วันนี้ในอดีต : 11 กรกฎาคม

 

เจิ้งเหอ-horz.jpg

เจิ้งเหอ ขุนนางจีน เริ่มออกเดินทางไปทะเลตะวันตก

11 กรกฎาคม พ.ศ.1948 เจิ้งเหอ (Zheng He) ขุนนางมุสลิมจากกรมขันทีของราชสำนักจีน เริ่มออกเดินทางไป "ทะเลตะวันตก" (Western Ocean) เป็นเที่ยวแรก พร้อมกับกองเรือสำเภาจำนวน 317 ลำ มีทั้งเรือตรวจการณ์ เรือทหาร เรือปลูกผัก เรือขนทรัพย์สินต่างๆ ฯลฯ บรรทุกทหารประมาณ 27,000-28,000 นาย เรือธงหรือเรือบัญชาการนั้น นักวิชาการคำนวณกันว่าดาดฟ้ามีขนาดเท่าสนามฟุตบอลเลยทีเดียว กองเรือของเจิ้งเหอจึงมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น โดยเจิ้งเหอได้รับเทวโองการจากองค์จักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หม่าเหอ ให้นำกองเรือไปแผ่พระบรมเดชานุภาพยังบ้านเมืองต่างๆ กองเรือของเจิ้งเหอเดินเรือเลาะเลียบชายฝั่งจีนลงไปสู่อาณาจักรจามปา (ตอนกลางของเวียดนาม) เกาะชวา เกาะสุมาตรา มะละกา ตัดข้ามมหาสมุทรอินเดียมุ่งหน้าไปยังเกาะลังกา แล้วอ้อมไปทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอินเดีย จนถึงปลายทางที่เมืองกาลิกัต ในระหว่างการเดินทาง 7-8 ครั้ง กองเรือของเจิ้งเหอได้แวะเยือนแว่นแคว้นมากมาย ตั้งแต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน ชวา ลังกา อินเดีย เปอร์เซีย อาระเบีย ทะเลแดง แอฟริกาฝั่งตะวันออก จนถึงช่องแคบโมซัมบิก เมื่อปี 2548 ถือเป็นวาระครบรอบ 600 ปีแห่งการเดินทางครั้งแรกของเขา เมื่อไม่นานมานี้ชื่อเจิ้งเหอก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากที่ กาวิน เมนซีส์ (Gavin Menzies) อดีตนายทหารเรืออังกฤษได้ค้นพบแผนที่เก่าแก่บางฉบับและใช้เวลาค้นคว้ากว่า 15 ปี จึงประกาศทฤษฎีของเขาไว้ในหนังสือเล่มหนาชื่อ "1421 The Year China Discovered the World" เมนซีส์เสนอว่ากองเรือจีนภายใต้การควบคุมของเจิ้งเหอเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาตั้งแต่ปี 1964 ก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบถึง 71 ปี (โคลัมบัสค้นพบอเมริกาในปี 2035) และค้นพบทวีปออสเตรเลียก่อนหน้ากัปตันเจมส์ คุกอีก 350 ปี แม้นักวิชาการบางส่วนจะเห็นว่าข้อเสนอของเขาเป็นนิยายมากกว่า แต่ชาวจีนและรัฐบาลจีนก็ยินดีกับทฤษฎีนี้ไม่น้อย แต่ไม่ว่าตำนานของเจิ้งเหอค้นพบทวีปอเมริกาจะเป็นเพียง “ตำนาน” หรือ “ความจริง” เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อค้าสำเภาจีนเป็นกลไกสำคัญของการค้าในเขตเอเชียและแอฟริกาตะวันออกต่อมาจนถึงประมาณ 200 ปี ก่อนที่กองเรือฝรั่งจะเข้ามาเป็นเจ้าสมุทรและล่าอาณานิคม

 

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช.jpg

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคต

11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศ เมืองลพบุรี หลังจากประชวรหนักในช่วงที่ พระเพทราชา กระทำการชิงราชสมบัติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์ปราสาททอง ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองและพระนางเจ้าสิริกัลยานี พระราชสมภพในปี 2175 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2199 มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3” เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา หลังจากประทับที่กรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ในปี 2209 และเสด็จไปประทับทุกๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน กระทั่งเสด็จสวรรคตในปี 2231 ขณะพระชนมายุได้ 56 พรรษา รวมเวลาที่ทรงครองราชสมบัติ 32 ปี พระองค์ได้ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก ด้วยพระปรีชาสามารถหลายด้านของพระองค์ ทั้งด้านการปกครอง การทหาร ทรงชำนาญด้านการศึก ทรงปราบปรามหัวเมืองต่างๆ ให้มาสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ด้านการทูต ทรงสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เช่น พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส การค้ากับต่างประเทศจึงเจริญมาก มีชาวต่างชาติเข้ามารับติดต่อค้าขาย และบางส่วนเข้ารับราชการในพระราชอาณาจักรด้วย อีกทั้งยังทรงรับวิทยาการสมัยใหม่ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ การวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์เป็นยุคที่วรรณคดีและศิลปะเจริญถึงขีดสุด มีงานวรรณคดีชิ้นสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น อาทิ สมุทรโฆษคำฉันท์, คำฉันท์กล่อมช้าง, อนิรุทธคำฉันท์ และ จินดามณี ของพระโหราธิบดี ซึ่งจัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของไทย

 

โคคิชิ มิกิโมโตะ-horz.jpg

โคคิชิ มิกิโมโตะ เพาะเลี้ยงไข่มุกสำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก

11 กรกฎาคม พ.ศ.2436 โคคิชิ มิกิโมโตะ (Kokichi Mikimoto) สามารถเพาะเลี้ยง ไข่มุก (Pearl) ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก ทั้งนี้ ไข่มุก (Pearl) เป็นสารอินทรีย์ที่เกิดตามธรรมชาติ ซึ่งจัดเป็นรัตนชาติที่ได้รับความนิยมสูงจนได้รับการยกย่องให้เป็น "อัญมณีแห่งท้องทะเล” ไข่มุกแบ่งประเภทตามแหล่งกำเนิดคือ ไข่มุกน้ำจืด (Fresh Water Pearl) และ ไข่มุกน้ำเค็ม (Salt Water Pearl) ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น ไข่มุกธรรมชาติ (Natural Pearl) และ ไข่มุกเพาะเลี้ยง (Cultured Pearl) นอกจากนี้ยังมี ไข่มุกเทียม (Imitation Pearl) ซึ่งได้จากวัสดุสังเคราะห์ประเภทพลาสติก แต่จะไม่มีความแวววาว คงทนเท่าไข่มุกแท้ ไข่มุกมีทั้งสีขาวนวล สีขาวอมชมพู สีแดง สีเทา และสีดำ ไข่มุกธรรมชาติเกิดจากสัตว์จำพวกหอยสองฝาหรือหอยนางรมสกุล Margarututera เมื่อมีวัสดุแปลกปลอม เช่น ทราย หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่หลุดเข้าไปอยู่ภายในตัวหอย จึงปล่อยน้ำเมือก (Nacre) ออกมาเคลือบเพื่อป้องกันการระคายเคือง นานวันเข้าวัสดุแปลกปลอมนี้ก็จะถูกเคลือบจนเป็นก้อนกลมคล้ายลูกปัด ซึ่งก็คือไข่มุก (ปกติจะใช้เวลา 3-5 ปี) ไข่มุกอันแวววาวงดงามที่เห็นจึงเกิดจากความรำคาญของหอยนั่นเอง มิกิโมโตะเริ่มต้นทำฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยมุกตั้งแต่ปี 2431 โดยกู้ยืมทุนมาจากธนาคาร ได้ทำการศึกษาชีววิทยาของหอยมุกและทดลองนำเปลือกหอยชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไปในตัวหอย แล้วนำไปเพาะเลี้ยงในกรงตาข่าย วางทิ้งไว้ในทะเลที่เมืองชินไม (Shinmei) หลังจากประสบความล้มเหลวอยู่หลายครั้งจนเข้าใกล้ภาวะล้มละลาย เขาก็สามารถเพาะเลี้ยงหอยมุกได้สำเร็จ ไข่มุกเม็ดแรกที่ได้เป็นรูปครึ่งวงกลม เขาต้องใช้เวลาอีก 12 ปีจึงจะสามารถเพาะเลี้ยงไข่มุกให้ได้ทรงกลม และมีคุณภาพและคุณสมบัติใกล้เคียงไข่มุกธรรมชาติมากที่สุด เขาเปิดร้านขายไข่มุกร้านแรกในปี 2442 ที่ย่านกินซาในกรุงโตเกียว จากนั้นก็ขยายสาขาไปยังลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก และเมืองสำคัญอื่นๆ ทั่วโลก

 

สกายแล็บ-horz.jpg

สถานีอวกาศสกายแล็บตกลงมาบริเวณมหาสมุทรอินเดีย

11 กรกฎาคม พ.ศ.2522 สถานีอวกาศ สกายแล็บ (Skylab Space Station) ขององค์การนาซา (NASA) สหรัฐอเมริกา ตกลงมาบริเวณมหาสมุทรอินเดียและแถบตะวันตกของออสเตรเลีย หลังจากขึ้นไปอยู่ในวงโคจรของโลกระหว่างปี 2516-2522 โดยถูกส่งไปกับจวรดแซทเทิร์น 5 (Saturn V) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2516 สถานีอวกาศแห่งนี้เป็นสถานีอวกาศขนาดใหญ่แห่งแรกของสหรัฐฯ ที่มนุษย์อวกาศสามารถเดินทางไปปฏิบัติการได้ สถานีอวกาศสกายแล็บมีจุดประสงค์หลักเพื่อทดลองการใช้ชีวิตในระยะยาวของมนุษย์ท่ามกลางสภาวะไร้แรงดึงดูดในอวกาศ และใช้เป็นสถานีศึกษาด้านอวกาศและดาราศาสตร์ สถานีอวกาศสกายแล็บมีน้ำหนัก 75 ตัน ภายในประกอบด้วยห้องทดลองสภาวะไร้แรงดึงดูด (Weightlessness) และกล้องโทรทรรศน์สำรวจอวกาศ สกายแล็บปฏิบัติการอยู่บนชั้นบรรยากาศทั้งหมด 2,249 วัน โคจรรอบโลกทั้งหมด 34,981 รอบ มีมนุษย์อวกาศขึ้นไปปฏิบัติการ 3 ครั้ง

 

 

ข้อมูล: guru.sanook