วันนี้ในอดีต : 2 สิงหาคม

 

รถไฟใต้ดิน-horz.jpg

ทาวเวอร์ ซับเวย์ รถไฟใต้ดินสายแรกของโลก เปิดให้บริการ

2 สิงหาคม พ.ศ.2413 ทาวเวอร์ ซับเวย์ (Tower Subway) รถไฟใต้ดิน (Underground Tube Railway) สายแรกของโลก เปิดให้บริการที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีลักษณะเป็นอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเทมส์ (Thames) มีสองสถานีคือ ทาวเวอร์ ฮิลล์ (Tower hill) และ ไวน์ เลน (vine lane) รถไฟใต้ดินสายนี้ได้ชื่อมาจาก "หอคอยแห่งลอนดอน" (Tower of London) อุโมงค์ออกแบบและก่อสร้างโดย เจมส์ เกรทีด (James Henry Greathead) ส่วนเปลือกอุโมงค์ออกแบบโดย ปีเตอร์ บาร์โลว์ (Peter William Barlow) และมีลูกชายของบาร์โลว์คือ ปีเตอร์ บาร์โลว์ จูเนียร์ (Peter W. Barlow Jr.) เป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง เริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2412 โดยขุดอุโมงค์รถไฟด้วยเครื่องจักรไฮดรอลิกลึกประมาณ 18 เมตรใต้ผืนดิน ในระยะแรกอุโมงค์ยาวเพียง 410 เมตร กว้าง 2.1 เมตร รางกว้าง 76.2 เซนติเมตร ใช้เครื่องจักรไอน้ำขนาด 4 แรงม้าเป็นตัวลากรถเคเบิลคาร์ (cable car) ขนาด 12 ที่นั่ง ใช้เวลาโดยสารเที่ยวละประมาณ 70 วินาที หลังจากเปิดใช้งานได้ประมาณ 3 เดือนก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เพราะความคับแคบและไม่สะดวกของสถานี ประชาชนจึงนิยมเดินเท้ามากกว่า ในที่สุด ทางการจึงปรับปรุงใหม่ นำลิฟท์มาแทนบันได เปลี่ยนเครื่องจักรไอน้ำเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้รถไฟฟ้าใต้ดินสายนี้กลับมาได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง มีผู้โดยสารกว่าสองหมื่นคนต่อสัปดาห์ ก่อนจะคลายความนิยมไปหลังจากมีการก่อสร้างสะพาน "ทาวเวอร์ บริดจ์" (Tower Bridge) ในปี 2437 เนื่องจากไม่ต้องเสียเงินเหมือนรถไฟฟ้า ไม่นานก็ขาดทุนจนรัฐบาลต้องขายกิจการให้เอกชนดำเนินการต่อ ก่อนจะปิดการใช้งานในปี 2441

 

กรมพระยาวชิรญาณวโรรส.jpg

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์

2 สิงหาคม พ.ศ.2464 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า องค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สิ้นพระชนม์ รวมพระชนมายุ 60 พรรษา ทรงดำรงตำแหน่งพระสังฆราช 10 ปี 7 เดือน กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2403 พระนามเดิมคือ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ ทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลีเมื่อพระชนมายุ 8 พรรษา ทรงศึกษาอยู่จนสามารถแปลธรรมบทได้ และทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับครูฝรั่งเมื่อพระชนมายุ 12 พรรษา นอกจากนี้ยังทรงศึกษาโหราศาสตร์กับครูที่เชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์มาแต่พระชนม์ยังน้อย ทรงผนวชเป็นสามเณรตามราชประเพณี ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อพระชนมายุ 14 พรรษา ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ 2 เดือนเศษ จึงทรงลาผนวช ครั้นพระชนมายุ 20 พรรษาก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จมาจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จากนั้นได้เสด็จไปจำพรรษาที่ 2 ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม ในสำนักของ พระจันทโคจรคุณ (ยิ้ม) และได้ทรงทำ "ทัฬหีกรรม” อุปสมบทซ้ำอีกครั้งหนึ่งตามธรรมเนียมนิยมของพระสงฆ์ธรรมยุต หลังจากทรงแปลพระปริยัติธรรมได้เป็นเปรียญ 5 ประโยคแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาพระอิศริยยศเป็น “กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส” ทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะรองในธรรมยุตินิกายเมื่อปี 2424 เมื่อ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สิ้นพระชนม์ในปี 2434 รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงครองวัดบวรนิเวศวิหารสืบต่อ นับเป็นเจ้าอาวาสพระองค์ที่ 3 อีกสองปีต่อมารัชกาลที่ 5 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต จากนั้นก็ได้ทรงเริ่มพัฒนากิจการพระศาสนาที่สำคัญคือ ทรงสนับสนุนให้ภิกษุสามเณรที่บวชใหม่เล่าเรียนพระธรรมวินัยในภาษาไทย ต่อมาได้แพร่หลายออกไป พระองค์จึงได้ทรงกำหนดให้เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับคณะสงฆ์ในเวลาต่อมา ที่เรียกว่า "นักธรรม” ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของคณะสงฆ์สืบมาจนปัจจุบัน ทรงจัดตั้ง มหามกุฎราชวิทยาลัย ในปี 2436 เป็นการทรงริเริ่มจัดการศึกษาของภิกษุสามเณรแบบใหม่ คือ เล่าเรียนพระปริยัติธรรมประกอบกับวิชาการอื่นๆ ที่เอื้อต่อการสั่งสอนพระพุทธศาสนา ให้เป็นสถานศึกษาของภิกษุสามเณรและกุลบุตร ปีต่อมาทรงออกนิตยสาร “ธรรมจักษุ” จากนั้นทรงขยายการศึกษาออกไปยังหัวเมืองทั่วประราชอาณาจักร โดยให้วัดเป็นโรงเรียนให้พระเป็นครู นับเป็นการวางรากฐานการศึกษาระดับประถมศึกษาของไทย นอกจากนี้ยังทรงจัดระเบียนการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง "สมเด็จพระสังฆราช” ในปี 2453 ภายหลังได้ทรงประชวรเป็นวัณโรคและสิ้นพระชนม์ในที่สุด

 

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์.jpg

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ เสียชีวิต

2 สิงหาคม พ.ศ.2465 อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ (Alexander Graham Bell) นักประดิษฐ์ชาวสกอต เสียชีวิต เบลล์เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2390 ที่เมืองเอดินเบิร์ก ประเทศสกอตแลนด์ เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก (University of Edinburgh) แต่สำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ตอนอายุ 23 ปีเขาย้ายไปอยู่ที่แคนนาดา และเริ่มศึกษาเรื่องเสียงและการได้ยินของมนุษย์ ภายหลังได้ย้ายไปเป็นศาสตราจารย์ด้านการออกเสียง (Elocution) ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ประเทศอเมริกา เขาประดิษฐ์ โทรศัพท์ (Telephone) และจดลิขสิทธิ์ในปี 2419 ต่อมาได้ก่อตั้งบริษัท เบลล์ เทเลโฟน (Bell Telephone company) ระยะหลังเขาประสบความสำเร็จทางธุรกิจจึงก่อตั้ง "สมาคมแนะนำและสอนคนหูพิการแห่งอเมริกา" (American Association to Promote the Teaching of Speech to Deaf) ในปี 2466 ภายหลังได้มีการตั้งชื่อหน่วยวัดความดังของความเข้มเสียงว่า เดซิเบล (Decibel : Db) เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

 

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์.jpg

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นเป็นผู้นำของเยอรมนี

2 สิงหาคม พ.ศ.2477 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ขึ้นเป็นผู้นำของเยอรมนี ฮิตเลอร์ขยับสถานะตนเองจากนายสิบในสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากเยอรมนีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามและต้องลงนามใน สนธิสัญญาแวร์ซายส์ (The Treaty of Versailles) ซึ่งบังคับให้ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก ถูกลดกำลังทหาร ประชาชนตกงาน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ส่งผลให้เศรษฐกิจตกของประเทศตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ฮิตเลอร์เริ่มเรืองอำนาจเป็นหัวหน้าพรรคนาซี (NAZI) และเป็นผู้นำเยอรมนีในที่สุด ฮิตเลอร์จึงเริ่มสะสมอาวุธ สร้างกองกำลังทหาร ฟื้นฟูเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในประเทศครั้งใหญ่ จากนั้นก็เข้ายึดครองประเทศออสเตรียและเชกโกสโลวะเกีย และเคลื่อนทัพเข้าสู่โปแลนด์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2482 ส่งผลให้ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามต่อเยอมนี กลายเป็น สงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) จากนั้นฮิตเลอร์ได้นำกองทัพเยอรมันและฝ่ายอักษะยึดครองยุโรปได้เกือบทั้งทวีป และใช้นโยบายด้านเชื้อชาติฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปอย่างน้อย 11 ล้านคน เป็นชาวยิวประมาณ 6 ล้านคน ในช่วงท้ายของสงคราม วันที่ 30 เมษายน 2488 ฮิตเลอร์จบชีวิตโดยการฆ่าตัวตายพร้อมภรรยา เอวา บราวน์ (Eva Braun) ในหลุมหลบภัยที่กรุงเบอร์ลินเพื่อหนีการถูกจับเป็นเชลย

 

สงครามอ่าวเปอร์เซีย-horz.jpg

วันเริ่มต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซีย

2 สิงหาคม พ.ศ.2533 สงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf War) เปิดฉากขึ้น เมื่อประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน (Suddam Hussein) แห่งอิรักออกคำสั่งให้กองกำลังทหารประมาณ 122,000 นาย พร้อมด้วยรถถังประมาณ 900 คันบุกยึด ประเทศคูเวต (Kuwait) อย่างเงียบเชียบ เนื่องจากอิรักต้องการแหล่งน้ำมันของคูเวตและอ้างว่าคูเวตเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก ซึ่งทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งเรื่องพรมแดนมานาน จากนั้นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ประณามการรุกรานและประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแก่อิรัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิรักถอนกำลังออกจากคูเวตภายในวันที่ 15 มกราคม 2534 เมื่อครบกำหนดเส้นตาย จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกานำกองกำลังผสม 34 ชาติของสหประชาชาติ เปิดฉากโจมตีอิรักและคูเวตทางอากาศเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2534 กองกำลังพันธมิตรร่วมมือโจมตีอิรักอย่างต่อเนื่องด้วยยุทธการ “พายุทะเลทราย” (Desert Storm) จากนั้นกองกำลังพันธมิตรได้เปิดฉากการโจมตีภาคพื้นดินต่ออิรักจนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในวันที่ 12 เมษายน 2534 สงครามครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต โดยทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์ฝ่ายอิรักเสียชีวิตประมาณ 200,000 ศพและบาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน ส่วนฝ่ายสหประชาชาติเสียชีวิตประมาณ 378 ศพและบาดเจ็บอีกประมาณ 1,000 คน

 

 

ข้อมูล: guru.sanook