วันนี้ในอดีต : 31 สิงหาคม

 

แฮร์มันน์ วอน.jpg

วันเกิด แฮร์มันน์ วอน เฮล์มโฮลทซ์

31 สิงหาคม พ.ศ.2364 วันเกิด แฮร์มันน์ วอน เฮล์มโฮลทซ์ (Hermann Ludwig Ferdinand von Helmholtz) แพทย์และนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน เกิดที่เมืองโพตส์ดาม พ่อเป็นครูสอนภาษาเยอรมัน ปรัชญา คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ที่โรงเรียนมัธยมในเมือง ตอนเด็กๆ เขาชอบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และสามารถสอบชิงทุนได้เรียนแพทย์ที่ Friedrich Wilhelm Institute of Medicine and Surgery นอกจากตั้งในเรียนในสายวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังแล้ว เฮล์มโฮลทซ์ยังชอบอ่านกวีนิพนธ์ของเกอเธ่ และปรัชญาของคานท์ด้วย หลังจากเรียนจบเขาได้เป็นศัลยแพทย์ประจำกองทัพ ระหว่างนั้นก็ทำงานวิจัยมาตลอด ในปี 2390 เขาเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "conservation of energy” ซึ่งมีใจความว่า พลังงานไม่สูญหายและพลังงานในจักรวาลมีค่าคงตัว แม้เขาจะไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบพลังงาน แต่เขาเป็นคนแรกที่เขียนกฎนี้ออกมาในรูปของสมการ และพิสูจน์ความถูกต้องโดยการทดลอง กฎทรงพลังงานของเฮล์มโฮลทซ์ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีมุมมองธรรมชาติในรูปแบบใหม่ จึงนับได้ว่ากฎของเขาได้ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ครั้งใหญ่ จากนั้นเขาก็ถูกดึงตัวไปเป็นอาจารย์กายวิภาคศาสตร์ที่ Academy of Arts แห่งกรุงเบอร์ลิน ไม่นานก็ได้ดำรงตำแหน่งทางศาสตราจารย์ทางสรีรวิทยา นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาทดลองเรื่องระบบประสาทของมนุษย์และสามารถวัดความเร็วของสัญญาณประสาทได้เป็นครั้งแรก จากนั้นเขาก็ได้ศึกษาทางเดินของแสงในเลนส์ตา และจอรับภาพในตา รวมถึงการใช้สมองแปลความหมายของสิ่งที่เห็น ในปี 2394 เขาประดิษฐ์ "Ophthalmoscope” เครื่องตรวจสอบสภาพภานในดวงตา ซึ่งจักษุแพทย์ยังใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ จากนั้นในปี 2406 เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง "Theory of the Sensations of Tone” อธิบายเรื่องการได้ยินว่า เมื่อหูได้รับพลังกระตุ้นจากภายนอก หูจะทำงานโดยการส่งสัญญาไฟฟ้าไปที่สมอง แล้วสมองแปลความหมายของสัญญาณที่ได้รับอีกทอดหนึ่ง ในระหว่างทำงานอยู่ที่เบอร์ลินเขาได้แปลความหมายของสมการแม่เหล็กไฟฟ้าของแม็กซ์เวลล์ (Electromagnetism, Maxwell’s equations) ทำให้โลกรู้ว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ระหว่างเดินทางไปอเมริกาโดยทางเรือ เขาเมาคลื่นจนตกบันไดศรีษะฟาดพื้น จากนั้นสุขภาพก็เริ่มทรุดโทรม เป็นอัมพฤกษ์และเส้นเลือดในสมองอุดตัน เสียชีวิตในวันที่ 12 กรกฎาคม 2437

 

แจ็ค เดอะ ริปเปอร์.jpg

แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ ลงมือสังหารเหยื่อรายแรก

31 สิงหาคม พ.ศ.2431  แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ (Jack The Ripper) เริ่มลงมือสังหารเหยื่อรายแรกคือ แมรี แอนน์ นิโคลส์ (Mary Ann Nichols) โดยพบศพของแมรีถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมที่บริเวณถนนบัคส์โรว์ (Buck’s Row) ทั้งนี้ “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” หรือ “แจ็คนักเชือด” เป็นสมยานามของฆาตกรต่อเนื่อง (Serial Killer) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก ที่สังหารโสเภณีในลอนดอนติดต่อกันอย่างน้อย 5 คนในช่วงทศวรรษที่ 1880 แม้จะมีการสอบสวนสืบสวน และคาดเดาลักษณะของฆาตกรไปต่างๆ นานา แต่เขาก็ไม่เคยถูกจับตัวได้ ชื่อ “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” ปรากฎครั้งแรกในท้ายจดหมายทีถูกส่งมายังสำนักข่าวในอังกฤษ โดยอ้างตัวว่าเป็นฆาตกรในคดีดังกล่าว คดีฆาตกรรมต่อเนื่องของเขาเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก มีการลงข่าวในหนังสือพิมพ์ จนภายหลังก็มีการนำเรื่องความลึกลับซับซ้อนในการฆาตกรรมของเขามาแต่งเป็นหนังสือและสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง จนกลายเป็นเรื่องโรแมนติกและทำให้คนทั่วไปต้องการไขปริศนามาตลอดร้อยปีที่ผ่านมา

 

โทมัส อัลวา เอดิสัน.jpg

โทมัส อัลวา เอดิสัน จดสิทธิบัตรเครื่องฉายภาพยนตร์รุ่นแรกของโลก

31 สิงหาคม พ.ศ.2440 โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน จดสิทธิบัตร คิเนโตสโคป (kinetoscope) เครื่องฉายภาพยนตร์รุ่นแรกของโลก อีก 6 ปีต่อมาได้มีการใช้กล้องของเอดิสันถ่ายภาพยนตร์เรื่องแรกคือ The Great Train Robbery ความยาวประมาณ 8 นาที ถ่ายภาพโดย เอ็ดวิน เอส. พอร์ทเตอร์ (Edwin S. Porter)

 

รามอน แมกไซไซ.jpg

วันเกิด รามอน แมกไซไซ ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์

31 สิงหาคม พ.ศ.2450 วันเกิด รามอน แมกไซไซ (Ramon del Fierro Magsaysay) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ เกิดที่จังหวัดแซมบาเลส (Zambales) ประเทศฟิลิปปินส์ในสมัยที่ยังเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา พ่อเป็นช่างเหล็ก ส่วนแม่เป็นครู แมกไซไซเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ภายหลังย้ายไปเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ไปจบบริหารธุรกิจที่ Jose Rizal College เริ่มทำงานเป็นช่างเครื่องที่บริษัทขนส่งในเมืองมนิลา ในระยะแรกบริษัทขาดทุนจนเกือบจะล้มละลาย แต่แมกไซไซได้เสนอวิธีทำงานแบบใหม่และมาตรการป้องกันการคอรัปชั่น ส่งผลให้บริษัทเริ่มกลับมาได้กำไร ในที่สุดเขาก็ได้เป็นผู้จัดการทั่วไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นในฟิลิปปินส์ เขาได้เข้าร่วมในกองทัพจนกระทั่งสงครามสงบ อเมริกาคืนเอกราชให้ฟิลิปปินส์ และแต่งตั้งให้แมกไซไซเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองแซมบาเลส จากนั้นเขาก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกสองสมัย ในปี 2493 ประธานาธิบดีคิริโน (Elpidio Rivera Quirino) ก็ได้แต่ตั้งให้แมกไซไซเป็นเลขานุการของฝายป้องกันอาณาจักร (National Defense) และสามารถปราบปรามกองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ โดยการส่งทหารลงไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชนบท ในที่สุดก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2496 ดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 16 มีนาคม 2500 ปีต่อมาก็ได้มีการก่อตั้ง "มูลนิธิรางวัล รามอน แมกไซไซ" (Ramon Magsaysay Award Foundation) เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ประธานาธิบดีรามอน ซึ่งเป็นแบบอย่างของผู้ที่อุทิศตนทำงานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นกองทุนของ "รางวัลรามอน แมกไซไซ" (Ramon Magsaysay Award) ให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม รางวัลแมกไซไซนี้เปรียบเสมือนกับรางวัลโนเบลแห่งเอเชีย โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขาได้แก่ บริการรัฐกิจ, บริการสาธารณะ, ผู้นำชุมชน, วารสารศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์, สันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และ ผู้นำในภาวะฉุกเฉิน มีพิธีมอบรางวัลเป็นประจำในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

 

มาเลยเซีย.jpg

ประเทศมาเลเซีย ได้รับเอกราชจากอังกฤษ

31 สิงหาคม พ.ศ.2500 ประเทศ มาเลเซีย (Malaysia) ได้รับเอกราชจากอังกฤษ หลังจากที่ถูกยึดเป็นอาณานิคมมาตั้งแต่ปี 2329 ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมด 329,750 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 13 รัฐ แบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วน คือมาเลเซียตะวันตก บริเวณคาบสมุทรมาเลย์ ประกอบด้วย 11 รัฐ และส่วนของมาเลเซียตะวันออกมี 2 รัฐ อยู่ติดกับประเทศบรูไนและอินโดนีเซีย เมืองหลวงคือกัวลาลัมเปอร์ มีประชากรประมาณ 29,920,000 คน (พ.ศ.2549) มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมาก โดยประกอบด้วยชาติพันธุ์มาเลย์ จีน อินเดีย ชนพื้นเมือง ไทยและอื่นๆ ประชากร 55% นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ 25% ศาสนาคริสต์ 13% และฮินดูอีก 7% ใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ ใช้เงินสกุลริงกิต รัฐธรรมนูญของมาเลเซียได้บัญญัติให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ พร้อมให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม อาทิ ได้รับเงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณะสุข การคลอดบุตร งานแต่งงานและงานศพ มาเลเซียปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Yang-diPertuan Agong) เป็นประมุข ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากเจ้าผู้ปกครองรัฐ 9 แห่ง และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลสหพันธรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แร่ดีบุก (อันดับหนึ่งของโลก) สินค้าการเกษตรโดยเฉพาะยางพารา และข้าวเจ้า

 

เจ้าหญิงไดอานา.jpg

เจ้าหญิงไดอานา เสียชีวิตที่กรุงปารีส

31 สิงหาคม พ.ศ.2540 เจ้าหญิงไดอานา (Diana, Princess of Wales) ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียชีวิตที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะอายุได้ 36 ปี พร้อมกับ โดดี อัล ฟาเย็ต (Dodi Al Fayed) คนรักและคนขับรถ หลังจากถูกรถมอเตอร์ไซค์ของนักข่าวไล่ตามด้วยความเร็วสูง จนกระทั่งรถยนต์ของพระองค์เสียหลักและประสบอุบัติเหตุ การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาได้กลายเป็นกรณีตัวอย่างของการรุกรานสิทธิส่วนบุคคลโดยสื่อมวลชน ข่าวการเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอานาได้สร้างความสะเทือนใจต่อคนทั่วโลก และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างกว้างขวาง

 

 

ข้อมูล: guru.sanook