วันนี้ในอดีต : 25 ตุลาคม

 

เอวาริสต์ กาลัวส์.jpg

วันเกิด เอวาริสต์ กาลัวส์ นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

25 ตุลาคม พ.ศ.2354 วันเกิด เอวาริสต์ กาลัวส์ (Evariste Galois) นักคณิตศาสตร์จอมโอหังชาวฝรั่งเศส เกิดที่หมู่บ้านบูร์กลาแรน (Bourg-la-Reine) นอกกรุงปารีส บิดาเป็นครูซึ่งต่อมาได้เป็นนายกเทศมนตรีของเมือง มารดาเป็นผู้มีการศึกษา กาลัวส์เรียนหนังสืออยู่ที่บ้านโดยเรียนภาษากรีก ละติน และศาสนา แต่ไม่ได้เรียนคณิตศาสตร์ เพราะสังคมยุคนั้นมองว่าคณิตศาสตร์ไม่มีความจำเป็นในการดำรงชีพ เมื่ออายุได้ 12 ปีก็เข้าเรียนที่ College Royal de Louis-Grand เทอมแรกเขาก็เริ่มมีความคิดต่อต้านสถาบันต่าง ๆ ไม่ว่าศาสนา กษัตริย์ การเมือง หรือการศึกษา รวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ไม่ร้องเพลงสวด และต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆ จนเพื่อนๆ 40 คนถูกไล่ออก เขาโกรธแค้นมาก และเริ่มมีความคิดว่าผู้มีอำนาจนั้นไร้ความยุติธรรม ในช่วงปีแรกๆ ผลการเรียนออกมาดี แต่ปีหลังๆ เขาเริ่มสอบตก เว้นแต่วิชาคณิตศาสตร์ ช่วงนี้เขาได้อ่านหนังสือของ นีลส์ อาเบล (Niels Henrik Abel) และได้อ่านตำราคณิตศาสตร์ชิ้นสำคัญๆ ของนักคณิตศาสตร์หลายคน ทำให้เขาหลงไหลคณิตศาสตร์จนถอนตัวไม่ขึ้น จากนั้นก็ไม่สนใจเรียนวิชาอื่น ๆ จนมีปัญหากับครู กาลัวส์จึงพยายามสอบเข้า Ecole Polytechnique ซึ่งมีนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนสอนอยู่ แต่เนื่องจากเก่งคณิตศาสตร์วิชาเดียวจึงสอบไม่ติด เขาจึงพาลโทษและต่อต้านระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น จากนั้นก็ทุ่มเทให้กับคณิตศาสตร์มากยิ่งขึ้น จนในที่สุด เขาก็ได้ตีพิมพ์งานวิจัยคณิตศาสตร์เรื่องแรกในชีวิตชื่อ "Proof of a Theorem on Periodic Continued Fractions” ในวารสาร Annales de mathematique pures et appliquees ฉบับเดือนมีนาคม 2372 ทั้งๆ ที่ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยม ในที่สุดเขาก็สามารถสอบเข้า Ecole Normale ได้ ที่นี่เขาได้ทำงานวิจัยทางคณิตศาสตร์หลายชิ้นแต่ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ตีพิมพ์ เมื่อต้องเรียนในโรงเรียนทหารเขาก็ถูกไล่ออก คราวที่ฟังปาฐกถาของนักคณิตศาสตร์อาวุโส กาลัวส์ก็มักจะวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงดูถูก เต็มไปด้วยความโอหัง เมื่อคราวที่ฝูงชนฝรั่งเศสบุกถล่มคุกบาสตีล์ กาลัวส์ถูกจับขังคุก 8 เดือน ทำให้เขารู้สึกขมขื่นสิ้นหวังและกลายเป็นคนซึมเศร้ามาก ในช่วงท้ายของชีวิต เขาถูกท้าดวลปืนและถูกยิงเสียชีวิตในวันที่ 31 พฤษภาคม 2375 ขณะอายุได้เพียง 21 ปี หลังจากเขาจบชีวิตไปแล้ว เพื่อนของเขาจึงได้นำผลงานของกาลัวส์ไปตีพิมพ์ กลายเป็นงานวิจัยชิ้นสำคัญทางคณิตศาสตร์ เมื่อคณาจารย์นักคณิตศาสต์เห็นต่างก็ลงมติสรุปว่า คนฉลาดอย่างกาลัวส์นั้นถูกปฏิเสธโดยคนที่ฉลาดน้อยกว่า ตรงตามที่เขาเอ่ยอยู่เสมอว่า “เพราะพวกเขาไม่เข้าใจผม ผมจึงเป็นคนโง่ดักดานในสายตาเขา”

 

โยฮันน์ สเตราส์ .jpg

โยฮันน์ สเตราส์ ที่ 2 ได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งเพลงวอลซ์

25 ตุลาคม พ.ศ.2368 โยฮันน์ สเตราส์ จูเนียร์ หรือ โยฮันน์ สเตราส์ ที่ 2 (Johann Strauss Junior) คีตกวีชาวออสเตรียที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "ราชาแห่งเพลงวอลซ์” (The Waltz King) สเตราส์ จูเนียร์เป็นลูกชายคนแรกของ โยฮันน์ สเตราส์ ที่ 1 (Johann Strauss I) คีตกวีผู้เป็น "บิดาแห่งเพลงวอลซ์” (Father of Waltz) ชาวออสเตรีย สเตราส์ จูเนียร์เกิดที่กรุงเวียนนาในขณะที่วงดนตรีของบิดากำลังมีชื่อเสียง ด้วยชีวิตนักดนตรีที่ต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงกว่าจะมีชื่อเสียงและยังต้องทำงานอย่างหนัก พ่อของเขาจึงไม่อยากให้ลูกชายเดินตามทางนี้ แต่ลูกไม่หรือจะให้หล่นไกลต้น สเตราส์ผู้ลูกรู้ตัวว่ามีเลือดแห่งดนตรีอยู่เต็มตัว จึงแอบหัดไวโอลินตั้งแต่เด็กๆ ตอนหกขวบได้ลองเล่นเพลงวอลซ์ที่แต่งเอง เมื่อพ่อรู้จึงไม่ชอบใจอย่างยิ่ง และห้ามเขาแตะต้องไวโอลินอย่างเด็ดขาด แต่เขาก็ยังแอบเรียนดนตรีอย่างลับต่อไป โดยได้รับการสนับสนุนจากแม่ เนื่องจากพ่อของเขาใช้เวลาและทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปกับเมียน้อย แม่ของเขาจึงยอมอดออมสนับสนุนลูกชายอย่างเต็มที่ เขาพัฒนาฝีมือจนแก่กล้าขึ้นและได้เปิดการแสดงครั้งแรกที่ Dommayer’s Casino ที่เมืองไฮท์ซิง (Hietzing) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2387 สเตราส์ในวัย 19 ปีประสบความสำเร็จมาก ชาวเวียนนาแห่ไปดูกันเนืองแน่น จนในที่สุดก็ได้พบว่าจ้าวแห่งเพลงวอลซ์คนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ภายหลังชื่อเสียงของสเตราส์ผู้พ่อเริ่มลดความนิยมลง ลูกชายของเขาก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาแทน และได้เล่นเพลงของพ่อเพื่อเป็นการขออภัย ซึ่งพ่อของเขาก็ภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้ไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยพบหน้ากันจนกระทั่งพ่อของเขาป่วยเสียชีวิตในปี 2392 สเตาส์ลูกชายจึงได้รวมวงของพ่อเข้ากับวงของตน เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2442 ตลอดชีวิตเขาแต่งเพลงไว้จำนวนมาก ทั้งโอเปรา โอเปอเร็ทตา มาร์ช บัลเลต์ โพลกา และเพลงวอลซ์ เพลงวอลซ์ของเขามีลักษณะเหมือนซิมโฟนี มีผลงานที่ยิ่งใหญ่หลายเพลง อาทิ The Blue Danube, Wine Woman and Song, Tales from Vienna Woods, Voises of Spring, Arstist’s Life และ Emperor Waltz

 

ปิกัสโซ.jpg

วันเกิด ปาโบล ปิกัสโซ ศิลปินเอกของโลกชาวสเปน

25 ตุลาคม พ.ศ.2424 วันเกิด ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Ruiz Picasso) ศิลปินเอกของโลกชาวสเปน เกิดที่เมืองมาลากา (Malaga) ประเทศสเปน พ่อเป็นอาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัย เขาเริ่มฉายแววศิลปินอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก ด้วยการเปล่งเสียงคำแรกที่พูดได้คือ ‘piz (คำย่อของ Lapiz) ซึ่งแปลว่า ดินสอ จากนั้นพ่อของเขาก็เริ่มสอนศิลปะให้ ปี 2443 เขาเดินทางไปปารีส เมืองหลวงของศิลปะในสมัยนั้น ปีแรกๆ เขาต้องทำงานหนักและอยู่อย่างลำบาก หลายครั้งต้องเผางานศิลปะเพื่อผิงไฟ จากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบงานศิลปะของปิกัสโซจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ช่วงแรกปี 2444-2447 เขาจะเน้นโทนสีน้ำเงิน เรียกว่ายุค Blue Period ต่อช่วงปี 2448-2450 มาเน้นสีชมพู เรียกว่ายุค Rose Period จากนั้นปี 2451-2452 เขาได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะแบบแอฟริกัน ซึ่งจะเน้นสีดำ เรียกว่ายุค Negro Period หรือ Black Period ในปี 2452-2455 เขาเริ่มทดลองใช้รูปทรงเรขาคณิตในงานศิลปะ เรียกว่ายุค Analytical Cubism และช่วงปี 2455-2462 เรียกว่ายุค Synthetic Cubism ผลงานของปิกัสโซในยุคคิวบิสม์ถือเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในแวดวงศิลปะ จนก่อให้เกิดเป็นศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ขึ้นในเวลาต่อมา เขาเป็นศิลปินที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบใดแบบหนึ่ง ผลงานของเขาจึงมีความหลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ เซรามิก กราฟฟิก ฯลฯ จึงไม่แปลกที่โลกยกย่องปิกัสโซให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปิกัสโซถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2516

 

พระราชทานปริญญาบัตร.jpg

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกในประเทศไทย

25 ตุลาคม พ.ศ.2473 พระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตทางแพทย์ (เวชชบัณฑิตชั้นตรี หรือแพทยศาสตร์บัณฑิตในปัจจุบัน) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสำเร็จการศึกษาใน พ.ศ.2471 และ 2472 และเป็นประเพณีสืบทอดมาจนทุกวันนี้

 

ซาดาโกะ ซาซากิ.jpg

ซาดาโกะ ซาซากิ เด็กหญิงเหยื่อระเบิดนิวเคลียร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดโลหิต

25 ตุลาคม พ.ศ.2498 ซาดาโกะ ซาซากิ (Sadako Sasaki) เด็กหญิงชาวญี่ปุ่น เหยื่อของระเบิดนิวเคลียร์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) ขณะอายุได้ 11 ปี เนื่องจากได้รับสารกัมมันตภาพรังสีจากระเบิดปรมาณูที่สหรัฐอเมริกา ทิ้งถล่มเมืองฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 ในปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนเสียชีวิต ซาดาโกะพยายามพับนกกะเรียนกระดาษด้วยมือที่บวมเป่งและเจ็บปวดมาก ด้วยความเชื่อว่าหากพับนกได้ครบหนึ่งพันตัว เธอจะหายจากโรคร้าย แต่ในที่สุดเธอก็จบชีวิตลงเมื่อพับนกกะเรียนได้เพียง 644 ตัวเท่านั้น การต่อสู้ของซาดาโกะเป็นแรงบันดาลใจในการแสวงหาสันติภาพของคนทั่วโลก ไม่กี่ปีหลังจากซาดาโกะเสียชีวิต มีการสร้างอนุสาวรีย์ซาดาโกะขึ้นที่สวนสันติภาพ ณ เมืองฮิโรชิมา เพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู เรื่องราวของซาดาโกะเป็นที่มาของบทประพันธ์เรื่อง "ซาดาโกะกับนกกะเรียนพันตัว" (Sadako and the thousand paper cranes) โดยนักเขียนชาวอเมริกันนาม เอเลนอร์ คอร์ (Eleanor Coerr) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2520

 

 

ข้อมูล: guru.sanook