วันนี้ในอดีต : 31 พฤษภาคม


โจเซฟ ไฮเดิน.jpg

โจเซฟ ไฮเดิน คีตกวีชาวออสเตรียเสียชีวิต

31 พฤษภาคม พ.ศ.2325 โจเซฟ ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn) คีตกวีชาวออสเตรียผู้บุกเบิกเพลงซิมโฟนี เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2275 ที่เมืองโรห์เรา (Rohrau) ประเทศออสเตรีย พ่อเป็นช่างทำรถม้า แม่เป็นแม่ครัว ไฮเดินเริ่มเรียนดนตรีตอนอายุ 6 ขวบ เขาเป็นเด็กที่มีน้ำเสียงไพเราะจึงมีผู้ชักชวนเข้าร่วมวงขับร้องประสานเสียงแห่งโบสถ์เซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Cathedral) ที่กรุงเวียนนา พออายุ 17 ปีเสียงของเขาเริ่มแตกจึงต้องออกจากวง เขาขาดญาติมิตรที่พึ่งพิงจึงทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างยากลำบากอยู่หลายปี โดยเล่นดนตรีข้างถนน ตามงานแต่งงาน และงานศพ ในระยะนั้นบรรยากาศในกรุงเวียนนาเต็มไปด้วยเสียงดนตรี ไฮเดินมีความใฝ่ฝันที่จะประสบความสำเร็จในทางสายนี้ให้ได้ จึงฝึกฝนทฤษฎีดนตรีและฝึกแต่งเพลงคลาเวียร์ (Clavier) อย่างหนัก ในปี 2300 เขาเริ่มแต่งเพลงสำหรับวงสตริงควอเต็ตและแต่งเพลงซิมโฟนีบทแรก จากนั้นก็ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายดนตรีและนักแต่งเพลงประจำวงของ เคาท์ มอร์ซิน (Count Ferdinand Maximilan Morzin) ต่อมาก็ได้เป็นหัวหน้าวงดนตรีของตระกูล เอสเตอร์ฮาร์ซีย์ (Eszterhazy family) ตระกูลที่มั่งคั่งและรักดนตรีแห่งประเทศฮังการี ไฮเดิลได้ควบคุมวงดนตรีทั้งหมดด้วยตนเอง และได้ประพันธ์เพลงขึ้นจำนวนมากทั้งคอนเซอร์โต สตริงควอเต็ต ซิมโฟนี เช่น Farewell Symphony และ D Major harpsichord Concerto ไฮเดินมีชื่อเสียงไปทั่วยุโรป ในวัย 50 ปีไฮเดินได้พบกับ โมซาร์ต (Wolfgang Amadeus Mozart) วัย 25 ปี ต่อมาทั้งคู่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยโมซาร์ตได้เรียนรู้ดนตรีจากไฮเดินและพัฒนาจนกลายเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในโลกในเวลาต่อมา ในวัย 58 ปี ไฮเดินกลับไปทำงานอย่างเงียบๆ อยู่ที่กรุงเวียนนา ก่อนจะออกเดินทางไปพำนักที่กรุงลอนดอนอยู่ปีครึ่ง ได้แต่งเพลงซิมโฟนีไว้หลายเพลง ในบั้นปลายชีวิต ไฮเดินกลับมาพำนักอยู่ที่เมืองโรห์เราบ้านเกิด และเสียชีวิตลงที่นี่ ในช่วงที่นโปเลียนเข้ายึดครองกรุงเวียนนา ทิ้งผลงานบทเพลงซิมโฟนีไว้ประมาณ 104 บท สตริงควอเต็ต 68 บท และบทเพลงอื่นๆ อีกจำนวนมาก ไฮเดินได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งเพลงซิมโฟนี" และ "บิดาแห่งสตริงควอเต็ต" (Father of the Symphony" และ "Father of the String Quartet")

 

วอลต์ วิตแมน.jpg

วันเกิด วอลต์ วิตแมน กวีชาวอเมริกัน

31 พฤษภาคม พ.ศ.2362 วันเกิด วอลต์ วิตแมน (Walter "Walt" Whitman) กวีชาวอเมริกัน เกิดที่เมืองลองไอส์แลนด์ รัฐนิวยอร์ก ตอนเด็กๆ วิตแมนได้รับอิทธิพลทางความคิดแบบเสรีนิยม และทัศนคติด้านการเมือง จากพ่อของเขา ซึ่งเป็นช่างไม้ที่นับถือนิกายเควกเกอร์ (Quaker--นิกายย่อยของคริสตจักรโปรเตสแตนท์) ตอนอายุ 11 ขวบเขาทำงานเป็นเด็กรับใช้ประจำสำนักงานกฎหมาย จากนั้นย้ายมาเป็นเด็กเรียงพิมพ์ ก่อนจะได้ทำงานหนังสือพิมพ์และเป็นบรรณาธิการในที่สุด เขาได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายค้าทาสของรัฐบาลอย่างรุนแรง ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของประชาธิปไตยอย่างมาก ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาได้แก่หนังสือรวมบทกวีชุด Leaves of Grass ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2398 บทกวีชุดนี้ได้แสดงออกถึงจิตวิญญาณอิสระแห่งวัยเยาว์ ผลงานของวิตแมนส่วนใหญ่จะสดุดีความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ คุณค่าของปัจเจกชน เสรีภาพและภาดรภาพ วิตแมนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2435 เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผลงานของเขามีอิทธิพลต่อวงการวรรณกรรมมาจนทุกวันนี้

 

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ.jpg

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ เสด็จธิวงคต

31 พฤษภาคม พ.ศ.2423 สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี (พระนางเรือล่ม) อัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ฯ พระราชธิดา เสด็จธิวงคตในอุบัติเหตุเรือพระที่นั่ง เรือพระประเทียบ ล่มที่บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา สาเหตุที่เรือล่มเป็นเพราะนายท้ายเรือพระประเทียบเมาเหล้า ขณะที่แล่นแซงเรือลำอื่นก็ได้เกิดอุบัติเหตุเรือล่ม ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงว่ายน้ำเป็น แต่ทรงห่วงพระราชธิดา จึงเข้าไปช่วยและสิ้นพระชนม์ไปพร้อมกัน แม้ในบริเวณนั้นจะมีชาวมอญกำลังขุดทรายอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะเกรงกลัวกฎมณเฑียรบาล ที่ห้ามให้ผู้ใดแตะต้องพระวรกายของพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งตระกูล ได้มีพิธีถวายพระเพลิงศพเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2423 ในงานนี้มีการแจกหนังสือสวดมนต์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้พิมพ์แจกเพื่อเป็นพระราชกุศล จำนวน 10,000 เล่ม นับเป็นหนังสืองานศพเล่มแรกของไทย นอกจากนั้นรัชกาลที่ 5 ยังทรงได้สร้างอนุสาวรีย์พระนางเรือล่มไว้ที่พระราชวังบางปะอินด้วย

 

โผน กิ่งเพชร.jpg

โผน กิ่งเพชร นักมวยแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทคนแรกของไทยเสียชีวิต

31 พฤษภาคม พ.ศ.2525 โผน กิ่งเพชร (Pone Kingpetch) หรือชื่อจริง มานะ สีดอกบวบ นักมวยแชมป์โลก รุ่นฟลายเวทคนแรกของไทย เสียชีวิต โผนเกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2478 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนหัวหินวิทยา เขาชอบเล่นกีฬาโดยเฉพาะมวยสากล และเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักมวยแชมป์โลกให้ได้ เขาเริ่มชกมวยอยู่แถวบ้าน ต่อมาพี่ชายพาไปฝากกับนายห้างทองทศ อินทรทัต เจ้าของค่ายมวย "กิ่งเพชร" ย่านถนนเพชรบุรี ฝีมือของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถชนะน็อค กู้น้อย วิถีชัย แชมป์ฟลายเวทของเวทีราชดำเนินได้ ทั้งๆ ที่โผนยังอ่อนประสบการณ์กว่ามาก ต่อมาได้เข้าชิงแชมป์ภาคตะวันออกไกล (OPBF) และสามารถล้ม แดนนี คิด (Danny Kid) แชมป์เก่าชาวฟิลิปปินส์สำเร็จ โผนเริ่มมีชื่อติดอันดับโลก ซึ่งนับเป็นการกรุยทางสู่การชิงแชมป์โลกในเวลาต่อมา วันที่ 16 เมษายน 2503 โผนก็ขึ้นเวทีดวลหมัดกับ ปาสคาล เปเรซ (Pascual Perez) แชมป์โลกรุ่นฟลายเวทชาวอาร์เจนตินา ณ เวทีมวยลุมพินี ต่อหน้าพระพักต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสามารถเอาชนะเปเรซได้สำเร็จ กลายเป็นนักมวยแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทคนแรกของไทย เมื่อชาวหัวหินบ้านเกิดของเขารู้ผลการชก ก็ได้มีการจุดพลุฉลองกันทั้งเมือง หลังจากนั้นเขาก็ขึ้นชกอีกหลายครั้ง เคยเสียเข็มขัดไปแต่ก็ชิงคืนกลับมาได้ ในช่วงหลัง โผนเริ่มติดสุรา หนีซ้อม ผลการชกก็ตกลงเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็เริ่มขัดแย้งกับเทรนเนอร์ และผู้จัดการเสมอๆ จนในที่สุดต้องประกาศเลิกชกมวยในปี 2509 เมื่ออายุได้ 31 ปี จากนั้นชีวิตของโผนตกต่ำอย่างมาก ทรัพย์สินเงินทองเมื่อครั้งได้จากการชกมวยก็ร่อยหรอ อาชีพค้าขายก็ขาดทุน และเริ่มเป็นโรคเบาหวาน ในที่สุดก็เสียชีวิตด้วยโรคปอดและโรคแทรกซ้อน ด้วยวัยเพียง 47 ปี ภายหลังสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้วันที่ 16 เมษายน ของทุกปี เป็น "วันนักกีฬายอดเยี่ยม" ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย โดยมีการมอบรางวัลถ้วยพระราชทานเป็นประจำทุกปี ในปี 2535 เทศบาลเมืองหัวหินได้สร้างอนุสาวรีย์ โผน กิ่งเพชร ที่ชายหาดหัวหิน เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงอดีตนักมวยแชมป์โลกคนนี้

 

วันงดสูบบุหรี่โลก.jpg

องค์การอนามัยโลก ประกาศให้วันนี้เป็น วันงดสูบบุหรี่โลก

31 พฤษภาคม พ.ศ.2531 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้วันนี้เป็น วันงดสูบบุหรี่โลก (World No Tobacco Day) เป็นครั้งแรก ด้วยเหตุผลที่บุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคถึง 25 โรค เช่น มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และเส้นเลือดหัวใจตีบ ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่เฉลี่ยวันละ 11,000 คนและคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 10 ล้านคนหรือนาทีละ 20 คน

 

 

ข้อมูล: guru.sanook