วันนี้ในอดีต : 7 สิงหาคม

 

มาตา ฮารี.jpg

วันเกิด มาตา ฮารี นางระบำชาวเนเธอร์แลนด์

7 สิงหาคม พ.ศ.2419 วันเกิด มาตา ฮารี (Mata Hari) นางระบำชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้แฝงตัวเป็นจารสตรีสองหน้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นามจริงคือ มาร์กาเรเท เกอร์ทรูด เซลเล (Margaretha Geertruida (Grietje) Zelle) เกิดที่เมืองลีวาร์เดน (Leeuwarden) ในจังหวัดฟรีส์แลนด์ (Friesland) ตอนอายุ 15 ปี มารดาเสียชีวิต บิดากลายเป็นบุคคลล้มละลาย เธอแต่งงานกับทหารเรือตอนอายุ 18 ปี ภายหลังต้องย้ายตามสามีไปประจำการที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย และมีลูกด้วยกันสองคน ที่นี่เธอได้ศึกษาการร่ายรำศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู จากวัดในเกาะชวา แล้วพัฒนาลีลาเป็นของตนเอง โดยร่ายรำม้วนลำตัวแสดงลักษณะความเป็นหญิง ในลักษณะคล้ายคลึงกับระบำหน้าท้อง เธออธิบายการเต้นรำของตัวเองว่าเป็น “บทกวีอันศักดิ์สิทธิ์ โดยการเคลื่อนไหวแต่ละลีลาเป็นเสมือนคำที่ขีดเส้นใต้ไว้ด้วยดนตรี” ปี 2446 เธอกับครอบครัวเดินทางกลับเนเธอร์แลนด์ เธอหย่ากับสามีแล้วย้ายไปยังกรุงปารีส ฝรั่งเศส ทำงานในคณะละครสัตว์ และเป็นนางแบบให้จิตรกรเขียนภาพ ปี 2448 เธอเริ่มมีชื่อเสียงจากลีลาการเต้นที่พัฒนาขึ้นมาเอง ซึ่งเรียกว่า "ระบำแห่งโอเรียนต์” (Oriental-style Dancer) จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อเป็น "มาตา ฮารี” ซึ่งเป็นภาษาอินโดนีเซียแปลว่า "ดวงตาแห่งวัน” หรือ “ดวงตาวัน” คืนหนึ่งเธอได้เปิดแสดงที่พิพิธภัณฑ์กุยเมต์ (Guimet Museum) ส่งผลให้เธอโด่งดังในชั่วข้ามคืน ด้วยลีลาการเต้นที่แสนยั่วยวน มีเสน่ห์ ลึกลับ น่าหลงไหล (exotic) เธอป็นนางแบบที่ถูกถ่ายภาพลงหนังสือจนโด่งดังไปทั่วปารีส เธอประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเป็นทั้ง “นาฏศิลปิน”, “อิสรชน” หรือ “โบฮีเมียน” (Bohemians) เดินทางไปแสดงหลายประเทศในยุโรป แต่ขณะเดียวกันเธอก็มีความสัมพันธ์กับผู้ชายไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะคนชั้นสูงทั้งทหาร ข้าราชการ และนักการเมือง ทั้งชาวฝรั่งเศส รัสเซียและเยอรมัน ในที่สุดเธอก็ถูกจับที่ปารีส ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2460 ถูกสืบสวนพบว่า เธอเป็นสายลับหรือจารชนให้กับทั้งฝ่ายมหาอำนาจกลางและฝ่ายพันธมิตร โดยนอนกับนายทหารระดับสูงเพื่อล้วงความลับให้ฝ่ายตรงข้าม ในที่สุดก็ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการยิงเป้าเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2460 ขณะอายุ 41 ปี

 

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์.jpg

วันสิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์

7 สิงหาคม พ.ศ.2463 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาตลับ ทรงเป็นต้นตระกูล "รพีพัฒน์" ประสูติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2417 ทรงเป็นพระราชโอรสรุ่นแรกที่เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2428 ร่วมกับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์), กรมหลวงปราจิณกิติบดี (พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม) และกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช) ทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมในกรุงลอนดอนเป็นเวลา 3 ปี ก่อนสอบเข้าเรียนนิติศาสตร์ที่สำนักไครส์เชิช มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ตั้งแต่พระชันษาเพียง 18 ปี และเรียนจบได้เกียรตินิยมภายในเวลา 3 ปี หลังจากนั้นพระองค์จึงกลับมาทำงานที่เมืองไทย โดยทรงเริ่มรับราชการในสำนักราชเลขาธิการ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ทรงประกอบพระกรณียกิจที่เป็นคุณประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวงการกฎหมายไทยและศาลสถิตยุติธรรม ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทรงปรับปรุงศาลยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทรงจัดตั้งศาลมณฑลและศาลจังหวัดทั่วประเทศ ทรงเป็นประธานกรรมการตรวจชำระกฎหมาย ประมวลขึ้นเป็น "กฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ.127" (พ.ศ. 2451) ทรงรวบรวมและแต่งตำราคำอธิบายกฎหมายลักษณะต่างๆ มากมาย ทรงตั้ง "โรงเรียนกฎหมาย" เปิดสอนวิชากฎหมาย โดยทรงสอนวิชากฎหมายด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นกรรมการตรวจตัดสินความฎีกาซึ่งเทียบได้กับศาลฎีกาในปัจจุบัน ในปี 2443 ทรงตั้งกองพิมพ์ลายมือขึ้น สำหรับตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาในคดีอาญา และทรงดำรงตำแหน่ง ขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ จึงได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่ กรุงปรารีส ประเทศฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่นั่น รวมพระชนมายุได้ 47 พรรษา ภายหลังทรงได้รับการยกย่องเป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" และนักกฎหมายต่างถือกันว่าวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันรพี"

 

รพินทรนาถ ฐากูร.jpg

รพินทรนาถ ฐากูร มหากวีชาวอินเดียถึงแก่กรรม

7 สิงหาคม พ.ศ.2484 รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) มหากวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอินเดีย ถึงแก่กรรม ท่านเกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2404 ในตระกูลพราหมณ์ที่มั่งคั่งในเมืองกัลกัตตา ท่านเริ่มเขียนบทกวีตอนอายุ 8 ขวบ อายุ 16 ปีหนังสือรวมบทกวีเล่มแรกได้รับการตีพิมพ์ และเริ่มเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายมาตั้งแต่นั้น ในปี 2421 บิดาก็ส่งท่านไปเรียนกฎหมายที่อังกฤษ กลับอินเดียในปี 2423 หลังจากแต่งงานตอนอายุ 22 ปีท่านก็เริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจัง ท่านเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วอินเดีย และมีโอกาสได้เดินทางยุโรป อเมริกา และเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศสยามด้วย ในปี 2464 ท่านก่อตั้ง มหาวิทยาลัยวิศวภารตี (Visva-Bharati University) ที่เมืองศานตินิเกตัน แคว้นเบงกอลตะวันตก เพื่อทดลองการเรียนการสอนแบบใหม่ โดยนั่งเรียนและสอนกันใต้ต้นไม้ ท่านมีความสามารถมากมายทั้งนักเขียน ศิลปิน กวี นักดนตรี นักประพันธ์เพลง นักปราชญ์ นักการศึกษา จนกระทั่งชาวอินเดียขนานนามว่า “คุรุเทพ” ท่านเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ในปี 2456 จากผลงานเรื่อง "คีตาญชลี” (Gitanjali) งานเขียนที่มีชื่อเสียงเล่มอื่นๆ ของท่านได้แก่ "หิ่งห้อย” (Fireflies), "จันทร์เสี้ยว” (The Crescent Moon), "Ghare Baire” (The Home and the World) ทางด้านการเมือง ท่านเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านจักรวรรดินิยม และสนับสนุนชาตินิยมอินเดีย แม้ท่านจะเกิดในวรรณพราหมณ์ซึ่งนับถือพระเจ้า แต่พระเจ้าของท่านมิใช่แค่พระเจ้าในศาสนาฮินดู แต่คือธรรมชาติ ท่านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ทำงานที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และมีคุณค่าต่อมนุษยชาติตราบจนทุกวันนี้

 

พรรคคอมมิวนิสต์.jpg

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

7 สิงหาคม พ.ศ.2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เริ่มปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว ตำบลเรณุนคร จังหวัดนครพนม ซึ่งต่อมาเรียกวันนี้ว่า "วันเสียงปืนแตก" นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคกับรัฐบาล ทั้งนี้ พคท. ก่อตั้งในปี 2485 โดยมีนโยบายหลักๆ คือต้องการสร้างสังคมใหม่ที่ผู้คนอยู่ด้วยกันอย่างเสมอภาค ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ ได้ดำเนินงานทางการเมืองมาตลอดทั้งใต้ดินและบนดิน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พคท. สามารถออกมาเคลื่อนไหวได้เปิดเผย และได้ส่ง สส. ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ภายหลังการรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2490 ที่ฝ่ายทหารได้ทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์ สมาชิกพรรคจำนวนมากถูกจับ ทำให้พรรคต้องยุติการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย แล้วมุ่งสู่ชนบทเพื่อหาแนวร่วมจากประชาชนระดับล่าง ในที่สุดจึงต้องจับอาวุธขึ้นสู้กับฝ่ายรัฐบาล หลังจาก “วันเสียงปืนแตก” เป็นต้นมา การต่อสู้ก็ดำเนินเรื่อยมา รัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร ใช้นโยบาย “การทหารนำการเมือง” มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงทั่วทุกภาค ภายหลังเหตุการณ์ "6 ตุลา 19" นักศึกษา ปัญญาชนหลายพันคนได้ตัดสินใจเข้าป่าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ส่งผลให้พรรคเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ภายในพรรคก็เกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างสมาชิกรุ่นเก่ากับสมาชิกรุ่นใหม่ รัฐบาลก็แก้เกมการเมืองได้อย่างทันท่วงที โดยหันไปสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน ผู้ให้การช่วยเหลือรายใหญ่ของพรรคในเวลานั้น จีนต้องยุติการช่วยเหลือแก่พรรค รัฐบาลไทยหันมาใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ประกาศ "นโยบาย 66 / 2523" อันมีสาระสำคัญให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อพัฒนาชาติไทย ไม่เอาผิดกฎหมายกับคนที่เข้าป่าจับอาวุธสู้กับรัฐ มีโครงการแจกที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านที่ออกมามอบตัว ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนออกมามอบตัวกันเกือบหมด ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตกต่ำและล่มสลายลงในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา

 

 

ข้อมูล: guru.sanook