วันนี้ในอดีต : 13 กรกฎาคม


การรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา.jpg

เกิดเหตุการณ์ การรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา

13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 (ร.ศ. 112) เกิด "การรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา" (The Naval Action at Paknam) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112" หรือ "กรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส ร.ศ. 112" ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อกองทัพฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ คือ เรือแองกองสตองต์ (Inconstant) และ เรือโกแมต์ (Comete) โดยมีเรือสินค้า "เจ. เบ. เซย์" (Jean Baptist Say) เป็นเรือนำร่อง รุกล้ำฝ่าสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา หมู่ปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและหมู่เรือรบซึ่งเป็นแนวป้องกันของไทยได้ยิงสกัดถูกเรือสินค้าเสียหาย เรือรบของฝรั่งเศสจึงยิงตอบโต้ โดนเรือมกุฎราชกุมารของไทยเสียหาย และทหารไทยเสียชีวิต 8 นายและบาดเจ็บ 40 นาย ส่วนทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 นายและบาดเจ็บอีก 3 นาย จากนั้นเรือรบฝรั่งเศสทั้งสองก็แล่นฝ่าเข้ามาที่สถานกงสุลฝรั่งเศส ถนนเจริญกรุง ผลจากการปะทะกันครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้บังคับให้สยามลงนามใน "สนธิสัญญาสันติภาพ" ในวันที่ 3 ตุลาคมปีเดียวกัน สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวกำหนดให้สยามชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศสเป็นเงินจำนวน 3 ล้านฟรังก์ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,560,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนในสมัยนั้น) รวมทั้งบังคับให้รัฐบาลสยามยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดถึงเกาะแก่งในแม่น้ำโขงทั้งหมด เป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร และฝรั่งเศสได้ยึดเมืองจันทบุรีไว้ในอารักขานานกว่า 10 ปี (ระหว่างปี 2436-2447) จนกว่าสยามจะชดใช้ค่าเสียหายจนครบ ผลจากกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสครั้งนี้ทำให้สยามตอ้งเสียดินแดนเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งนับเป็นการเสียเนื้อที่ครั้งใหญ่ที่สุด นักวิชาการในรุ่นหลังเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เป็นเหตุให้สยามจำต้องสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ คือการขาดแผนที่ ซึ่งระบุเขตแดนของประเทศไว้อย่างชัดเจน ฝ่ายสยามขาดความช่ำชองในการใช้ภาษาอันแยบยลทางการทูตอย่างชาวยุโรป อีกทั้งกองทัพเรือของสยามเพิ่งเริ่มต้นขึ้นจึงต้องจ้างทหารต่างชาติมาช่วย ส่วนทหารของสยามสมัยในสมัยนั้นยังขาดวินัยของทหาร และขาดความช่ำชองในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากตะวันตก แม้จะมีกำลังอาวุธที่พอจะต่อต้านกองกำลังฝรั่งเศสได้ ทั้งปืนใหญ่ และเรือรบอย่าง "เรือพระที่นั่งมหาจักรี" ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนติดปืนอาร์มสตรอง พร้อมระวางขับน้ำ 2,400 ตัน หัวเรือที่ใช้ชนได้ ระวางขับน้ำของเรือลำนี้สูงกว่าเรือทั้งสามของฝรั่งเศสรวมกัน แต่เรือที่มีสมรรถนะสูงลำนี้กลับไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบ เพราะมีคำสั่งอย่างเข้มงวดไม่ให้เคลื่อนย้าย เว้นแต่จำเป็นต้องใช้เป็นพระราชพาหนะเท่านั้น

 

การประปา.jpg

รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระบรมราชโองการเรื่องการประปา

13 กรกฎาคม พ.ศ.2452 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ประกาศพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้กรมศุขาภิบาลนำน้ำมาใช้ในพระนครตามแบบอย่างที่สมควรแก่ภูมิประเทศ โดยให้จัดทำที่น้ำขังที่คลองเชียงราก แขวงเมืองปทุมธานี แล้วให้ขุดคลองแยกจากที่ยังน้ำนั้นเป็นทางน้ำลงมาถึงคลองสามเสนฝั่งเหนือ ตามแนวทางรถไฟ และตั้งโรงสูบนำแล้วกรองให้น้ำสะอาด เพื่อจำหน่ายน้ำไปในที่ต่างๆ ตามควรแก่ท้องที่ของเขตพระนคร รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกตามภาษาสันสกฤต เพื่อจะให้เป็นคำสั้นว่า "การประปา" ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จมาทรงเปิดกิจการโดยมีชื่อเรียกในครั้งนั้นว่า "การประปากรุงเทพฯ” มีกรมสุขาภิบาล กระทรวงนครบาลเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน กิจการประปาได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จากที่เคยจำหน่วยเฉพาะในเขตพระนคร ได้ขยายการจำหน่ายไปยังฝั่งธนบุรี ต่อมาได้มีการรวมและโอนกิจการประปาไฟฟ้าให้เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติการประปานครหลวง ให้โอนกิจการประปากรุงเทพฯ การประปานนทบุรี การประปาเทศบาลนครธนบุรี และประปาเทศบาลสมุทรปราการ รวมเป็นกิจการเดียวกันเรียกว่า "การประปานครหลวง” เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2510 ปัจจุบันการประปานครหลวงได้พยายามพัฒนาคุณภาพน้ำประปาให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน จนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต ISO 9002 ดังคำขวัญที่ว่า "น้ำประปาดื่มได้ มั่นใจเต็มร้อย"

 

ฟริดา คาห์โล.jpg

ฟริดา คาห์โล จิตรกรชาวแม็กซิกันเสียชีวิต

13 กรกฎาคม พ.ศ.2497 ฟริดา คาห์โล (Frida Kahlo) จิตรกรชื่อดังชาวแม็กซิกัน ผู้สร้างงานศิลปะออกมาจากความขื่นขมของชีวิต เสียชีวิต ฟริดาเกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2450 ชื่อเต็มคือ Magdalena Carmen Frida Kahlo y Calderon บิดามีเชื้อสายเยอรมันฮังกาเรียน มารดาเชื้อสายสเปนกับเมอริเดียน ฟรีดาป่วยเป็นโปลิโอตั้งแต่ 6 ขวบ ส่งผลให้ขาซ้ายลีบเล็กกว่าขาขวา เมื่ออายุ 18 ปี รถโดยสารที่เธอนั่งมาประสบอุบัติเหตุชนกับรถราง เธอบาดเจ็บสาหัสจนกระดูกสันหลังและกระดูกไหปลาร้าหัก ราวเหล็กทิ่มเข้าไปในมดลูก ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 9 เดือน และทำให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 35 ครั้ง ทั้งยังส่งผลต่อการตั้งครรภ์ ช่วงที่นอนอยู่บนเตียงพยาบาลนี้เองที่เธอได้ฝึกฝนและทุ่มเทไปกับศิลปะ เธอได้รู้จักกับ ดิเอโก ริเวรา (Diego Rivera) ศิลปินมีชื่อของเม็กซิโกที่เธอชื่นชม ซึ่งอายุมากกว่าเธอถึง 20 ปี ทั้งคู่ต่างประทับใจซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์พัฒนาจนแต่งงานกันในปี 2472 แต่ด้วยความที่มีอารมณ์รุนแรงด้วยกันทั้งคู่ ริเวราแอบมีความสัมพันธ์กับน้องสาวของฟริดา ทั้งคู่จึงแยกทางกัน แต่ที่สุดก็กลับมาแต่งงานกันอีกครั้ง ศิลปินคู่นี้ต่างเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ สร้างผลงานที่แสดงออกถึงแนวคิดฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน เป็นสหายที่ใกล้ชิดกับ ทรอสกี (Leon Trotsky) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์กับฟรีดา ผลงานของฟริดาในยุคแรกๆ เป็นแนวสมจริงจากนั้นก็พัฒนามาเป็นแนวสัญลักษณ์ (Symbolic) และแนวเหนือจริง (Surrealism) ผลงานส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ขมขื่นทั้งจากความสัมพันธ์กับสามี อุบัติเหตุที่เธอประสบ และความผันผวนของสังคมตลอดชีวิต เช่น ภาพ Henry Ford Hospital, Diego And I, Broken Column, Suicide of Dorothy Hale และ The Love Embrace of the Universe, the Earth (Mexico), Me, and Senor Xolotl บั้นปลายชีวิตฟรีดามีอาการกล้ามเนื้อขาตาย เธอต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงอีกครั้ง ริเวียราจัดแสดงผลงานศิลปะให้เธอและอยู่ดูแลเธออย่างใกล้ชิด กระทั่งเธอจากไปด้วยสาเหตุที่ไม่แน่ชัด แต่มีผู้สันนิษฐานว่าฟรีดาอาจจะฆ่าตัวตาย เพราะก่อนหน้าที่เธอจะสิ้นลมหายใจไม่นาน ในแง่ศิลปะแล้วผลงานศิลปะของเธอได้ถูกนิยามว่าเป็นภาพแนวเหนือจริง แต่เธอปฎิเสธพร้อมกับกล่าวว่า "พวกเขาคิดว่าฉันเขียนภาพเหนือจริง แต่มันไม่ใช่ เพราะฉันไม่เคยเขียนภาพจากความฝัน ฉันเขียนจากความจริง"

 

ไลฟ์ เอด.jpg

คอนเสิร์ต ไลฟ์ เอด เปิดการแสดงขึ้นที่กรุงลอนดอน

13 กรกฎาคม พ.ศ.2528 คอนเสิร์ต ไลฟ์ เอด (Live Aid Concert) เปิดการแสดงขึ้นที่เวมบลีย์ สเตเดียม กรุงลอนดอน (Wembley Stadium) ในเวลา 12.00 น. จากนั้นเวลา 13.51 น. ก็เปิดคอนเสิร์ตไลฟ์เอดที่เจเอฟเค สเตเดียม ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) สหรัฐอเมริกา ศิลปินบางคนเล่นเสร็จแล้วก็ต้องรีบนั่งเครื่องบินไปเล่นอีกเวทีหนึ่งทันที หลังจากนั้นก็ได้ไปจัดแสดง ซิดนีย์ (Sydney) ประเทศออสเตรเลีย และที่ มอสโคว์ (Moscow) ประเทศรัสเซีย คอนเสิร์ตครั้งนี้ได้มีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมถ่อยทอดออกอากาศไปทั่วโลก มีผู้ชมประมาณ 1.5 พันล้านคนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก คอนเสิร์ตนี้จัดขึ้นเพื่อนำรายได้ไปบริจาคให้ผู้อดอยากในอาฟริกา จัดการและรวบรวมศิลปินโดย บ็อบ เบลดอฟ (Bob Beldof) และ มิดจ์ ยูเร (Midge Ure) คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันของนักร้องนักดนตรีร็อกจำนวนมาก เช่น บ๊อบ ไดแลน (Bob Dylan), ควีน (Queen), ยู2 (U2), เดวิด โบวี (David Bowie), เดอะ ฮวู (The Who), พอล แม็คคาร์ทนีย์ (Paul McCartney), ฟิลล์ คอลลินส์ (Phil Collins) คอนเสิร์ตไลฟ์เอดครั้งนี้สามารถหาเงินบริจาคได้ถึง 150 ล้านปอนด์

 

 

ข้อมูล: guru.sanook