วันนี้ในอดีต : 24 กรกฎาคม


เอมิเลีย เอียร์ฮาร์ท.jpg

วันเกิด เอมิเลีย เอียร์ฮาร์ท นิกบินหญิงชาวอเมริกัน

24 กรกฎาคม พ.ศ.2440 วันเกิด เอมิเลีย เอียร์ฮาร์ท (Amelia Mary Earhart) นิกบินเดี่ยวชาวอเมริกัน ผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ เกิดที่เมืองแอทชิซัน มลรัฐแคนซัส ครอบครัวของเธอมีปัญหาเนื่องจากพ่อกับปู่ของเธอไม่ลงรอยกัน เธออยู่ในความดูแลของปู่มาตั้งแต่เด็ก เธอเรียนพยาบาลและได้เข้าเป็นพยาบาลอาสาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่จะหันมาสนใจการบินอย่างจริงจังหลังจากได้เห็น แฟรงค์ ฮอว์คส์ (Frank Hawks) โชว์ขับเครื่องบินผาดโผน เอียร์ฮาร์ตเริ่มเรียนการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2464 ที่สนามบินคินเนอร์ (Kinner Field) เมืองลองบีชโดยครูการบินชื่อ แอนิตา สนุค (Anita "Neta" Snook) นักบินสตรีรุ่นบุกเบิก อีกหกเดือนต่อมา เธอก็ซื้อเครื่องบินปีกสองสีเหลืองมือสองและตั้งชื่อว่า "แคนารี" (The Canary) หรือเจ้านกขมิ้น จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม 2465 เธอบินสูงได้ถึงระดับ 14,000 ฟุต (4,200 เมตร) ทำลายสถิติโลกสำหรับนักบินสตรี ก่อนจะได้รับใบอนุญาตการบินนานาชาติในวันที่ 15 พฤษภาคม 2466 โดยเป็นผู้หญิงคนที่ 16 จากนั้นเธอได้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมการบินแห่งชาติ สาขาบอสตัน และได้สร้างสนามบินเล็กของตัวเองพร้อมทั้งเป็นตัวแทนขายเครื่องบินไปด้วย ในขณะเดียวกันก็เขียนบทความเกี่ยวกับการบินลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในท้องถิ่น อเมเลียได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์ว่าเป็นนักบินสตรีที่ดีที่สุดในสหรัฐ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2475 เธอก็ได้เป็นนักบินผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ โดยออกบินจากท่าเรือเกรซ เมืองนิวฟาวด์แลนด์ ประเทศแคนนาดา มุ่งหน้าสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ด้วยเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยว Lockheed Vega 5b ย้อนรอยเส้นทางที่ ชาร์ลส ลินด์เบิร์ก (Charles Lindbergh) ได้เคยทำสำเร็จก่อนหน้าในวันเดียวกันนี้เมื่อปี 2470 หลังจากที่บินมาได้ 14 ชั่วโมง 56 นาที เธอต้องพบกับสภาวะอากาศไม่ดีจึงต้องลงจอดกลางทุ่งหญ้าในเมือง Culmore ตอนเหนือของประเทศไอร์แลนด์ หลังจากนั้นเธอก็ได้แสดงฝีมือการบินเดี่ยวระยะไกลอีกหลายครั้ง พร้อมกับทำกิจกรรมรณรงค์ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ความฝันของเธอคือการบินเดี่ยวรอบโลก เอียร์อาร์ตพร้อมกับ เฟรด นูแนน (Frederick Joseph Noonan) ต้นหน (navigator) ออกบินด้วยเครื่องบิน Lockheed L-10E Electra จากแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2480 ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมเครื่องบิน Lockheed L-10E Electra บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2480 สหรัฐอเมริกาได้ใช้เงินถึง 4 ล้านเหรียญในการค้นหาอเมเลียทั้งทางน้ำและทางอากาศ นับเป็นการค้นหาที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งยุคนั้น แต่ด้วยเทคนิคในการค้นหาในยุคนั้นยังค่อนข้างโบราณ การค้นหาจึงไม่บรรลุผล ได้มีการตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับการหายตัวของอเมเลียและนูแนนมากมาย บ้างก็ว่าถูกเครื่องบินญี่ปุ่นดักบังคับให้ลงบนเกาะไซปันหรือถูกยิงตก ปัจจุบันเอกสารหลักฐานเกี่ยวการหายและการค้นหายที่เป็นทางการยังถูกปกปิดเป็นความลับ

 

ฮิแรม บิงแฮม-horz.jpg

ฮิแรม บิงแฮม นักโบราณคดีค้นพบ มาชู ปิกชู

24 กรกฎาคม พ.ศ.2454 ฮิแรม บิงแฮม (Hiram BingHam III) นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ค้นพบ "มาชู ปิกชู" (Machu Picchu) นครโบราณของชาวอินคา (Inca) ที่หายสาบสูญไปนับศตวรรษ โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส ในระดับความสูง 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล อยู่ห่างจากเมืองคุสโซไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรู มีพื้นที่ประมาณ 325.95 ตารางเมตร มีการออกแบบภูมิทัศน์ และภูมิสถาปัตย์อย่างสวยงามและลงตัว มีสิ่งก่อสร้าง ปราสาท โบสถ์ วิหาร อ่างเก็บน้ำ ถนน และพื้นที่เพาะปลูก ลดหลั่นกันไปเป็นขั้นบันได แสดงให้เห็นความสามารถในเชิงช่างและสถาปัตยกรรมของชาวอินคาเมื่อหลายศตวรรษก่อนได้เป็นอย่างดี มาชู ปิกชู ก่อสร้างในช่วงปี 1993 โดยชาวอินคา ชนเผ่าโบราณที่เคยก่อตั้ง จักรวรรดิอินคา (Inca Empire) ครองอำนาจคลอบคลุมดินแดนแถบอเมริกาใต้ เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงศตวรรษที่ 15-16 ภายหลังได้ถูกกองทัพสเปนเข้ามารุกราน และยึดครองได้ มาชู ปิกชู จึงถูกทิ้งไว้นานกว่าศตวรรษ กลายเป็นนครสาบสูญ จนกระทั่งบิงแฮมมาค้นพบในปี 2454 อีกสองปีต่อมาสมาคมภูมิศาสตร์นานาชาติ (National Geographic Society) ได้มาสำรวจและนำเสนอในนิตยสาร "เนชันแนล จีโอกราฟิก" (National Geographic) นครที่สาบสูญแห่งนี้จึงเริ่มรู้จักในวงกว้าง ต่อมาปี 2491 บิงแฮมก็เขียนหนังสือชื่อ "Lost City of the Incas" กลายเป็นหนังสือขายดีทันทีที่วางแผง ปี 2526 องค์การยูเนสโก (UNESCO) ก็ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่มรดกโลก เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2550 มาชู ปิกชู ก็ได้รับการโหวดจากคนทั่วโลกให้เป็นหนึ่งใน "เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่" (New Seven Wonders of The World) ปัจจุบันมาชู ปิกชู เป็นโบราณสถานที่สำคัญและเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวของทวีปอเมริกาใต้ มีนักท่องเที่ยวกว่า 4 แสนคนต่อปี (สถิติในปี 2546)

 

เรือหลวงแม่กลอง.jpg

เรือหลวงแม่กลองได้รับการทำพิธีวางกระดูกงู

24 กรกฎาคม พ.ศ.2479 เรือหลวงแม่กลอง ได้รับการทำพิธีวางกระดูกงู เมื่อเวลา 10.45 น. ณ อู่ต่อเรืออูรางา เมืองโยโกสุกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกองทัพเรือได้ว่าจ้างให้บริษัทมิตซุยบุชซันไกชาเป็นผู้ก่อสร้าง ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2479 มีพิธีรับมอบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2480 เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2480 กระทรวงกลาโหมได้จัดพิธีต้อนรับเจิมเรือ และขึ้นระวางประจำการเรือในวันนั้น และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “เรือหลวงแม่กลอง” ตามชื่อของแม่น้ำแม่กลอง ที่เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม เรือรบลำนี้มีระวางขับน้ำ 1,400 ตัน ยาว 85 เมตร กว้าง 10.5 เมตร กินน้ำลึก 3.7 เมตร ใช้เครื่องจักรไอน้ำ 2 เครื่อง มีกำลัง 2,500 แรงม้า ทำความเร็วสูงสุดได้ 17 นอต (ไมล์ทะเล/ชั่วโมง) สามารถปฏิบัติการได้ไกล 5,700 ไมล์ อาวุธประจำเรือมีปืนขนาด 120 มม. จำนวน 4 กระบอก ปืนกล 20 มม. 2 กระบอก ตอร์ปิโด 45 ซม. 2 แท่นๆ ละ 2 ท่อ เครื่องบินทะเล จำนวน 1 เครื่อง ทหารประจำเรือรวม 173 คน ประจำการรับใช้ประเทศชาติในการป้องกันอาณาเขตทางทะเลอย่างเข้มแข็งมาตลอด ทั้งยังเคยจัดถวายเป็นเรือพระที่นั่ง ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายครั้ง ปลดระวางประจำการเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 ปีต่อมากองทัพเรือได้จัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์เรือรบไทย” ขึ้นบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติปีกาญจนาภิเษก โดยกำหนดที่จะนำเรือหลวงแม่กลองมาอนุรักษ์ให้ประชาชาทั่วไปได้เข้าชม ปัจจุบันเรือหลวงแม่กลองเป็นเรือรบที่เก่าแก่ที่สุดของไทย และมีเก่าแก่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากเรือรบ GOANA JUATA ของประเทศเม็กซิโก

 

อาภัสรา หงสกุล.jpg

อาภัสรา หงสกุล ได้รับเลือกเป็นนางงามจักรวาล

24 กรกฎาคม พ.ศ.2508 อาภัสรา หงสกุล (Apasra Hongsakula) นางสาวไทยคนที่ 14 ประจำปี 2507 ได้รับเลือกเป็น "นางงามจักรวาล” หรือ “Miss Universe" ในเวทีประกวดที่ชายหาดไมอามี มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา นับเป็นนางงามจักรวาลคนที่ 14 เป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย และเป็นคนที่ 2 จากเอเชีย (หลังจาก อากิโกะ โคจิมะ นางงามจากประเทศญี่ปุ่นในปี 2502) ในขณะนั้นอาภัสรามีส่วนสูง 164 ซม. (5 ฟุต 7 นิ้ว) สัดส่วน 35-23-35 ซม. ในปีนั้นรองนางงามจัรวาลอันดับที่ 1 คือนางงามจากประเทสฟินแลนด์ รองฯ อันดับที่ 2 จากสหรัฐอเมริกาเจ้าบ้าน รองฯ อันดับที่ 3 จากประเทศสวีเดน และรองฯ อันดับที่ 4 จากประเทศฮอลแลนด์

 

แลนซ์ อาร์มสตรอง-horz.jpg

แลนซ์ อาร์มสตรอง เป็นแชมป์ตูร์ เดอ ฟรองว์

24 กรกฎาคม พ.ศ.2548 แลนซ์ อาร์มสตรอง (Lance Armstrong) นักปั่นจักรยานชาวอเมริกัน พาจักรยานคู่ชีพเข้าเส้นชัยในรายการแข่งขัน ตูร์ เดอร์ ฟรองซ์ ประจำปี 2548 (2005 Tour de France) เป็นแชมป์ตูร์ เดอ ฟรองว์ ติดกัน 7 สมัยซ้อน ตั้งแต่ปี 2542-2548 เป็นคนแรกและคนเดียวในโลก ก่อนหน้านี้นักปั่นบ้าพลังจากเท็กซัสเคยเป็นแชมป์ไตรกีฬารุ่นผู้ใหญ่ตั้งแต่ 12 ขวบ ก่อนจะเริ่มเป็นนักไตรกีฬาอาชีพตอนอายุ 16 ปี ออกล่ารางวัลไปทั่วเท็กซัส ได้เป็นนักกรีฑาทีมชาติตอนอายุ 18 ปี จากนั้นก็หันมาเอาดีบนหลังอานซึ่งเป็นกีฬาที่เขาถนัดที่สุด ในปี 2535 เขาเข้าอันดับที่ 14 ในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน และเริ่มไต่เต้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีต่อมาก็ได้แชมป์โลก (UCI Road World Championships) หลังจากนั้นจึงลองดี สมัครเข้าแข่งในรายการที่ถือว่า "หิน" ที่สุดในโลกคือ "ตูร์ เดอ ฟรองซ์" แต่ด้วยความ "บ้าพลัง" ในระยะแรกเขาสามารถเอาชนะในรายการแข่งขันประเภทจับเวลา และช่วงขึ้นเขา แต่เวลารวมของทีมยังไม่ดี เพราะคาวบอยหนุ่มจากเท็กซัสยังไม่รู้จักศาสตร์และศิลป์ของจักรยาน เขาฝึกหนักและออกล่ารางวัลไปทั่วยุโรป จนรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2539 เขาต้องเข้าทำการบำบัดด้วยคีโม จนผมร่วงหมดหัว ร่างกายและกล้ามเนื้ออ่อนแอ ไม่มีใครคิดว่าแลนซ์จะกลับมาขึ้นหลังเสือได้อีก ถูกแฟนทิ้ง ทีมและสปอนเซอร์ของเขาต่างยกเลิกสัญญาไปหมด แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น เข้มเข็ง และกำลังใจจากคนที่รักเขามากที่สุดคือ “แม่” เขาสามารถเอาชนะโรคร้ายมาได้และกลับมาปั่นจักรยานอีกครั้ง ค่อยๆ ฝึกวันละนิด หลักจากนั้นอีก 4 ปีเขาก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็น เมื่อเป็นแชมป์ "ตูร์ เดอ ฟรองซ์" ในปี 2542 เป็นครั้งแรก และทำให้ทั้งโลกตาค้างเมื่อเขาเป็นแชมป์ติดต่อกันถึง 7 สมัยซ้อน หลังจากนั้นเขาก็ประกาศแขวนรองเท้าคลิปเลส ตั้ง "มูลนิธิแลนซ์ อาร์มสตรอง" (Lance Armstrong Foundation) โดยได้รับการสนับสนุนจากไนกี้ เพื่อรณรงค์ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง เขาเป็นผู้ริเริ่มสวม "สายรัดข้อมือ" (Wristband) ที่สลักคำว่า "Live strong" (มีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง) เพื่อหาเงินช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ปัจจุบันยังคงรณรงค์ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นพรีเซนเตอร์ของไนกี้และจักรยานเทรค (Trek)

 

 

ข้อมูล: guru.sanook