วันนี้ในอดีต : 8 เมษายน

 

รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง เสาชิงช้า

เสาชิงช้า.jpg

8 เมษายน พ.ศ.2327 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ พระครูสิทธิชัย (กระต่าย) สร้าง เสาชิงช้า บริเวณหน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม เสาชิงช้าทำด้วยไม้สักทาสีแดงชาดสูงประมาณ 21 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางฐานกลมประมาณ 10.5 เมตร ฐานกลมก่อเป็นฐานปัทม์ทำด้วยหินล้างสีขาว พื้นบนปูกระเบื้องดินเผาสีแดง มีบันได 2 ขั้น ทั้ง 2 ด้าน กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2492 เสาชิงช้าใช้ใน พิธีโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ พิธีตรียัมปวาย เป็นการต้อนรับพระอิศวร หนึ่งในเทพเจ้าของของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งจะเสด็จลงมาสู่โลกในวันขึ้น 7 ค่ำเดือนยี่ วันนั้นจะมีการแห่พระเป็นเจ้าไปถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว พิธีโล้ชิงช้ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมจัดในเดือนอ้าย (ธันวาคม) ครั้นเมื่อถึงสมัยรัตนโกสินทร์จึงได้เปลี่ยนมาทำในเดือนยี่ (มกราคม) ต่อมาได้ยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 7 ทั้งนี้ เสาชิงช้าได้ชำรุดและมีการซ่อมแซมอยู่หลายครั้ง ล่าสุดกรุงเทพมหานครได้ตรวจพบร่องรอยเสาชิงช้าที่ชำรุดเมื่อปี 2547 จึงทำการซ่อมแซมและเปลี่ยนเสาชิงช้าใหม่ โดยทำพิธีบวงสรวงเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2549 โดยนำไม้สักทองจำนวน 6 ต้นมาจากจังหวัดแพร่ จากนั้น กทม. จะนำเนื้อเยื่อจากไม้สักทองไปเพาะชำเป็นกล้าไม้ 1 ล้านต้นเพื่อปลูกทดแทนที่จังหวัดแพร่

 

 

กรมยุทธนาธิการ ถูกจัดตั้งขึ้น

กรมยุทธนาธิการ.jpg

8 เมษายน พ.ศ.2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ จัดตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้น โดยรวมกิจการทหารบกและทหารเรือ ไว้ด้วยกันเพื่อจัดกำลังทหารให้ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ มีประสิทธิภาพ และให้หน่วยทหารต่างๆ ในกรมทหารมหาดเล็ก ไปขึ้นตรงกับกรมยุทธนาธิการ โดยมี สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ เป็นเสนาบดีและต่อมาได้ยกฐานะเป็นกระทรวงยุทธนาธิการ เมื่อ 1 เมษายน 2433 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงกลาโหม (Ministry of Defense) มีหน้าที่ป้องกันประเทศ เพิ่มขีดความสามารถด้านการทหาร รักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

 

วันเกิด โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการ UN

โคฟี อันนัน.jpg

8 เมษายน พ.ศ.2481 วันเกิด โคฟี อันนัน (Kofi Annan) อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เกิดที่เมือง Ashanti ประเทศกานา (Ghana) จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Kwame Nkrumah University of Science and Technology เขาสามารถพูดได้หลายภาษา ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส ครู (Kru) และอัฟริกา ในปี 2505 เข้าทำงานกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็น เลขาธิการองค์การสหประชาชาติคนที่ 7 เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2540 ต่อจาก Boutros Boutros-Ghali ชาวอียิปต์ เขาเป็นเลขาฯ ของยูเอ็นคนแรกที่เป็นชาวแอฟริกันผิวดำ หมดวาระเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549

 

 

ปาโบล ปิกัสโซ ศิลปินเอกของโลกถึงแก่กรรม

ปาโบล ปิกัสโซ-horz.jpg

8 เมษายน พ.ศ.2516 ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Ruiz Picasso) ศิลปินเอกของโลกชาวสเปน ถึงแก่กรรม ปิกัสโซเกิดที่เมืองมาลากา (Malaga) ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2424 พ่อเป็นอาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัย เขาเริ่มฉายแววศิลปินอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก ด้วยการเปล่งเสียงคำแรกที่พูดได้คือ ‘piz (คำย่อของ Lapiz) ซึ่งแปลว่า ดินสอ จากนั้นพ่อของเขาก็เริ่มสอนศิลปะให้ ปี 2443 เขาเดินทางไปปารีส เมืองหลวงของศิลปะในสมัยนั้น ปีแรก ๆ เขาต้องทำงานหนักและอยู่อย่างลำบาก หลายครั้งต้องเผางานศิลปะเพื่อผิงไฟ จากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ รูปแบบงานศิลปะของปิกัสโซจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ช่วงแรกปี 2444- 2447 เขาจะเน้นโทนสีน้ำเงิน เรียกว่ายุค Blue Period ต่อช่วงปี 2448-2450 มาเน้นสีชมพู เรียกว่ายุค Rose Period จากนั้นปี 2451-2452 เขาได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะแบบแอฟริกัน ซึ่งจะเน้นสีดำ เรียกว่ายุค Negro Period หรือ Black Period ในปี 2452-2455 เขาเริ่มทดลองใช้รูปทรงเรขาคณิตในงานศิลปะ เรียกว่ายุค Analytical Cubism และช่วงปี 2455-2462 เรียกว่ายุค Synthetic Cubism ผลงานของปิกัสโซในยุคคิวบิสม์ถือเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในแวดวงศิลปะ จนก่อให้เกิดเป็นศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ขึ้นในเวลาต่อมา เขาเป็นศิลปินที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบใดแบบหนึ่ง ผลงานของเขาจึงมีความหลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ เซรามิก กราฟฟิก ฯลฯ จึงไม่แปลกที่โลกยกย่องปิกัสโซให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20

 

 

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เปิดใช้อย่างเป็นทางการ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว.jpg

8 เมษายน พ.ศ.2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นประธานร่วมในพิธีเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมระหว่าง อ.เมืองหนองคายกับนครเวียงจันทน์ สะพานแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 30 ปี สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 4 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ลาว และไทย ตัวสะพานมีความยาว 1.20 กิโลเมตร กว้าง 15 เมตร มีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง ซึ่งตรงช่วงกลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟ เชิงสะพานมีด่านตรวจคนเข้าเมืองสะพานแห่งนี้ได้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ชาวอีสานและชาวลาวเรียกสะพานนี้ว่า "ขัวมิดตะพาบ"

 

 

ข้อมูล: guru.sanook