วันนี้ในอดีต : 19 กันยายน

 

พระปฐมเจดีย์.jpg

รัชกาลที่ 4 ทรงเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์

19 กันยายน พ.ศ.2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ หลังจากทิ้งรกร้างมานาน

 

ประพาสพิพิธภัณฑ์.jpg

รัชกาลที่ 5 ทรงเปิด ประพาสพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก

19 กันยายน พ.ศ.2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของสยามคือ "มิวเซียมหลวง" (Royal Museum) ให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวังชั้นนอก สิ่งของที่นำมาแสดงมีทั้งโบราณวัตถุและศิลปวัถุที่ทรงรวบรวมไว้ มีทั้งสัตว์สตัฟ เครื่องอาวุธโบราณ เครื่องทรง และสิ่งของพระมหากษัตริย์ นำมาเปิดให้ประชาชนเข้าชม ทั้งนี้กิจการพิพิธภัณฑ์ของสยามเริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยทรงริเริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ที่พระที่นั่งราชฤดี แล้วทรงย้ายไปที่ "พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์” ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศ ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ทรงรวบรวมไว้เมื่อครั้งทรงผนวช และเครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศ แต่ยังมิได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ก็ได้ทรงเปิดมิวเซียมหลวงให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกในการเฉลิมพระชนมายุครบ 21 พรรษา ต่อมาในปี 2430 ทรงย้ายมิวเซียมหลวงไปอยู่ตั้งที่พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ซึ่งเป็นบริเวณ "พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร” ปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ในปี 2538 คณะรัฐมนตรีจึงได้ประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปีเป็น "วันพิพิธภัณฑ์ไทย”

 

ฮวน เปรอง.jpg

ประธานาธิบดี ฮวน เปรอง แห่งอาร์เจนตินา ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่ง

19 กันยายน พ.ศ.2498 หลังจากปกครองประเทศมาหลายปี ประธานาธิบดี ฮวน เปรอง แห่งอาร์เจนตินา ก็ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่ง

 

จอมพลถนอม.jpg

จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับจากสิงคโปร์ หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16

19 กันยายน พ.ศ.2519 จอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือด เดินทางจากกลับเข้าเข้าประเทศไทย ด้วยการบวชเป็นสามเณรมาจากประเทศสิงคโปร์ มาอุปสมบทเป็นเป็นภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยอ้างว่าต้องการบวชให้บิดาที่กำลังจะเสียชีวิต หลังจากเดินทางออกนอกประเทศหลังเหตุการณ์ "14 ตุลา 16” การกลับมาคราวนี้ส่งผลให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาและประชาชนได้ออกมาชุมนุมเพื่อขับไล่จอมพลถนอมกลับนอกประเทศ และประท้วงคณะสงฆ์วัดบวรฯ จากนั้นกลุ่มฝ่ายขวาที่ต่อต้านนักศึกษา เช่น กลุ่มกระทิงแดง, กลุ่มนวพล, กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน, กลุ่มพิทักษ์ชาติไทย ก็ออกมาประณามกลุ่มนักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ต้องการทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในทีสุดก็ยกกำลังมาปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝ่ายทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวณชายแดนก็เข้ามาปิดล้อมและทำการปราบปรามนักศึกษากลายเป็นเหตุการณ์นองเลือด "6 ตุลา 19” ทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูระบุว่า 530 บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ถูกจับกุมข้อหากบฎ 3,094 คน กลายเป็นบาดแผลในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาจนปัจจุบันนี้

 

รัฐประหาร.jpg

รัฐประหารในประเทศไทย 19 กันยายน พ.ศ.2549

19 กันยายน พ.ศ.2549 คณะทหารในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คปค. ให้เหตุผลที่ต้องยึดอำนาจว่า มีการทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อน, การใช้อำนาจในทางมิชอบ, การละเมิดจริยธรรมคุณธรรมของผู้นำประเทศ, การแทรกแซงองค์กรอิสระ, การละเมิดสิทธิเสรีภาพ และการบ่อนทำลายความสามัคคีของคนในชาติ รัฐประหารครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 10 ของไทย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และไร้การสูญเสียเลือดเนื้อ ทั้งนี้ข่าวลือเรื่องทหารเตรียมการยึดอำนาจเริ่มตั้งแต่ตอนสาย ถึงตอนบ่ายกำลังทหารจากต่างจังหวัดก็เคลื่อนกำลังเข้าประจำการในกรุงเทพฯ ในตอนค่ำกำลังพลติดอาวุธพร้อมรถถัง ฮัมวี่ และยีเอ็มซีก็บุกเข้ายึดสถานีวิทยุโทรทัศน์และตรึงกำลังอยู่ตามสถานที่สำคัญๆ ทั่วกรุงเทพฯ ในเวลา 22.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณได้ชิงออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต กทม. สั่งปลด พล.อ.สนธิ แต่ยังประกาศไม่ทันจบ ทหารก็บุกเข้ามาตัดสัญญาณและออกประกาศการเข้ายึดอำนาจ จากนั้นก็ได้ออกประกาศ คปค. ฉบับต่างๆ ออกมา อาทิ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวโดยให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้น คปค. ก็ถอยไปอยู่ในฐานะ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) คอยดูแลรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศและเร่งกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี จากนั้นจะเลือกตั้งใหม่ภายในปี 2550 รัฐประหารครั้งนี้ก่อให้เกิดปฏิกริยาแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายที่เห็นว่าประเทศชาติถึงจุดวิกฤติแล้ว รัฐประหารคือทางออกเดียวที่เหลืออยู่ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นการตัดตอนกระบวนการประชาธิปไตยไทย เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ชื่อว่าเป็นของประชาชนมากที่สุด และนับเป็นการสูญเสียประชาธิปไตยอีกครั้งในรอบ 15 ปี หลังจากรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2535

 

 

ข้อมูล: guru.sanook