่อนได้ดักดินตะกอนที่เคยพัดพามาจากต้นน้ำปิงประมาณ 75% ซึ่งมีทั้งทรายและปุ๋ยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ (เช่นเดียวกับเขื่อนทุกแห่งในโลก) ไม่ให้ไหลลงไปสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ใต้เขื่อนและสร้างแผ่นดินใหม่ที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จึงเกิดปัญาการกัดเซาะชายฝั่งเข้ามาหลายกิโลเมตรในทุกวันนี้ นอกจากนี้การสร้างเขื่อนทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นท่วมโบราณสถานหลายแห่งที่เคยตั้งอยู่ริมน้ำปิง อีกทั้งต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก

 

พฤษภาทมิฬ.jpg

เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ (Black May)

17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (Black May) นักศึกษาและประชาชนราว 500,000 คน ร่วมชุมนุมที่สนามหลวงตั้งแต่เวลา 15.00 น. เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เวลา 21.00 น. เริ่มเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารสกัดกั้นไว้ที่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งผู้ชุมนุมเรียกกันว่า "กำแพงเบอร์ลิน" ผู้ชุมนุมพยายามขอร้องเจ้าหน้าที่ให้เปิดทาง แต่ได้รับการปฏิเสธ บางส่วนจึงเริ่มรื้อรั้วลวดหนาม เจ้าหน้าที่รัฐจึงใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำเข้าใส่จนน้ำหมด แล้วสูบน้ำจากคลองรอบกรุงซึ่งเป็นน้ำเน่าเหม็นฉีดใส่ฝูงชน จากนั้นก็ได้เกิดความโกลาหล ผู้ชุมนุมตอบโต้กันด้วยการขว้างปาสิ่งของใส่ เจ้าหน้าที่จึงตอบโต้ด้วยการทุบตีทำร้ายประชาชน เวลา 00.30 น. ของวันที่ 18 พฤษภาคม รัฐบาลจึงประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังจากนั้นได้มีกลุ่มชายหัวเกรียนสวมเสื้อเกราะในราชการสงคราม บุกเข้าทำลายและเผา สน.นางเลิ้ง โดยรัฐบาลได้ระบุว่าเป็นฝีมือของนักศึกษารามคำแหงและธรรมศาสตร์ รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้แผนไพรีพินาศขั้นที่ 3 คือปราบปรามขั้นเด็ดขาด เวลา 15.00 น. ทหารและตำรวจกว่า 6,000 คน พร้อมรถถังและรถหุ้มเกราะได้เข้าสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ โดยเรียงหน้าระดมยิงผู้ชุมนุมไล่ไปจนถึงกรมประชาสัมพันธ์และโรงแรมรัตนโกสินทร์ เป็นเหตุให้มีนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตหลายร้อยคน สูญหายและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ภาพดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก ผู้รอดชีวิตบางส่วนจึงย้ายไปชุมนุมต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 20 พฤษภาคม ช่วงค่ำกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเคอร์ฟิวส์ ห้ามประชาชนออกจากบ้านในเวลา 21.00-04.00 น. แต่กลุ่มผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังคงปักหลักและเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าแสนคน เวลา 23.30 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยได้แพร่ภาพ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ นำ พล.ต. จำลอง และ พล.อ. สุจินดา เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของประชาชน วันที่ 23 พฤษภาคม พล.อ.สุจินดาได้ออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง วันต่อมาได้ประกาศลาออก จากนั้นได้ลี้ภัยไปต่างประเทศระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทยตามปรกติ ตราบจนทุกวันนี้ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ว่า ใครคือผู้สั่งฆ่าประชาชน? มือที่สามมีจริงหรือไม่? ใครคือผู้เผา สน.นางเลิ้งตัวจริง? ศพของประชาชนที่เสียชีวิตอยู่ที่ไหน?

 

วันความดันโลหิตสูงโลก.jpg

วันความดันโลหิตสูงโลก

17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension day) ในปี 2556 World Hypertension League ได้กำหนดคำขวัญว่า “Healthy Blood Pressure Healthy Heart Beat” ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ใช้เป็นคำขวัญในการรณรงค์ว่า “ความดันโลหิตดี หัวใจเต้นดี”  โดยให้ทุกจังหวัดจัดกิจกรรมรณรงค์พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อสื่อสาร สร้างกระแสให้ประชากรตื่นตัวต่อโรคความดันโลหิตสูง โดยเน้นการป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ โรคไต ที่มีสาเหตุจากโรคความดันโลหิตสูง ตลอดจนเพื่อการส่งข้อมูล การป้องกัน การคัดกรอง และการดูแลรักษาไปสู่สาธารณชน

 

โรคความดันโลหิตสูงคือ ภาวะที่มีระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรัง มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปควรไปตรวจวัดความดันโลหิตปีละ 1 ครั้ง หากเป็นความดันโลหิตสูงแล้วจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ ทำให้เส้นเลือดแดงแข็งขึ้น ลดความเร็วการไหลเวียนเลือดและอ็อกซิเจนไปสู่หัวใจ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อ เป็นสาเหตุให้เกิดหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ โรคเบาหวาน และมีแนวโน้มเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายตามมาได้

 

สาธารณสุขเผย ขณะนี้ทั่วโลกมีผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมากถึงพันล้านคน 1 ใน 3 คน มีภาวะความดันโลหิตสูง และเสียชีวิตจากโรคนี้ถึงเกือบ 8 ล้านคน คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2568 ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะป่วยเป็นโรคความดันโลหิต สูง 1.56 พันล้านคน เหตุจากกินอาหารรสเค็ม(โซเดียม) อ้วน ทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก สูบบุหรี่ เครียด และอายุที่เพิ่มขึ้น ระบุโรคความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติหรือสั่น พลิ้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 3-5 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ ที่ไม่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ แนะผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปควรตรวจวัดความดันโลหิตปีละ 1 ครั้ง

 


ข้อมูล: guru.sanook