วันนี้ในอดีต : 4 กรกฎาคม

 

สหรัฐอเมริกา.jpg

วันชาติสหรัฐอเมริกา

4 กรกฎาคม พ.ศ.2319 วันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day) โดยอาณานิคมของสหราชอาณาจักร 13 แห่งในดินแดนอเมริกาได้ออก "คำประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร" (Declaration of Independence) ต่ออังกฤษ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ชื่อว่า "สหรัฐอเมริกา" (United State of America) ขึ้น ผู้ร่างคำประกาศดังกล่าวคือ โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศ คำประกาศดังกล่าวได้กลายเป็นพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ ดินแดนแถบนี้ได้มีชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือ "อินเดียนแดง" (Indian) อพยพมาจากทวีปเอเชียเมื่อกว่า 25,000 ปีมาแล้ว จากนั้น นักสำรวจชาวสเปนได้เดินเรือมาสำรวจทางภาคใต้และตะวันตกเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 ในปี 2150 ชาวอังกฤษกลุ่มแรกได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมือง เจมส์ทาวน์ (Jamestown) จากนั้นชาวยุโรปกลุ่มอื่นๆ ได้อพยพตามเข้ามาพร้อมกับนำทาสผิวดำจากแอฟริกาเข้ามาด้วย แล้วขยายออกไปทางด้านตะวันตกอย่างรวดเร็ว โดยการขับไล่ชาวอินเดียนแดงให้ถอยร่นออกไป หลังจากประกาศอิสรภาพแล้วก็ได้เกิดสงครามกลางเมือง (American Civil War) ขึ้นในปี 2319-2326 ระหว่างรัฐฝ่ายใต้ทั้ง 13 รัฐที่ต้องการเอกราช กับ 21 รัฐฝ่ายเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังจากชัยชนะของฝ่ายใต้ อังกฤษจึงยอมรับประเทศใหม่นี้ จากนั้นสหรัฐอเมริกาก็แผ่ขยายอาณาเขตของตนเองจนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงกว่า 4 เท่าตัว ประกาศรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2330 ซึ่งยังคงใช้มาจนปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีอำนาจทางการเงินและการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากรัสเซีย แคนาดา และจีน เมืองหลวงคือ วอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) มีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยมลรัฐ (State) 50 มลรัฐ แต่ละรัฐจะรับผิดชอบในการออกกฎหมายของตนเอง ปกครองในรูปแบบสหพันธรัฐ (Federal Republic) ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสรี โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 300 ล้านคน (พ.ศ.2550) ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ หน่วยเงินตราดอลลาร์สหรัฐ (USD หรือ $)

 

บางกอกรีคอร์เดอร์.jpg

บางกอกรีคอร์เดอร์ หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยเริ่มออกวางแผง

4 กรกฎาคม พ.ศ.2387 "บางกอกรีคอร์เดอร์" (Bangkok Recorder) หรือ "หนังสือจดหมายเหตุ” เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย ฉบับปฐมฤกษ์เริ่มออกวางแผง หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จัดพิมพ์โดย หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley, M.D.) มิชชันนารีอเมริกัน โดยใช้ตัวพิมพ์ที่เรียกว่า “บรัดเลย์เหลี่ยม” จัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ในระยะแรกเริ่มออกฉบับรายเดือน ต่อมาเปลี่ยนเป็นรายปักษ์หรือรายครึ่งเดือน แต่ออกได้เพียงสองปีก็ต้องเลิกกิจการ หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ได้นำเอาวิธีการรายงานข่าวและการเขียนบทความแบบวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นของใหม่ในสมัยนั้นเข้ามาด้วย

 

มารี กูรี.jpg

มารี กูรี นักเคมีชาวโปแลนด์เสียชีวิต

4 กรกฎาคม พ.ศ.2477 มารี กูรี (Maria Sklodowska-Curie) นักเคมีชาวโปแลนด์ผู้ค้นพบ รังสีเรเดียม (radium) ผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล เสียชีวิต มารี กูรี เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2410 ที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ บิดาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ เขามักจะพาเธอไปห้องทดลองเสมอ ทำให้กูรีหลงรักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก ระหว่างที่เรียนฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยปารีส) เธอได้ทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการทางเคมี ของศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ชื่อ ปิแอร์ กูรี (Pierre Curie) จนพบรัก แต่งงาน และมีลูกด้วยกัน หลังจากเรียนจบ เธอก็ได้เป็นศาสตราจารย์ผู้หญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ เธอกับสามีได้ร่วมกันค้นคว้าทดลองจนค้นพบธาตุ เรเดียม (Radium) ในปี 2441 อีก 4 ปีต่อมาทั้งสองก็สามารถสกัดเรเดียมคลอไรด์ (radium chloride) ได้ ต่อมาก็ค้นพบว่าเรเดียมสามารถรักษาโรคผิวหนังและโรคมะเร็งได้ จึงนำผลงานชิ้นนี้ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ในปี 2446 หลังจากทีปีแอร์ผู้เป็นสามีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเมื่อปี 2449 มารีก็ยังคงทุ่มเทศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธาตุเรเดียมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไป จนได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่ 2 ในปี 2454 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เธอจัดตั้งแผนกเอกซเรย์เคลื่อนที่เพื่อตระเวนรักษาทหารที่บาดเจ็บตามหน่วยต่างๆ และสามารถรักษาทหารด้วยรังสีเอกซ์ (X Ray) กว่า 100,000 คน หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง มารีได้กลับมาทำงานอีกครั้ง จนในที่สุดเธอก็ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีของเรเดียม ทำให้ไขกระดูกถูกทำลายจนเสียชีวิตในที่สุด นับว่าการค้นพบและสกัดแร่เรเดียมของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ได้มีประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านั้นมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุด เพราะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ จนมีการค้นพบวิธีการรักษาโดยการฉายรังสีเรเดียม

 

ฟิลิปปินส์.jpg

สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชจากอเมริกา

4 กรกฎาคม พ.ศ.2489 สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) ได้รับเอกราชจากอเมริกา หลังจากที่ได้ตกเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหน้านั้นเคยเป็นอาณานิคมของสเปน ปัจจุบันมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3 แสนตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยถึง 7,107 เกาะ เมืองหลวงคือกรุงมะนิลา มีประชากรประมาณ 87 ล้านคน (พ.ศ. 2548) ส่วนใหญ่นับถือคริสต์ศาสนา สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ มะพร้าว อ้อย ดีบุก เนื่องจากตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของตะวันตกเป็นเวลานานจึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก จึงมีลักษณะทางวัฒนธรรมคล้ายกับละตินอเมริกา

 

มาร์ส พาทไฟน์เดอร์.jpg

ยานอวกาศ มาร์ส พาทไฟน์เดอร์ ของสหรัฐอเมริกา ลงจอดบนดาวอังคารเป็นผลสำเร็จ

4 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ยานอวกาศ มาร์ส พาทไฟน์เดอร์ (Mars Pathfinder) ขององค์การนาซา แห่งสหรัฐอเมริกา ลงจอดบนดาวอังคารเป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาเดินทางจากโลกถึง 7 เดือน อีกสองวันต่อมาได้ปล่อยรถหุ่นยนต์ชื่อ "โซเจอร์เนอร์” (Sojourner) ลงสำรวจก้อนหินและสภาพผิวของดาว ผลการสำรวจระบุถึงความเป็นไปได้ว่า เมื่อประมาณ 2 พันล้านปีมาแล้วดาวอังคารเคยมีน้ำมาก่อน

 

ดาวหาง.jpg

สหรัฐอเมริกาส่งหัวกระสวยเข้าปะทะกับดาวหาง เทมเปล-1 สำเร็จ

4 กรกฎาคม พ.ศ.2548 "ดีพ อิมแพค" (Deep Impact) ยานอวกาศขององค์การนาซาสหรัฐอเมริกา ส่งหัวกระสวย "อิมแพคเตอร์" (Impactor) เข้าปะทะกับ "ดาวหาง เทมเปล-1" (Comet Tempel-1) เป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้ "ปฏิบัติการดีพ อิมแพค" (Deep Impact Mission) เป็นโครงการอวกาศของมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Maryland) ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากนาซา ในการสร้างยานอวกาศขึ้นไปสำรวจดาวหางเทมเปล 1 ด้วยการส่งกระสวยพุ่งเข้าชน ยานอวกาศดีพอิมแพคถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด เดลตา 2 (Delta II) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 มุ่งสู่ดาวหางเทมเปล 1 ซึ่งมีวงโคจรรูปวงรีอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ยานอวกาศใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 เดือน กำหนดถึงดาวหางเทมเปล-1 ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 หลังจากนั้นหนึ่งวัน ยานจะทำการแยกตัวเป็น 2 ลำคือ “อิมแพคเตอร์” ซึ่งมีน้ำหนัก 370 กิโลกรัม พุ่งเข้าชนนิวเคลียสของเทมเปล-1 ด้วยความเร็ว 10.2 กิโลเมตร / วินาที ทำให้เกิดแรงระเบิดเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที (TNT) จำนวน 4.8 ตัน ทำให้เกิดหลุมขนาดประมาณใหญ่ 10 – 200 เมตร ลึกเท่าตึก 2 – 14 ชั้น ในขณะที่ยาน "ไฟล์บาย” (Fly By) จะบินทิ้งระยะห่างประมาณ 500 เมตร และใช้กล้องโทรทรรศน์ติดตามผลของการกระแทก โดยใช้เครื่องสเปคโตรมิเตอร์วิเคราะห์ฝุ่นซึ่งเกิดจากการกระแทก และรายงานกลับมายังโลก ส่วนดาวหางเทมเปล-1 นั้นค้นพบเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2410 โดยนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ วิลเฮล์ม เทมเปล (Ernst Wilhelm Leberecht Tempel) เป็นดาวหางขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14 กิโลเมตร วงโคจรเป็นวงรีอยู่ระหว่างดาวเคราะห์ชั้นใน ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 5.5 ปี นักวิทยาศาสตร์คาดว่า การพุ่งชนครั้งนี้จะทำให้เกิดวัตถุและก๊าซฟุ้งกระจาย ออกมาจากโครงสร้างภายใน ซึ่งช่วยในการไขปริศนาโบราณของการกำเนิดระบบสุริยะเมื่อ 4,600 ล้านปีก่อน ปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้คนเฝ้าคอยรับชมทั่วโลก แม้จะเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของมนุษย์ แต่นักวิชาการอีกหลายฝ่ายกลับมองว่า ปฏิบัติการดีพ อิมเพ็คครั้งนี้เป็นเพียงการแสดงแสนยานุภาพของ “พี่เบิ้มมะกัน” ที่พยายามจะก้าวจากความเป็น “จ้าวโลก” ไปเป็น “จ้าวจักรวาล” ในวันชาติของตัวเองเท่านั้น อีกทั้งดวงดาวมิใช่เป็นสมบัติของชาติใดชาติหนึ่ง หากแต่เป็นทรัพย์สมบัติของจักรวาลนี้ เช่นเดียวกับมนุษย์ แล้วฝุ่นผงสกปรกอย่างเราจะมีสิทธิ์อะไรที่จะกระทำต่อดาวดวงอื่น ดาวโลกดวงนี้ยังไม่เพียงพออีกหรือ?

 

 

ข้อมูล: guru.sanook