วันนี้ในอดีต : 19 กรกฎาคม


เอ็ดการ์ เดอกา-horz.jpg

วันเกิด เอ็ดการ์ เดอกา จิตรกรชาวฝรั่งเศส

19 กรกฎาคม พ.ศ.2377 วันเกิด เอ็ดการ์ เดอกาส์ (Edgar Degas) จิตรกรและประติมากรชาวฝรั่งเศส หนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะอิมเพรชชันนิสม์ (Impressionism) เกิดที่กรุงปารีสในครอบครัวนักธนาคารที่ร่ำรวย เขาเริ่มสนใจศิลปะอย่างจริงจังมาตั้งแต่เด็ก แต่ต้องเรียนกฎหมายตามความต้องการของพ่อ หลังจากเรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยปารีสในปี 2396 เขาได้พบกับ แอ็งกร์ (Jean Auguste Dominique Ingres) จิตรกรลัทธินีโอ-คลาสสิก (Neo-Classicism) ที่เขาชื่นชม แอ็งกร์ได้แนะนำให้เขาวาดเส้น (Drawing) และเข้าเรียนที่โรงเรียนวิจิตรศิลป์ (Ecole des Beaux-Arts) เดอกาส์ได้ฝึกฝนวาดเส้นอย่างหนัก ปี 2399 เขาเดินทางไปอิตาลี ตลอดเวลาสามปีที่พำนักอยู่ที่นี่เขาได้ศึกษางานศิลปะเรอเนซองส์ (Renaissance) โดยคัดลอกงานของศิลปินชั้นครูอย่าง มิเคลันเจโล (Michelangelo Buonarroti), ราฟาเอล (Raphael Sanzio) และ ทิเทียน (Tiziano Vecelli) ส่งผลให้เขากลายเป็นศิลปินที่มีทักษะและเทคนิคแน่นมาก จากนั้นได้กลับมาคัดลอกงานศิปะยุคกลางที่พิพิทธภัณฑ์ลูฟท์ เดอกาส์แสดงงานศิลปะครั้งแรกในปี 2408 ผลงานในระยะแรกของเขาเป็นภาพเขียนแนวประวัติศาสตร์ หลังจากแสดงงานติดต่อกันมาอีกห้าปีเขาก็เริ่มเบื่อ ในระยะนั้นความเคลื่อนไหวของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในฝรั่งเศส เดอกาส์ได้พบกับ มาเนต์ (Edouard Manet) และหันมาทำงานอิมเพรสชันนิสม์และศึกษางานภาพพิมพ์ญี่ปุ่น แต่แทนที่จะออกไปเขียนภาพทิวทัศน์ในชนบทอย่างศิลปินคนอื่น เดอกาส์กลับชอบเขียนงานอยู่ในสตูดิโอ เขียนภาพชีวิตในเมือง และหลงไหลในสิ่งที่คนทั่วเห็นว่าไม่สลักสำคัญ อย่าง หญิงสาวกำลังเสริมสวย อาบน้ำ ฉากชีวิตในคาเฟ่ ม้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเต้นบัลเลต์ ซึ่งเป็นผลงานของเขาเสียกว่าครึ่ง ผลงานของเดอกาส์แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันในการวาดลายเส้นได้อย่างมีชีวิตชีวา ความหลงไหลในความเคลื่อนไหว ที่ว่าง แสงและเงา โดยแสดงออกผ่านทางซับเจ็กต์ที่เขาใช้เป็นประจำคือนักเต้นบัลเลต์ ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงความเคารพชื่นชมอย่างลึกซึ้งต่องานศิลปะคลาสสิกและศิลปินรุ่นครู โดยเฉพาะ แอ็งกร์และเดอลาครัวส์ (Eugene Delacroix) นอกจากนั้นเขายังทำงานประติมากรรม ถ่ายภาพ และเป็นนักสะสมศิลปะคนสำคัญ ในช่วงบั้นปลายชีวิตหลังจากที่เริ่มมีปัญหาทางสายตาจนต้องหยุดเขียนภาพ โดยเฉพาะผลงานของ แอ็งกรส์, เดอลาครัวส์, โกแกง (Paul Gauguin) และภาพพิมพ์ญี่ปุ่น เช่นเดียวกับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนอื่น ๆ ชื่อเสียงของเดอกาส์เริ่มเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนและได้รับการยกย่องอย่างสูง ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว ในวันที่ 27 กันยายน 2460

 

นายพล ออง ซาน.jpg

นายพล ออง ซาน ผู้นำในการเรียกร้องเอกราชของเมียนมาร์ถูกสังหาร

19 กรกฎาคม พ.ศ.2490 นายพล ออง ซาน (Aung San) วีรบุรุษนักปฏิวัติและผู้นำในการเรียกร้องเอกราชของเมียนมาร์ (Myanmar) บิดาของ ออง ซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) ถูกสังหารพร้อมกับรัฐมนตรีอีก 6 คน ขณะกำลังร่างรัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐบาลชั่วคราว โดยฝีมือของ อู ซอ (U Saw) นักการเมืองคู่แข่ง ออง ซาน เกิดในครอบครัวชาตินิยมที่ต่อต้านอังกฤษ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2458 ที่กรุงย่างกุ้ง (Rangoon) ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งถูกอังกฤษเข้ายึดครองเป็นอาณานิคมตั้งแต่ปี 2428 ออง ซาน เข้าเรียนวิชาวรรณคดีอังกฤษ ประวัติศาสตร์ และการเมืองจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ระหว่างที่เรียนอยู่นั้นได้รับเลือกให้เป็นผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษา และเป็นบรรณาธิการหนังสือ Owei เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมือง จนในที่สุดก็ถูกไล่ออกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2479 หลังจากนั้นเขาก็เข้าร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับชาติ ขับไล่จักรวรรดินิยมอังกฤษ และเรียกร้องเอกราชให้เมียนมาร์ โดยร่วมก่อตั้ง "พรรคคอมมิวนิสต์พม่า” (Communist Party of Burma : CPB) ในเดือนสิงหาคม 2482 พอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็ได้ให้การสนับสนุนทั้งการเงินและอาวุธในการก่อตั้ง "กองกำลังปลดปล่อยพม่า” (Burmese Independence Army : BIA) ในปี 2484 เมื่อญี่ปุ่นสามารถยึดพม่าได้จากอังกฤษในวันที่ 1 สิงหาคม 2486 ก็ได้ประกาศให้พม่าเป็นเอกราช และแต่งตั้งนายพลออง ซานให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อพบว่าเอกราชที่ญี่ปุ่นสัญญาไว้ไม่เป็นความจริง ในช่วงปลายสงครามโลก จึงได้กลับไปเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อขับไล่ญี่ปุ่นออกไปจากพม่าได้สำเร็จ ในวันที่ 27 มกราคม 2490 อองซานได้เซ็นสัญญากับ คลีเมนต์ แอตท์ลี (Clement Attlee) นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ โดยอังกฤษยินยอมจะมอบเอกราชให้พม่าภายใน 1 ปี จากนั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2490 ออง ซานก็ลงนามใน "สนธิสัญญาปางโหลง” (Panglong Conference) กับหัวหน้าชนกลุ่มชาติต่างๆ ในลุ่มน้ำอิระวดี ในสนธิสัญญาระบุว่า เมื่อพม่าได้รับเอกราชครบ 10 ปี แต่ละชนชาติได้แก่ กะเหรี่ยง คะเรนณี มอญ ไทยใหญ่ และคะฉิ่น จะสถาปนาเอกราชของตนเอง สนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้นักการเมืองและทหารบางกลุ่มไม่พอใจ เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากอยู่ในดินแดนของชนชาติอื่น ดังนั้นหากมีการแยกตัวเป็นอิสระแล้วพม่าจะมีปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในที่สุดกองกำลังลึกลับจึงบุกเข้าสังหารนายพลออง ซาน เสียชีวิตในวัยเพียง 32 ปี โดยที่ยังไม่ทันได้เห็นเอกราชของพม่า ซึ่งได้รับในวันที่ 4 มกราคม 2491 หลังจากนั้น อู นุ (U Nu) ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และอ้างว่าสัญญาปางโหลงเป็นเพียงการทำสัญญาระห่วางชนกลุ่มน้อยกับนายอองซานเท่านั้น จึงฉีกสนธิสัญญาทิ้ง ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกองกำลังของชนชาติอิสระต่างๆ กลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยังคงร้อนระอุมาจนทุกวันนี้ ภายหลังจากออง ซาน เสียชีวิต ลูกสาวคือ ออง ซาน ซูจี ก็ได้เดินตามรอยเท้าพ่อ ออกมาตั้ง พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy : NLD) และเป็นผู้นำการเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี แต่ก็ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารกักตัวไว้ โดยไม่สนใจเสียงเรียกร้องของนานาชาติให้คืนอิสรภาพแก่ออง ซาน ซู จี

 

เทือกเขาหิมาลัย.jpg

เทือกเขาหิมาลัยด้านทิศใต้ยอดเขาเอเวอเรสต์ได้รับประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติซาการ์มาธา

19 กรกฎาคม พ.ศ.2519 เทือกเขาหิมาลัย บริเวณด้านทิศใต้ของ ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Mount Everest) ในเขตประเทศเนปาลได้รับการประกาศให้เป็น "อุทยานแห่งชาติซาการ์มาธา” (Sagarmatha National Park) ซึ่งแปลว่า "มารดาแห่งจักรวาล" อีกสามปีต่อมา องค์การยูเนสโก (UNESCO) ก็ได้ประกาศให้อุทยานแห่งชาติแห่งนี้เป็น "พื้นที่มรดกโลก" (Natural World Heritage Site) อุทยานแห่งชาติซาการ์มาธามีพื้นที่ทั้งหมด 1,148 ตารางกิโลเมตร พื้นที่อยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 2,845 เมตรจนถึง 8,850 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในโลกหรือยอดเขาเอเวอเรสต์ ในเขตอุทยานฯ ประกอบด้วยไม้จำพวกสน เบิร์ช และกุหลาบพันปี สำรวจพบนกอย่างน้อย 118 ชนิด รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและพืชเฉพาะถิ่นหายากอีกจำนวนมาก ตอนกลางวันอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส สำนักงานอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่บนยอดเขา "นัมเช บาซาร์" (Namche Bazaar) ที่ความสูง 2,835 เมตร อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตกหัวละ 13 เหรียญสหรัฐฯ (อัตราในปี 2545)

 

เขื่อน วัล ดี สตาวา.jpg

เขื่อน วัล ดี สตาวา ในอิตาลีพังทลาย

19 กรกฎาคม พ.ศ.2528 เขื่อน วัล ดี สตาวา (Val di Stava Dam) ที่เมืองเตร็นโต (Trento) ในประเทศอิตาลี พังทลาย ปล่อยน้ำกว่า 2 แสนลูกบาศก์เมตร ไหลพร้อมกับโคลนเลนลงสู่หมู่บ้านใต้เขื่อนด้วยความเร็วกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 268 ชีวิต ทำลายบ้านเรือนไป 53 หลัง โรงแรม 3 หลัง อาคารพาณิชย์อีก 6 หลังและสะพานอีก 8 แห่ง ยังไม่นับพื้นที่การเกษตรและปศุสัตว์อีกจำนวนมาก มีโคลนเลนถมสูงประมาณ 20-40 เซนติเมตรในพื้นที่กว่า 4.2 ตารางกิโลเมตร รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 155 ล้านยูโร นับเป็นมหันตภัยครั้งร้ายแรงที่สุดของอิตาลี ภายหลังได้มีการสอบสวนหาสาเหตุ พบว่า ระบบการทำงานต่างๆ ของเขื่อนไม่ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพอ มีเศษดินโคลนเข้าไปตกตะกอนอยู่ในท่อส่งน้ำจนน้ำระบายไม่ทัน ท่ออุดตัน ส่งผลให้เกิดแรงดันมหาศาลจนสันเขื่อนถล่มลงมาในที่สุด

 

 

ข้อมูล: guru.sanook