วันนี้ในอดีต : 3 ตุลาคม

 

กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ.jpg

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ทรงลงนามในสนธิสัญญาไทยกับฝรั่งเศส

3 ตุลาคม พ.ศ.2436 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทรงลงนามใน "สนธิสัญญาสันติภาพ" เพื่อสงบศึกกับฝรั่งเศส ภายหลังจากที่ไทยปะทะกับเรือรบฝรั่งเศสในเหตุการณ์ "การรบที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา" (The Naval Action at Paknam) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2436 (ร.ศ.112) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติการณ์ ร.ศ.112” หรือ "กรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส ร.ศ.112” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อกองทัพฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ คือ เรือแองกองสตองต์ (Inconstant) และ เรือโกแมต์ (Comete) โดยมีเรือสินค้า "เจ. เบ. เซย์” (Jean Baptist Say) เป็นเรือนำร่อง รุกล้ำฝ่าสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา หมู่ปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและหมู่เรือรบซึ่งเป็นแนวป้องกันของไทยได้ยิงสกัดถูกเรือสินค้าเสียหาย เรือรบของฝรั่งเศสจึงยิงตอบโต้ โดนเรือมกุฎราชกุมารของไทยเสียหาย และทหารไทยเสียชีวิต 8 นายและบาดเจ็บ 40 นาย ส่วนทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 3 นายและบาดเจ็บอีก 3 นาย จากนั้นเรือรบฝรั่งเศสทั้งสองก็แล่นฝ่าเข้ามาที่สถานกงสุลฝรั่งเศส ถนนเจริญกรุง สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวกำหนดให้สยามชดใช้ค่าเสียหายให้ฝรั่งเศสเป็นเงินจำนวน 3 ล้านฟรังก์ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,560,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนในสมัยนั้น) รวมทั้งบังคับให้รัฐบาลสยามยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดถึงเกาะแก่งในแม่น้ำโขงทั้งหมด เป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร และฝรั่งเศสได้ยึดเมืองจันทบุรีไว้ในอารักขานานกว่า 10 ปี (ระหว่างปี 2436-2447) จนกว่าสยามจะชดใช้ค่าเสียหายจนครบ ผลจากกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสครั้งนี้ทำให้สยามต้องเสียดินแดนเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งนับเป็นการเสียเนื้อที่ครั้งใหญ่ที่สุด นักวิชาการในรุ่นหลังเห็นพ้องกันว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เป็นเหตุให้สยามจำต้องสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ คือการขาดแผนที่ ซึ่งระบุเขตแดนของประเทศไว้อย่างชัดเจน ฝ่ายสยามขาดความช่ำชองในการใช้ภาษาอันแยบยลทางการทูตอย่างชาวยุโรป อีกทั้งกองทัพเรือของสยามเพิ่งเริ่มต้นขึ้นจึงต้องจ้างทหารต่างชาติมาช่วย ส่วนทหารของสยามสมัยในสมัยนั้นยังขาดวินัยของทหาร และขาดความช่ำชองในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากตะวันตก แม้จะมีกำลังอาวุธที่พอจะต่อต้านกองกำลังฝรั่งเศสได้ ทั้งปืนใหญ่ และเรือรบอย่าง "เรือพระที่นั่งมหาจักรี" ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนติดปืนอาร์มสตรอง พร้อมระวางขับน้ำ 2,400 ตัน หัวเรือใช้ชนสิ่งกีดขวางได้ ระวางขับน้ำของเรือลำนี้สูงกว่าเรือทั้งสามของฝรั่งเศสรวมกัน แต่เรือที่มีสมรรถนะสูงลำนี้กลับไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบ เพราะมีคำสั่งอย่างเข้มงวดไม่ให้เคลื่อนย้าย เว้นแต่จำเป็นต้องใช้เป็นพระราชพาหนะเท่านั้น

 

หนังสือพิมพ์พราฟดา.jpg

หนังสือพิมพ์พราฟดาของสหภาพโซเวียตถูกก่อตั้งขึ้น

3 ตุลาคม พ.ศ.2451 "พราฟดา” (Pravda) หนังสือพิมพ์แถวหน้าของสหภาพโซเวียต ก่อตั้งขึ้นที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดย เลออน ทร็อตสกี (Leon Trotsky) นักการเมืองสังคมนิยม และ อดอล์ฟ จอฟฟี (Adolph Joffe) และ มัทวีย์ สโกเลเลฟ (Matvey Skobelev) กลุ่มนักสังคมนิยมชาวรัสเซียในกรุงเวียนนา ทร็อตสกีตั้งใจใช้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เสนอข่าวและบทความวิพากษ์วิจารณ์สังคม การเมือง การเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นสูง และความทุกข์ยากของชนชั้นกรรมาชีพ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและมีชีวิตชีวา ไม่นานพราฟดาก็ได้รับความนิยามอย่างมากในรัสเซีย ในปี 2453 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ก็เข้ามาดูแลและใช้เป็นกระบอกเสียงให้กับพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย ก่อนจะปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 15 เมษายน 2455 ภายหลังจากเลนินทำการปฏิวัติรัสเซียสำเร็จในปี 2460 พราฟดาก็เปิดตัวขึ้นอีกครั้งที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดย อเล็กซานเดอร์ ชเลียพนิคอฟ (Alexander Shliapnikov) เมื่อสตาลินเรืองอำนาจก็ขับไล่คณะบรรณาธการเดิมออกไปแล้วเข้ามาเป็นบรรณาธิการแทน ปี 2461 พราฟดาย้ายสำนักงานมาอยู่ที่กรุงมอสโก และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายรัฐบาลคอมมิวนิสต์เรื่อยมา จนกระทั่ง บอริส เยลต์ซิน (Boris Nikolayevich Yeltsin) ประธานาธิบดีคนแรกล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์ เปลี่ยนประเทศเป็นประชาธิปไตยทุนนิยม และสั่งปิดพร้อมยึดทรัพย์สินของพราฟดาในวันที่ 22 สิงหาคม 2534 แต่กลุ่มนักหนังสือพิมพ์เหล่านี้ก็ได้จดทะเบียนพราฟดาฉบับแท็บลอยด์ขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์ถัดมา และต้นปี 2542 ก็ได้ออกหนังสือพิมพ์พราฟดาเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตชื่อ "Pravda Online” ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับแรกของรัสเซีย เผยแพร่ในภาษารัสเซีย อังกฤษ อิตาลเลียน และโปรตุเกส นับได้ว่าพราฟดาเป็นหนังสือพิมพ์คอมมิวนิสต์ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมโซเวียต-รัสเซีย และได้รับความนิยมมากที่สุดฉบับหนึ่ง

 

สมเด็จพระสังฆราช.jpg

วันประสูติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

3 ตุลาคม พ.ศ.2456 วันประสูติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ประสูติที่ อ.เมืองกาญจนบุรี พระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร ปี 2469 บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) จ.กาญจนบุรี เมื่ออายุครบ 20 พรรษาก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุวัดเทวสังฆาราม จ.กาญจนบุรี จากนั้นได้ทรงทำทัฬหีกรรม (ญัตติซ้ำ) เป็นธรรมยุต ที่วัดบวรนิเวศวิหารเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2476 ทรงสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคในปี 2484 อีก 6 ปีต่อมาได้เป็นพระราชาคณะสามัญที่พระโสภนคณาภรณ์ และได้เลื่อนขั้นขึ้นตามลำดับจนได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ลำดับที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532 ท่านได้ทรงงานด้านพุทธศาสนาหลายอย่าง แสดงธรรมเทศนาหลายที่ ทรงเลือกให้เป็นพระอภิบาล(พระพี่เลี้ยง) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในระหว่างที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2499 ด้วย นอกจากนั้นยังทรงนิพนธ์บทความและหนังสือทางพุทธศาสนา อธิบายหลักธรรมต่างๆ ไว้จำนวนมาก

 

ดาวเทียมเอสโร.jpg

ประเทศในยุโรป 10 ชาติ ร่วมกันส่งดาวเทียมชื่อ เอสโร 1ขึ้นสู่วงโคจร

3 ตุลาคม 2511 ประเทศในยุโรป 10 ชาติ ร่วมกันส่งดาวเทียมชื่อ เอสโร 1 (Esro I) ขึ้นสู่วงโคจร เพื่อศึกษาแสงเหนือและบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ที่ขั้วโลก

 

เยอรมนี.jpg

เยอรมนีตะวันออกรวมชาติกับเยอรมนีตะวันตก

3 ตุลาคม พ.ศ.2533 เยอรมนีตะวันออก (German Democratic Republic) รวมชาติกับ เยอรมนีตะวันตก (Federal Republic of Germany) อย่างเป็นทางการ กลายเป็นประเทศ "สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี” (Federal Republic of Germany) เพียงหนึ่งเดียว หลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเยอรมนีตะวันออกเริ่มก่อสร้าง “กำแพงเบอร์ลิน” (Berlin Wall) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2504 เพื่อปิดกั้นเส้นทางอพยพของประชาชนจากเยอรมนีตะวันออกไปสู่เยอมันตะวันตกซึ่งเป็นดินแดนที่มั่งคั่งกว่า กำแพงเบอร์ลินได้แบ่งเมืองเบอร์ลินออกเป็นเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก กำแพงนี้เป็นเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกระหว่างฝ่ายประเทศเสรีและประเทศคอมมิวนิสต์ในยุค สงครามเย็น (Cold War) กำแพงเบอร์ลินตั้งอยู่เป็นระยะเวลา 28 ปี จนกระทั่งรัฐบาลเยอรมันตะวันออกได้อนุมัติให้เปิดกำแพงเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2532 ชาวเบอร์ลินตะวันตกออกมาต้อนรับชาวเบอร์ลินตะวันออก บรรยากาศในวันนั้นเหมือนงานเฉลิมฉลอง ชาวเยอรมันจึงถือกันว่าวันนี้เป็น “วันล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน” ก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะถูกทุบทำลายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2533 และชาติเยอรมันทั้งสองได้กลับเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ชาวเยอรมันจึงถือเอาวันที่ 3 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันรวมชาติเยอรมัน” (German Unity Day)

 

 

ข้อมูล: guru.sanook