วันนี้ในอดีต : 29 กันยายน

 

วันเกิด จาโคโป โรบัสตี จิตรกรคนสุดท้ายแห่งยุคเรอเนซองส์

29 กันยายน พ.ศ.2061 วันเกิด จาโคโป โรบัสตี (Jacopo Robusti) หรือ "ตินโตเร็ตโต" (Tintoretto) จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่คนสุดท้ายแห่งยุคเรอเนซองส์ เกิดที่เมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี เป็นบุตรคนหัวปีในจำนวนพี่น้อง 21 คน บิดาเป็นช่างย้อมผ้า ซึ่งภาษาอิตาเลียนเรียกว่า "tintore" เด็กชายโรบัสตีจึงมีชื่อเล่นว่า "Tintoretto" ซึ่งแปลว่า “บุตรของช่างย้อมผ้า” เขาชอบวาดรูปโดยขีดเขียนผนังบ้านมาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 12 ขวบบิดาพาไปฝึกงานกับ ติเตียน (Titian) จิตรกรใหญ่แห่งเมืองเวนิซ แต่เรียนได้เพียง 10 วันก็ถูกไล่ออก หลายคนคิดว่าคงเป็นเพราะติเตียนในวัย 56 ปีรู้สึกริษยาความสามารถของตินโตเร็ตโต แต่บางคนก็คิดว่า ฝีมือตินโตเร็ตโตแสดงความเป็นอิสระที่ไม่ต้องการครูใดๆ มาสอน ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ฝึกฝนวาดภาพโดยการศึกษาผลงานของมิเกลันเจโลและติเตียน เขามีคติว่า “จงใช้สีเยี่ยงติเตียน และจงวาดลายเส้นเยี่ยงมิเกลันเจโล” ("Michelangelo’s design and Titian’s color") ภายหลังฝีมือของเขาแก่กล้าเทียบเท่าติเตียน ในบั้นปลายชีวิตจิตรกรร่วมรุ่นต่างก็ยกย่องให้เขาเป็น "มิเกลันเจโลแห่งเวนิซ" เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 3237 ขณะอายุได้ 70 ปีผลงานของตินโตเร็ตโตส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับศาสนา เทพนิยาย ภาพพอร์เทรต และภาพสเก็ตช์ ผลงานชิ้นสำคัญเป็นภาพขนาดใหญ่คือ "The Last Supper”, “The Washing of the Feet”, “The Abduction of the Body of St. Mark"

 

มิกูเอล เด เซร์บานเตส.jpg

วันเกิด มิกูเอล เด เซร์บานเตส นักประพันธ์ชาวสเปน

29 กันยายน พ.ศ.2090 วันเกิด มิกูเอล เด เซร์บานเตส (Miguel de Cervantes) นักประพันธ์ชาวสเปน เจ้าของนิยายคลาสสิกเรื่องยิ่งใหญ่ "Don Quixote de la Mancha" (ดอน กิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน) เซร์บานเตสเกิดที่เมืองอัลกาลา เด เอนาเรส (Alcala de Henares) ทางตะวันออกของสเปน ในครอบครัวชนชั้นสูง เป็นลูกคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องเจ็ดคน เขาติดตามพ่อซึ่งเป็นหมอเร่ร่อนหางานไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วสเปน ได้เข้าเรียนที่กรุงแมดริดเป็นช่วงสั้นๆ ต่อมาได้เป็นเป็นทหารในกองทัพสเปน ในการรบที่สมรภูมิเลปันโต (Battle of Lepanto) เขาบาทเจ็บจนแขนซ้ายพิการ ต่อมาก็ถูกโจรสลัดจับไปเป็นทาสในกรุงแอลเจียส์ (Algiers) เมืองหลวงของประเทศอัลจีเรียอยู่ห้าปี ในที่สุดเขาก็ได้กลับมายังแมดริด ทำงานเสมียนชั่วคราวได้ค่าจ้างน้อยนิด เซร์บานเตสเริ่มเขียนหนังสือในช่วงนี้เอง ผลงานในช่วงแรกๆ มีทั้งบทกวีและเรื่องสั้น แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ในระหว่างนี้เขามีสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน จนในท้ายที่สุด แต่งงานกับลูกสาวชาวไร่ผู้มั่งคั่ง แต่ไม่กี่ปีต่อมาเขากลับทิ้งภรรยา ออกไปใช้ชีวิตเร่ร่อนพเนจรร่วมยี่สิบปี ระหว่างนั้นก็เลี้ยงชีพจากการเก็บค่าเช่าและเป็นตัวแทนจัดซื้อของกองเรือรบสเปน เขามีหนี้สินมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ถูกจำคุกถึงสองครั้ง ขณะติดคุกอยู่ที่เมืองเซวิลล์ (Seville) เขาจึงได้เขียนหนังสือย่างจริงจัง ผลงานชิ้นสำคัญชิ้นแรกได้รับการตีพิมพ์ในปี 2128 คือเรื่อง "La Galatea" จากนั้นเขาก็เริ่มเขียน "ดอน กิโฆเต้ฯ" ในปี 2140 ภาคแรกตีพิมพ์ในปี 2147 ปรากฏว่าเป็นประสบความสำเร็จมาก จากนั้นเซร์บานเตสก็เขียนภาคสองตีพิมพ์ในปี 2156 แม้จะโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทว่าชีวิตก็ยังต้องกระเบียดกระเสียรอยู่นั่นเอง เซร์บานเตสเสียชีวิตในวันที่ 23 เมษายน 2159 วันเดียวกับเชคสเปียร์ “ดอน กิโฆเต้ฯ” เป็นนิยายอัศวินล้อเลียนเสียดสี ตัวเอกเป็นขุนนางต่ำศักดิ์ชราคนหนึ่งแห่งแคว้นลามันช่า ที่คลั่งไคล้นิยายอัศวิน จนในที่สุดก็หาเสื้อเกราะเก่าๆ และขี่ลาแก่ๆ ออกพเนจรไปด้วยอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ที่ต้องการปราบอธรรม พร้อมกับผู้ช่วยชาวนารูปร่างอ้วนชื่อ "ซานโช่ ปันซ่า” (Sancho Panza) ซึ่งหวังว่าสักวันหนึ่ง ดอน กิโฆเต้ประสบความสำเร็จจะได้ยกให้ตนเป็นเจ้าของที่ดิน ระหว่างทางทั้งคู่ถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะ ยิ่งเมื่อดอน กิโฆเต้เข้าโรมรันกับกังหันลม ด้วยคิดว่าเป็นมังกรร้าย ผู้คนต่างหาว่าเขาเป็นบ้า มีแต่เพียงซานโช่เท้านั้นที่ยังศรัทธา จนญาติๆ ต้องออกมาตามหาพาตัวดอน กิโฆเต้กลับบ้าน นิยายเรื่องนี้สะท้อนการต่อสู้ระหว่างโลกในอุดมคติซึ่งมีกิโฆเต้เป็นตัวแทน กับโลกแห่งความจริงซึ่งมีซานโช่เป็นตัวแทน… เป็นนิยายที่ได้รับการยกย่องว่า สามารถทำให้เด็กๆ อ่านแล้วหัวเราะได้ คนหนุ่มสาวอ่านแล้วต้องครุ่นคิด คนแก่อ่านแล้วหลั่งน้ำตา

 

มิเกลันเจโล การาวัจจิโอ.jpg

วันเกิด มิเกลันเจโล การาวัจจิโอ จิตรกรเอกชาวอิตาเลียน

29 กันยายน พ.ศ.2114 วันเกิด มิเกลันเจโล การาวัจจิโอ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) จิตรกรเอกชาวอิตาเลียน ในยุคบาโรก (Baroque) เกิดที่หมู่บ้านการาวัจจิโอใกล้เมืองแบร์กาโม ทางตอนเหนือของอิตาลี ในวัยหนุ่มเขาเป็นผู้มีอารมณ์ร้อนแรง มักจะวิวาทกับบุคคลอื่นเสมอ ตอนอายุ 21 ปีเขาฆ่าคนตายจากการดวลดาบ จึงต้องหลบหนีไปมาระหว่างโรม เนเปิล ซิซิลี และมอลตา เลี้ยงชีพโดยการวาดภาพขายข้างถนน ต่อมาก็ได้รับการอุปถัมภ์จากคหบดีชาวซิซิลี เมื่ออายุได้ 25 ปีการาวัจจิโอได้วาดภาพ “Young Sick Bacchus” ซึ่งเป็นภาพของเด็กหนุ่มสวมมาลัยดอกไม้ ดูเหมือนเทพบุตร ภาพนี้ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นจนได้รับมอบหมายให้วาดภาพ "The Martyrdom of Saint Matthew" ขนาด 3.23 X 3.43 เมตร ภาพที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ดึงดูดคนดูมากถึง 3 แสนคนให้เข้ามาชมในปี 2143 ผลงานส่วนใหญ่ของการาวัจจิโอแสดงอารมณ์รุนแรงและโหดร้าย เสมือนอยากให้คนยอมรับความก้าวร้าวของตน เพราะเขาเป็นคนมีอารมณ์รุนแรงจนควบคุมโทสะไม่ได้อยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังชอบวาดภาพให้มีความสมจริงมาก เช่น วาดรอยตีนกาบนใบหน้า วาดนักบุญเปลือยเท้า ชีวิตในบั้นปลายเขาต้องหลบหนีคดีทำร้ายร่างกายและฆ่าผู้อื่น ในที่สุดก็เสียชีวิตอย่างน่าเวทนาบนชายหาดที่แคว้นทัสแคน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2135 ขณะอายุเพียง 38 ปี ผลงานของการาวัจจิโอได้รับการยกย่องให้เป็นภาพเขียนที่ยิ่งใหญ่ มีการใช้แสงเงาเพิ่มอารมณ์ของภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพของเขามักมีฉากหลังมืดดำ แสดงอารมณ์ความโหดร้ายได้เหมือนจริงยิ่งกว่าภาพถ่ายเสียอีก ผลงานชิ้นสำคัญๆ ได้แก่ "Salome with the Head of John the Baptist”, “The Adoration of the Shepherds”, “The Flagellation” และ "David with the Head of Goliath”

 

เจ้าแก้วนวรัฐ.jpg

วันพระราชสมภพ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9

29 กันยายน พ.ศ.2405 วันพระราชสมภพ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน) ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่ พระนามเต็มคือ “พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ประพัทธอินทนันทพงษ์ ดำรงนทีสันดรเขตต์ ทศลักษเกษตรอุดม บรมราชสวามิภักดิ์ บริรักษ์ปัจฉิมานทิศสุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงษาธิบดี” มีพระนามเดิมว่า "เจ้าแก้ว" ทรงเป็นราชโอรสใน พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 กับ แม่เจ้าเขียวเทวี ประสูติ ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ (บริเวณโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปัจจุบัน) เข้ารับราชการเมื่อปี 2420 เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 15 พรรษา เสด็จขึ้นครองนครเชียงใหม่ในปี 2454 ทรงเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 9 มีสิทธิ์ในการปกครองอย่างเจ้าประเทศราช โดยจะต้องถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองเป็นเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี ทรงนำทหารปราบกบฏพญาผาบในปี 2433 ทรงเป็นนายกองสร้างถนนหลายสาย เพื่อเชื่อมการคมนาคมอำเภอรอบนอกกับในเมือง เช่น ถนนสายสันทราย-ดอยสะเก็ด ปัจจุบันเรียกว่า “ถนนแก้วนวรัฐ” ถนนสายขึ้นดอยสุเทพ โดยร่วมกับ ครูบาศรีวิชัย โดยเจ้าแก้วนวรัฐทรงเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลแก่พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ และทายาทในสกุลเจ้าเจ็ดตนว่า "ณ เชียงใหม่" เจ้าแก้วนวรัฐเสด็จพิราลัยเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2482 รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 28 ปี สิริพระชนมายุได้ 77 พรรษา จากผลงานที่ทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง นามของท่านได้รับการจารึกเพื่อเป็นเกียรติสืบมาคือ สะพานนวรัฐ, สโมสรนวรัฐ, ถนนแก้วนวรัฐ, วัดศรีนวรัฐ และ โรงเรียนศรีนวรัฐ

 

 

ข้อมูล: guru.sanook