นกกางเขน_1.JPG

นกกางเขน หรือ นกกางเขนบ้าน เป็นนกชนิดหนึ่งที่กินแมลง มีขนาดไม่ใหญ่นัก ยาวประมาณ 18-20 เซนติเมตร ส่วนบนลำตัวสีดำเงา ส่วนล่างตั้งแต่หน้าอกลงไปจะเป็นสีขาวหม่น ใต้หางและข้างหางมีสีขาว ปีกมีลายพาดสีขาวทั้งปีก ตัวผู้สีจะชัดกว่าตัวเมีย ส่วนที่เป็นสีดำในตัวผู้ ในตัวเมียจะเป็นสีเทาแก่ ปากและขาสีดำ มักจะพบเป็นตัวเดียวหรือเป็นกลุ่มเล็กๆ หากินแมลงตามพุ่มไม้ บางครั้งก็โฉบจับแมลงกลางอากาศ หางของมันมักกระดกขึ้นลง ร้องเสียงสูงบ้าง ต่ำบ้าง ฟังไพเราะ ทำรังตามโพรงไม้ที่ไม่สูงนัก มันจะวางไข่ครั้งละ 4-5 ฟองและตัวเมียเท่านั้นจะกกไข่ และจะฟักไข่นานประมาณ 8-14 วัน อายุ 15 วัน แล้วจะเริ่มหัดบิน ในประเทศไทยพบทั่วไปในทุกภาคแม้ในเมืองใหญ่ๆ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

นกกางเขน_2.JPG

นกกางเขนเป็นนกเกาะคอน ที่เคยจัดเป็นวงศ์นกเดินดง แต่ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์นกจับแมลงและนกเขน เป็นนกสีดำขาวที่เด่น มองเห็นได้ง่าย มีหางยาวที่จะกระดกขึ้นลงเมื่อหาอาหารที่พื้นหรือจับบนต้นไม้ เป็นนกที่มีอยู่กระจายไปทั่วเอเชียใต้และบางส่วนของเอเชียอาคเนย์ เป็นนกที่สามัญทั้งตามสวนในเมืองและในป่า เป็นนกที่รู้จักกันดีเพราะร้องเสียงเพราะ และเคยเป็นนกเลี้ยงที่นิยม นกกางเขนเป็นนกประจำชาติของประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเรียกนกว่า "Doyel"

นกกางเขน_3.JPG

 

ลักษณะ

นกสปีชีส์นี้ยาวประมาณ 19 ซม. รวมหาง มีรูปร่างคล้ายกับ European robin แต่หางจะยาวกว่า ตัวผู้มีส่วนบนเป็นสีดำตรงส่วนของหัวและคอ ที่ต่างหากจากแถบขาวตรงไหล่และปีก ส่วนข้างล่างและด้านข้างของหางยาวเป็นสีขาว ตัวเมียมีสีดำออกเทาด้านบนและสีขาวออกเทาด้านล่าง ส่วนลูกนกจะมีมีสีน้ำตาลเป็นเกล็ดด้านบนและที่หัว นกกางเขนเป็นนกประจำชาติของประเทศบังกลาเทศ

นกกางเขน_4.JPG

สปีชีส์ย่อยต้นแบบ พบในเอเชียใต้ ตัวเมียของพันธุ์ย่อยนี้มีสีอ่อนที่สุด ส่วนตัวเมียของหมู่เกาะอันดามันมีชื่อสปีชีส์ย่อยเป็น andamanensis มีสีเข้มกว่า มีปากที่แข็งแรงกว่า และมีหางที่สั้นกว่า ส่วนสปีชีส์ย่อยในประเทศศรีลังกาที่มีชื่อว่า ceylonensis และสปีชีส์ย่อยต้นแบบที่อยู่ทางใต้ของอินเดียประกอบด้วยตัวผู้ตัวเมียที่มีสีเกือบเหมือนกัน

นกกางเขน_5.JPG

ส่วนนกในเขตประเทศภูฏานและประเทศบังกลาเทศมีขนหางที่ดำมากกว่า และก่อนหน้านี้มีชื่อต่างหากว่า erimelas ส่วนนกในประเทศพม่าและทางใต้ของไทย มีชื่อสปีชีส์ย่อยว่า musicus ซึ่งต่างที่ขนคือ ขนหางคู่ที่ 3 เป็นสีดำโดยมาก และคู่ที่ 4 เป็นสีดำล้วนหรือเกือบล้วน ส่วนใต้ปีกก็เป็นสีดำล้วนหรือเกือบล้วน มีชื่อสปีชีส์ย่อยอื่นๆ ตามเขตภูมิภาครวมทั้ง prosthopellus (ฮ่องกง), nesiotes, zacnecus, nesiarchus, masculus, pagiensis, javensis, problematicus, amoenus, adamsi, pluto, deuteronymus และ mindanensis แต่ว่า พันธุ์ย่อยๆ หลายอย่างเหล่านี้ไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจน และยังไม่มีมติที่ลงตัวกัน มีบางสปีชีส์ย่อย เช่น mindanensis ที่นักวิชาการบางพวกปัจจุบันจัดเป็นสปีชีส์ต่างหาก เช่น Philippine magpie-robin ขนของตัวเมียต่างไปตามเขตภูมิภาคมากกว่าของตัวผู้

นกกางเขน_6.JPG

นกมักจะเห็นในที่ใกล้ๆ พื้น กระโดดไปมาตามกิ่งไม้ หรือหาอาหารตามใบไม้แห้งโดยมีหางกระดกขึ้นลง ตัวผู้จะร้องเสียงดังไพเราะจากกิ่งไม้สูงในฤดูผสมพันธุ์

นกกางเขน_7.JPG

 

แถบที่อยู่

นกกางเขนเป็นนกอยู่ประจำในเขตร้อนของทวีปเอเชียรวมทั้งประเทศบังกลาเทศ ประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ประเทศปากีสถานตะวันออก ประเทศอินโดนีเซียทางตะวันออก ประเทศไทย ประเทศจีนทางใต้ ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ และเป็นนกนำเข้าของประเทศออสเตรเลีย

 

นกกางเขนมักจะพบในป่าโปร่ง ป่าชายเลน พื้นที่เกษตรกรรม สวนผลไม้ สวนสาธารณะในเมือง เมืองใหญ่ มักจะอยู่ใกล้ที่อยู่ของมนุษย์ เป็นนกที่พบได้ทั่วประเทศไทย

นกกางเขน_8.JPG

 

พฤติกรรม

นกกางเขนผสมพันธุ์กันในระหว่างเดือนมีนาคมจนถึงเดือนกรกฎาคมในอินเดีย และในระหว่างเดือนมกราคมจนถึงเดือนมิถุนายนในเอเชียอาคเนย์ ตัวผู้ร้องเสียงไพเราะจากที่สูงในช่วงจีบตัวเมีย ลีลาแสดงตัวของตัวผู้รวมทั้งทำขนให้ฟูขึ้น ยกปาก คลี่หาง และเดินวางมาด นกทำรังในโพรงไม้ หรือที่เวิ้งกำแพงหรืออาคาร และบางครั้งจะเข้าไปอยู่ในกล่องที่ทำไว้ให้นกอยู่ นกจะเอาหญ้าและฟางมาปูรัง ตัวเมียจะทำการสร้างรังมากกว่า และจะทำก่อนการวางไข่ประมาณอาทิตย์หนึ่ง นกจะวางไข่ 4-5 ฟองภายใน 24 ชม. ไข่มีรูปร่างกลมรี มีสีเขียวอ่อนๆ มีจุดสีน้ำตาล ดูเข้ากับสีของหญ้าและฟางที่ปูในรัง ตัวเมียเท่านั้นจะกกไข่เป็นเวลา 8-14 วัน รังนกจะมีกลิ่นแบบเฉพาะตัว

นกกางเขน_9.JPG

ตัวเมียเลี้ยงลูกมากกว่าตัวผู้ ส่วนตัวผู้จะค่อนข้างดุในฤดูผสมพันธุ์ จะป้องกันอาณาเขตของตน และจะมีปฏิกิริยาต่อเสียงนกอื่นในอาณาเขต หรือแม้แต่เงาในกระจกของตนเอง ตัวผู้จะทำการป้องกันอาณาเขตมากกว่าตัวเมีย งานศึกษาต่างๆ พบว่า เสียงร้องของนกจะต่างไปตามถิ่น แม้แต่นกที่อยู่ใกล้ๆ กัน นกอาจจะเลียนแบบเสียงร้องของนกสปีชีส์อื่นๆ ซึ่งอาจจะแสดงว่า นกที่โตแล้วจะย้ายกระจายไปที่อื่น ไม่กลับมาที่กำเนิด ตัวเมียอาจจะส่งเสียงร้องระยะสั้นๆ เมื่อเจอตัวผู้

นกกางเขน_10.JPG

นอกจากเพลงที่ร้องแล้ว นกยังส่งเสียงร้องประเภทหลักๆ รวมทั้งการประกาศอาณาเขต การออกและการกลับรัง การแสดงภัย การยอมแพ้ การขออาหาร และการร้องทุกข์ ส่วนเสียงร้องประเภทอื่นๆ ที่ใช้เป็นบางครั้งคือ เสียงร้องหนี และเสียงร้องฉุน นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเสียงร้องให้รุมตี อีกด้วย อาหารโดยมากเป็นแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ แต่บางครั้งก็จะกินน้ำหวานดอกไม้ ตุ๊กแก จิ้งจก ปลิง ตะขาบ และแม้แต่ปลาด้วย

นกกางเขน_11.JPG

นกจะออกมาหากินบ่อยครั้งในยามเย็น บางครั้งจะเล่นน้ำฝนที่รวมอยู่ที่ใบไม้

 

นกกางเขนเป็นนกขยันทำมาหากิน เมื่ออิ่มก็จะบินขึ้นไปเกาะที่โล่งๆ สูงๆ เช่น สายไฟ เสาอากาศ แล้วร้องเสียงไพเราะ และเมื่อหิวก็จะลงมาหากินใหม่ มักจะได้ยินเสียงทั้งในเวลาเช้าและในยามเย็น

นกกางเขน_12.JPG

 

สถานะการอนุรักษ์

สปีชีส์นี้มีความเสี่ยงต่ำ โดยทั่วๆ ไป แต่ในบางภูมิภาคจะเริ่มลดจำนวนลง และบางที่รวดเร็วจนกระทั่งว่า นักวิชาการสนับสนุนมาตรการเพื่อช่วยให้นกสามารถอยู่รอดได้ โดยอ้างว่า “นกกางเขนกำลังหมดไปรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นนกที่รู้จักกันดีเพราะเพลงที่มีเสน่ห์และขนที่สวยงาม เป็นนกที่ช่วยรักษาความสมดุลในระบบนิเวศและมีประโยชน์ต่อเกษตรกรรม เพราะโดยทั่วไปกินแมลงที่ทำอันตรายและหนอนก่อโรค ควรทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนให้มีสำนึกและเพื่อรักษามรดกธรรมชาตินี้”

นกกางเขน_13.JPG

การจับไปเป็นสัตว์เลี้ยงและการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศน์ก็มีส่วนทำให้ลดจำนวนลง ดังนั้น จึงเป็นนกที่มีกฎหมายป้องกันในบางพื้นที่ ในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง นกชนิดนี้ค่อนข้างจะสามัญในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 แต่เริ่มลดจำนวนลงในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 เชื่อกันว่าเพราะเหตุการแข่งขันจากนกเอี้ยงสาริกาที่นำมาจากถิ่นอื่น ปัจจุบันยังจัดอยู่ในประเภท "สิ่งมีชีวิตที่ใกล้การสูญพันธุ์" ในประเทศสิงคโปร์ ในประเทศไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 จึงห้ามล่า พยายามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามเก็บหรือทำอันตรายรัง การห้ามการครอบครองและการค้ามีผลไปถึงไข่และซาก

นกกางเขน_14.JPG

 

ในวัฒนธรรมต่างๆ

ในอดีต คนอินเดียได้เลี้ยงนกกางเขนเพราะมีเสียงเพราะและเพื่อการตีนก และปัจจุบันก็ยังเป็นนกที่ถูกจับมาเลี้ยงในบางส่วนของเอเชียอาคเนย์

นกกางเขน_15.JPG

นกกางเขนเป็นนกประจำชาติของประเทศบังกลาเทศซึ่งมีนกอยู่ทั่วไปอย่างสามัญโดยเรียกว่า Doyel หรือ Doel มีการใช้เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นจำนวนมากในประเทศ รวมทั้งบนธนบัตร มีจุดสำคัญในมหานครธากาที่เรียกว่า Doyel Chatwar แปลว่า จตุรัสนกกางเขน

นกกางเขน_16.JPG

นกกางเขนเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย (Bird Conservation Society of Thailand) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2529 และในวัฒนธรรมปักษ์ใต้ของไทย โดยเฉพาะเพลงร่วมสมัย มักจะมีการอ้างอิงถึงนกกางเขนบ่อยๆ โดยเรียกว่า "นกบินหลา" ด้วยเป็นนกที่รักและหวงถิ่นฐาน เหมือนคนใต้รักถิ่นที่อยู่

นกกางเขน_17.JPG