วันนี้ในอดีต : 26 กรกฎาคม


จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์.jpg

วันเกิด จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ นักประพันธ์ชาวไอริช

26 กรกฎาคม พ.ศ.2399 วันเกิด จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) นักประพันธ์และนักวิจารณ์ฝีปากกล้าชาวไอริช เกิดที่เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ในวัยเด็กเขาย้ายโรงเรียนหลายครั้งเพราะมักจะมีปัญากับครูและระบบการเรียนการสอบในขนบสมัยนั้น เขาออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ปี มาทำงานเป็นเสมียน ภายหลังก็ตามไปอยู่กับแม่ที่ลอนดอน ขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ อ่านหนังสือและเริ่มฝึกเขียนหนังสืออย่างจริงจัง จนได้เป็นนักเขียนผี (ghost writer) จากนั้นก็เริ่มเขียนนิยาย บทความวิจารณ์ศิลปะและดนตรีจนสามารถเลี้ยงชีพได้ ชอว์เป็นสมาชิกของ "Fabian Society" กลุ่มสังคมนิยมในอังกฤษ สนับสนุนสิทธิสตรีและมังสวิรัติ อีกทั้งยังเป็นนักพูดฝีปากกล้า เขาเคยกล่าวไว้ว่า "ประชาธิปไตยก็คือการเลือกคนโง่จำนวนหนึ่งเป็นตัวแทน โดยคนโง่หมู่มาก" บทละครเรื่องแรกของเขาได้ออกแสดงในปี 2433 จากนั้นก็เขียนหนังสือเลี้ยงชีพมาตลอด ชอว์เขียนบทละครทั้งหมดกว่า 60 ชิ้น เรื่องที่สำคัญคือ "Candida", "The Devil’s Disciple", "The Irrational Knot" และ "An Unsocial Socialist" นอกจากนี้ยังมีความเรียง บทความวิจารณ์วรรณกรรม ดนตรี ศิลปะและการเมืองอีกจำนวนมาก เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2468 อีกทั้งยังได้รับรางวัลอคาเดมี จากบทละครเรื่อง "Pygmalion" (ต้นแบบของละครเพลงเรื่อง "My Fair Lady") บทละครของชอว์ได้รับการยกย่องว่าคมคายและใส่ใจต่อปัญหาสังคมและศีลธรรม ชอว์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2493 ขณะอายุ 94 ปี

 

คาร์ล ยุง.jpg

วันเกิด คาร์ล ยุง นักคิดผู้ก่อตั้งสำนัก จิตวิทยาวิเคราะห์

26 กรกฎาคม พ.ศ.2418 วันเกิด คาร์ล ยุง (Carl Gustav Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส นักคิดผู้ก่อตั้งสำนัก "จิตวิทยาวิเคราะห์" (analytical psychology) เกิดที่เมืองทรัวเกา (Thurgau) แถบตะวันออกเฉียงเหนือของสวิสเซอร์แลนด์ ในวัยเด็กพ่อกับแม่ของเขาแยกทางกัน หลังจากแม่ป่วยพ่อของเขาจึงส่งเขาไปอยู่กับอา ยุงจึงเติบโตเป็นเด็กที่ชอบเก็บตัวและครุ่นคิดอยู่คนเดียว เขาหาทางออกด้วยการแกะสลักดินสอหรือเขียนชื่อตัวเองในเศษกระดาษเป็นภาษาลับ ซึ่งทำให้จิตใจของเขาสงบ ตอนแรกเขาต้องการเรียนโบราณคดี แต่ที่บ้านไม่สนับสนุน เขาจึงหันไปเรียนแพทย์ที่หมาวิทยาลัยบาเซิล (University of Basel) ในช่วงปีหลังๆ เขาหันมาสนใจจิตแพทย์ เขาเริ่มงานในโรงพยาบาลโรคจิตที่เมืองซูริค ปี 2449 เขาเขียนหนังสือเล่มแรกคือ "Studies in Word Association" ซึ่งได้ส่งให้ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยารุ่นพี่ที่กำลังมีชื่อเสียงด้วย ต่อมาทั้งสองได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่ร่วมงานกันนาน 6 ปี ก่อนจะมีความขัดแย้งทางความคิดกันในภายหลัง ในปี 2456 ยุงตีพิมพ์หนังสือ "The Psychology of the Unconscious" ซึ่งสะท้อนความคิดของเขาว่าไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีของฟรอยด์ที่เชื่อว่า แรงขับทางเพศเป็นแรงผลักดันพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ อีกทั้งบุคลิกภาพจึงไม่ได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่วัยเด็กอย่างที่ฟรอยด์คิด แต่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด และยังประกอบด้วยปมต่างๆ หรือกลุ่มของความทรงจำและความนึกคิด ซึ่งเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราพยายามจะผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นบุคลิกเฉพาะของตัวเอง หลังจากนั้นยุงหันมาพัฒนาทฤษฎีของตนเอง โดยพยายามทำความเข้าใจจิตไร้สำนึกด้วยการวิเคราะห์สัญลักษณ์ที่อยู่ลึกลงไปในประสบการณ์ทางศาสนา ตำนานปรัมปรา และความฝัน ยุงเชื่อว่าสัญลักษณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจาก "จิตไร้สำนึกร่วมของมนุษยชาติ" (Collective Unconscious) ซึ่งเขาเชื่อว่าความคิดและคุณค่าต่างๆ นั้น มนุษย์ได้รับตกทอดมาโดยไม่รู้ตัว วิธีการบำบัดของยุงจะค่อยๆ ทำให้คนไข้ค่อยๆ รู้สึกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมวลมนุษย์ ในบั้นปลายชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาออกเดินทางเพื่อเรียนรู้ปัญญาญาณของมนุษย์ในดินแดนต่างๆ เช่น อเมริกาเหนือ เคนย่า และอินเดีย ทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสนา ภูมิปัญญาและความคิดอันลึกซึ้ง อาทิ พระคริสตธรรม ฮินดู พุทธ เต๋า หรือลัทธิเหตุผลนิยม (Gnosticism) และการเดินทางทำให้เขาได้พบกับ “ตัวตน” และประสบการณ์สูงสุดในศาสนา ยุงเชื่อว่ามนุษย์จะต้องมีจุดมุ่งหมายที่ไกลกว่าเพียงเรื่องของวัตถุ คือต้องไปให้ถึงจิตวิญญาณ มนุษย์เองมีขีดความสามารถซ่อนลึกอยู่ภายใน เช่นเดียวกับลูกโอ๊คที่สามารถเติบโตเป็นต้นโอ๊ค หรือดักแด้ที่สามารถเติบโตเป็นผีเสื้อปีกสวยได้ ยุงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2504 ที่เมืองซูริค สวิสเซอร์แลนด์

 

สแตนลีย์ คิวบริก.jpg

วันเกิด สแตนลีย์ คิวบริก ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน

26 กรกฎาคม พ.ศ.2471 วันเกิด สแตนลีย์ คิวบริก (Stanley Kubrick) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 เกิดในครอบครัวเชื้อสายยิวที่เมืองแมนฮัตตัน มลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตอน 12 ขวบ พ่อของเขาสอนหมากรุกให้ ซึ่งต่อมากลายเป็นเกมที่เขาหลงใหลมาตลอดชีวิต ตอนอายุ 13 ปีพ่อของเขาซื้อกล้องถ่ายรูปให้ เขาจึงเริ่มสนใจการถ่ายภาพ นอกจากนี้เขายังชอบเพลงแจ๊ส ขนาดเคยเป็นมือกลองในวงแจ๊สอยู่พักหนึ่ง เขาเป็นคนตัวเล็กและเรียนไม่เก่ง ระหว่างเรียนไฮสคูลเขาจึงรับหน้าที่เป็นช่างภาพของโรงเรียน จากนั้นก็ส่งภาพถ่ายไปลงนิตยสาร "Look" จนได้เป็นช่างภาพประจำหนังสือเล่มนี้ ระหว่างนั้นเขามักใช้เวลาว่างอยู่ในโรงหนังหรือไม่ก็ในพิพิธภัณฑ์ และเริ่มสนใจภาพยนตร์โดยได้รับแรงบันดาลใจจากผู้กำกับชาวเยอรมันคือ แม็กซ์ โอฟัลส์ (Max Ophals) ปี 2494 เพื่อนของเขาเสนอให้เขาทำสารคดีสั้น ในที่สุดเขาก็ลองทำหนังสั้นเรื่องแรกคือ "Day of the Fight" หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจลาออกจากงานมาทำหนังอย่างจริงจัง ผลงานสารคดีสั้นเรื่องที่สองคือ "Flying Padre" และเรื่องที่สามในปี 2496 เป็นภาพยนตร์สีเรื่องแรกยาว 30 นาทีคือ "The Seafarers" อีกสามปีต่อมาหนังเรื่องแรกที่ใช้นักแสดงและทีมงานมืออาชีพทั้งหมดคือ "The Killing" ซึ่งแหกขนบหนังในสมัยนั้น โดยการเล่าเรื่องไม่เรียงลำดับเวลา หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากนั้นคิวบริกก็สร้างหนังตามออกมาอย่างสม่ำเสมอ หลายเรื่องได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เช่น "Lolita", "Dr. Strangelove : How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb", "2001: A Space Odyssey", "A Clockwork Orange", "The Shining", "Full Metal Jacket" และเรื่องสุดท้าย "Eyes Wide Shut" ในปี 2542 หลังจากตัดหนังเรื่องนี้เสร็จ คิวบริกในวัย 70 ปีก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ขณะนอนหลับในคืนวันที่ 7 มีนาคม 2542 ตลอดชีวิตคิวบริกทำหนังทั้งหมด 13 เรื่อง กับหนังสั้น 3 เรื่อง แม้จำนวนจะไม่มากแต่หนังของเขากลับหลากหลายมีทุกประเภท ตั้งแต่หนังสารคดี หนังแนวอิโรติกแฝงแนวคิดทางจิตวิทยา หนังตลกร้ายเสียดสีสงคราม หนังมหากาพย์อวกาศ หนังอิงประวัติศาสตร์ หนังสยองขวัญแนวจิตวิทยา และหนังสะท้อนความรุนแรงและอาชญกรรม ภาพยนตร์ของคิวบริกได้รับการยกย่องว่ามีความลุ่มลึกทางปรัชญา จิตวิทยา และสะท้อนและเสียดสีสังคมอเมริกันได้เป็นอย่างเจ็บแสบ จึงไม่แปลกที่ภาพยนตร์หลายเรื่องของเขามีทั้งคนยกย่องและต่อต้าน ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และมีการโต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง

 

เอวา เปรอง.jpg

เอวา เปรอง อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินาเสียชีวิต

26 กรกฎาคม พ.ศ.2495 เอวา เปรอง (Maria Eva Duarte de Peron) หรือ "เอวิตา" (Evita) สตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินาระหว่างปี 2489-2495 ภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของประธานาธิบดี ฮวน เปรอง (Juan Domingo Peron) เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในมดลูก ขณะอายุได้เพียง 33 ปี เอวิตาเกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2462 ในชนบทของอาร์เจนตินา บิดาเสียชีวิตตอนเธอ 7 ขวบ เธอย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงคือ กรุงบูเอโนส ไอเรส ตอนอายุ 15 ปี เริ่มอาชีพเป็นนักแสดงละครเวที ต่อมาได้ออกอากาศในวิทยุ เป็นนางแบบถ่ายปกนิตยสาร และได้แสดงภาพยนตร์จนกลายเป็นดาราดังในที่สุด ในปี 2487 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอาร์เจนตินา ทหารนักการเมืองและศิลปินต่างมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย เอวิตาพบกับนายพลฮวน ต่อมาเธอได้ทำงานด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานและคนยากจนดีขึ้น ทำให้ฮวนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง จนได้ตำแหน่งรองประธานาธิบดี ปีต่อมาทั้งสองได้แต่งงานกัน จากนั้นฮวนถูกจับในข้อหากบฏ แต่ประชาชนชาวอาร์เจนตินาได้ออกมาประท้วงกันอย่างกว้างขวางจนรัฐบาลต้องปล่อยตัว ปีต่อมาฮวนก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีและเอวิตาได้เป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง ในวัยเพียง 26 ปี เธอได้ทำงานในกระทรวงแรงงานและความมั่นคงสังคม ซึ่งเธออุทิศตัวเพื่อการปฏิรูปสังคมอย่างสันติ ดูแลเรื่องการศึกษา สวัสดิการสังคม การรักษาพยาบาล และสิทธิสตรีในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เอวิตาจึงกลายเป็นขวัญใจของประชาชน ทั้งในด้านความงาม ความเฉลียวฉลาด และความทุ่มเทในการทำงาน หลังจากฮวน เปรองขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง วันที่ 24 มกราคม 2495 รัฐสภามีก็มติในวาระพิเศษให้ขนานนามเธอว่า "ผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาชาติ" (Spiritual Leader of the Nation) จากการกรำงานหนักมาตลอดเธอก็เริ่มป่วยเป็นมะเร็งในระยะสุดท้ายและเสียชีวิตในที่สุด มีการจัดงานศพของเธออย่างยิ่งใหญ่ ประชาชนชาวอาร์เจนตินาต่างพากันเศร้าโศกกันทั่วประเทศ หลังจากนั้นในปี 2498 รัฐบาลของนายพลเปรองถูกคณะทหารทำรัฐประหาร ศพของเอวิตาถูกเนรเทศไปอยู่ที่สุสานในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลีเป็นเวลายาวนานเกือบ 20 ปี จนเมื่อฮวน เปรองยึดอำนาจคืนมาอีกครั้งเมื่อปี 2514 ศพของเธอจึงถูกนำกลับมาฝังไว้ยังสุสานที่กรุงบูเอโนส ไอเรส ข้างๆ ครอบครัวของเธอ เรื่องราวของเอวิตายังคงติดตรึงในใจของชาวอาร์เจนตินาอยู่จนทุกวันนี้ จนถูกนำไปสร้างเป็นละครเพลงและภาพยนตร์หลายครั้ง

 

อุทยานแห่งชาติภูเรือ.jpg

กรมป่าไม้ ประกาศจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติภูเรือ

26 กรกฎาคม พ.ศ.2522 กรมป่าไม้ ประกาศจัดตั้ง "อุทยานแห่งชาติภูเรือ" นับเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับที่ 16 ของไทย มีเนื้อที่ทั้งหมด 120.84 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ครอบคลุม อ.ภูเรือ และ อ.ท่าลี่ จ.เลย สาเหตุที่ได้ชื่อว่า “ภูเรือ” เพราะมีภูเขาลูกหนึ่งที่มีชะโงกผาสีสันสะดุดตายื่นออกมาดูคล้ายสำเภาใหญ่ และที่ราบบนยอดเขามีลักษณะคล้ายท้องเรือ ภูมิประเทศของภูเรือเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินทราย บางส่วนเป็นหินแกรนิต หินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า "กว้านสมอ" รอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำและหมอกปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิอากาศบนยอดดอยจึงหนาวเย็นตลอดทั้งปี จุดที่สูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะเช่นนี้เองจึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญก่อให้เกิดลำธารหลายสาย เช่น ห้วยน้ำด่าน ห้วยบง ห้วยเกียงนา ห้วยทรายขาว ห้วยติ้ว และห้วยไผ่ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกห้วยไผ่ที่สวยงาม ภูเรือมีสภาพป่าหลายชนิดปะปนกันทั้งป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ ป่าสนเขา ในป่าภูเรือเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น หมี เก้ง กวางป่า หมูป่า หมาไน ลิง พญากระรอกดำ ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ป่า กระต่ายป่า เต่าเดือย เต่าปูลูและนกชนิดต่าง ๆ ที่สวยงามอีกมากมาย โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะอพยพมาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก

 

 

ข้อมูล: guru.sanook