ข้ามการนำทาง
2018

กรมท่าอากาศยาน ชูดิจิทัล ก้าวสู่ Smart Terminal เสริมแกร่งการท่องเที่ยวไทยจับมือ เอไอเอส เปิดบริการ Free WiFi อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงใน 25 สนามบินทั่วประเทศ

PIC DOA x AIS (1).JPG

กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ไว้วางใจเลือก เอไอเอส เป็นผู้พัฒนาเครือข่ายสื่อสารใน 25 สนามบินทั่วประเทศ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกและมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศให้แก่ผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน เชื่อมั่นส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยเติบโต

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า “รัฐบาลได้มียุทธศาสตร์การพัฒนาตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เน้นในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูง ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญดังกล่าวเป็นอย่างมาก วันนี้จึงถือเป็นสิ่งที่ดีที่กรมท่าอากาศยานได้ยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 25 แห่ง ด้วยบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เดินทางในยุคดิจิทัล และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้มากที่สุด”

PIC DOA x AIS (4).JPG

ด้าน นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า “กรมท่าอากาศยานได้มีการพัฒนาการให้บริการของท่าอากาศยานในสังกัดทั้ง 25 แห่ง ในด้านต่างๆ อย่างครอบคลุม ทั้งด้านความปลอดภัยที่กรมท่าอากาศยานได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก รวมถึงด้านการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ดังเช่นในวันนี้ที่กรมท่าอากาศยานได้เปิดประมูลให้สิทธิในการพัฒนาการให้บริการ Free Wi-Fi อินเตอร์เน็ตไร้สาย ซึ่งมี บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัทในเครือของเอไอเอส เป็นผู้ชนะการประมูลสิทธิ และจะได้เข้ามาพัฒนาและให้บริการ Free Wi-Fi อินเตอร์เน็ตไร้สาย ณ ท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ทั้ง 25 แห่ง ซึ่งผู้โดยสารจะสามารถใช้บริการ Free Wi-Fi ได้ครบทุกแห่ง ภายในเดือนมีนาคม 2562 นี้ โดยกรมท่าอากาศยานมีแผนที่จะพัฒนาการให้บริการในทุกภาคส่วน เพื่อให้ท่าอากาศยานในสังกัดสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอต่อไป”   

PIC DOA x AIS (3).JPG

ด้าน นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล  มีความต้องการเชื่อมต่อ online ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทาง หรือ นักท่องเที่ยว ที่ในระหว่างการเดินทางย่อมต้องการค้นหาข้อมูล ทำธุรกรรม รวมถึงการสื่อสารผ่าน Applications ต่างๆ ดังนั้นในสถานที่อย่างท่าอากาศยาน ซึ่งเป็น 1 ในจุดหลักที่นักท่องเที่ยวพักรอระหว่างเดินทาง จึงต้องมีโครงข่ายดิจิทัลที่ทันสมัย เต็มประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการข้างต้นได้อย่างดีที่สุด”

“เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ได้ให้โอกาส บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัทในเครือของเอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Life Service Provider)  เข้ามาร่วมพัฒนาโครงข่ายสื่อสารทั้ง WiFi (อินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง) และ Mobile ในพื้นที่สนามบิน 25 แห่ง ทุกภาคทั่วประเทศ ภายใต้การดูแลของกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ตามเป้าหมายหลักคือ ขยายขีดความสามารถในการให้บริการของกรมท่าอากาศยาน จากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศให้แก่นักท่องเที่ยว และผู้ใช้บริการ ในท่าอากาศยาน 25 แห่ง จากวันนี้เป็นต้นไป”

PIC DOA x AIS (5).JPG

โดยรูปแบบการให้บริการ Free WiFi อินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง จากความร่วมมือครั้งนี้ ประกอบด้วย

  1. ผู้โดยสารและบุคคลทั่วไป (ลูกค้ามือถือทุกค่าย) สามารถใช้งาน WiFi ผ่านเครือข่าย DOA Free WiFi AIS ได้ฟรี 3 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าใช้งานง่ายๆ ด้วยการ log in ผ่าน Facebook หรือ ลงทะเบียนด้วยตนเองทางหน้าเว็บไซต์ (ผู้ใช้บริการ WiFi ต้องลงทะเบียนในครั้งแรกเพื่อยืนยันตัวตน Identification and Authentication  ตาม พรบ. คอมพิวเตอร์)
  2. ลูกค้า AIS สามารถใช้งาน WiFi ผ่านเครือข่าย AIS SUPER WiFi ตามแพ็กเกจที่ใช้งานอยู่ได้ทันที

 

“โดยนักท่องเที่ยว นักเดินทาง ตลอดจนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในท่าอากาศยานทั้ง 25 แห่ง สามารถมั่นใจได้ว่า การสื่อสารของท่านในช่วงพักรอระหว่างเดินทาง จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ จากคุณภาพเครือข่าย The Next Generation ที่เอไอเอสมุ่งมั่นพัฒนาอย่างดีที่สุด  ทั้งนี้คาดว่าการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายในท่าอากาศยานทั้ง 25 แห่ง จะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2562”

 

 

หมายเหตุ : ท่าอากาศยาน ทั้ง 25 แห่ง ประกอบด้วย

      

กระบี่, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช,แม่สอด,สุราษฎร์ธานี, อุดรธานี, อุบลราชธานี , ชุมพร, ตรัง, นครพนม, นราธิวาส, น่าน, บุรีรัมย์, พิษณุโลก, แพร่, ร้อยเอ็ด, ระนอง, ลำปาง, เลย, สกลนคร, นครราชสีมา,

แม่ฮ่องสอน, เพชรบูรณ์, ปาย, หัวหิน

เอไอเอสรุกนำ IoT ต่อยอด โครงการ TU-Smart City มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ Mobike

Pic_AISxTUxMobike_1.jpg

เอไอเอส และ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมนำเทคโนโลยีดิจิทัล และโซลูชันส์ IoT เดินหน้ายกระดับ TU-Smart City ให้เป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด จับมือพันธมิตร “โมไบค์” (Mobike) เปิดให้บริการจักรยานสาธารณะอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มทางเลือก และอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับ นักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และประชาชน ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มีพื้นที่มากกว่า 1,757 ไร่ สอดคล้องกับระบบคมนาคมเดิมที่มีอยู่ ภายใต้แนวคิด aBiky Anywhere Anyone Anytime ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “TU Smart City” ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถใช้งานได้จริง และยกระดับการบริหารจัดการที่ทันสมัยภายในมหาวิทยาลัย มุ่งสร้างต้นแบบนวัตกรรม IoT ที่จุดประกายประเทศไทยสู่สังคม Smart City ต่อไป

Pic_AISxTUxMobike_5.jpg

การใช้งานจักรยานอัจฉริยะสาธารณะนี้ จะเข้ามาเสริมการคมนาคมภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้จักรยานเชื่อมต่อการเดินทางจากจุดสำคัญในระยะสั้นๆ จอดรถส่วนตัว หรือลงจากรถโดยสารสาธารณะ แล้วใช้จักรยานโมไบค์ต่อเพื่อไปยังสถานที่ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยฯ อาทิ ใช้ในการเดินทางระหว่างเปลี่ยนวิชาเรียนหรืออาคารเรียน หรือนักศึกษาที่อยู่ภายในหอพักก็สามารถใช้เป็นยานพาหนะหลักได้ ซึ่งภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการจัดทำเลนสำหรับปั่นจักรยานไว้โดยรอบอยู่แล้วอีกทั้งมีการออกแบบจุดจอดจักรยานโมไบค์ และป้ายแสดงจุดจอดไว้อย่างชัดเจน จึงพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการจักรยานอัจฉริยะทันที

“โมไบค์” (Mobike) เป็นจักรยานที่มีการเชื่อมต่อการทำงานกับระบบแพลตฟอร์ม IoT บนเครือข่ายทรงประสิทธิภาพ AIS NB-IoT ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกผ่านทางแอปพลิเคชั่น ทั้งการค้นหาจักรยาน, ทำการจองจักรยาน, ปลดล็อกจักรยานเพื่อการเดินทาง รวมถึงชำระเงินได้ง่ายๆ ด้วยมือถือ ทำให้ทุกคนสามารถแชร์จักรยานกันได้ทุกคัน นำไปจอดยังจุดจอดจักรยานที่กำหนดภายในมหาวิทยาลัย สังเกตตัวอักษรตัว P ได้บนแอปพลิเคชั่น หรือ ป้ายจุดจอดจักรยาน เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างแท้จริง

เริ่มต้นใช้งานง่ายๆ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Mobike และติดตั้งบนโทรศัพท์มือถือ ทำการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนด้วยการตอบรับผ่าน PIN SMS และเมื่อใช้งานก็ทำการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อปลดล็อกจักรยานผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งในจักรยานโมไบค์จะมีระบบ GPS และเทคโนโลยีสมาร์ทล็อก ที่จะเป็นการลงทะเบียนใช้แบบเชื่อมต่อผ่านแพลตฟอร์ม IoT โดยจะคิดค่าบริการในอัตราราคา 10 บาทต่อการใช้ 20 นาที และสามารถชำระเงินผ่านทางแอปพลิเคชั่นได้เลย ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกโปรโมชั่นได้ดังนี้

Pic_AISxTUxMobike_7.jpg

  1. ผ่าน Rabbit LINE Pay โปรโมชั่นพิเศษ! รับส่วนลด 50 % สูงสุด 50 บาทต่อคนต่อรายการต่อเดือน เมื่อชำระเงินค่าบริการรายเดือน Mobike Pass หรือเติมเงินเข้ากระเป๋า Mobike ตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2562
  2. Mobike Pass 1 เดือน ในราคาเพียง 150 บาท/สิทธิ์ ใช้ได้นาน 30 วัน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (ใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 2 ชม.)
  3. Mobike Pass 3 เดือน ในราคาเพียง 250 บาท/สิทธิ์ ใช้ได้นาน 90 วัน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (ใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 2 ชม.)

โครงการ “aBiky” เริ่มเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ซีอีโอ AIS รับรางวัลบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2018 จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

Pic_CEO_Quality person award_01.jpg

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส รับรางวัล “บุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” ประจำปี 2561 ในโครงการบุคคลคุณภาพแห่งปี 2018 (QUALITY PERSONS OF THE YEAR 2018) จัดโดยมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) โดยมี นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล

Pic_CEO_Quality person award_03.jpg

สำหรับรางวัล บุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูบุคคลภาคธุรกิจที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิผลทั้งต่อการทำงานในองค์กร สังคม และประเทศชาติ เหมาะสมที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีและควรค่าต่อการส่งเสริมเพื่อเป็นเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจ

 

AIS นำเทคโนโลยี IoT เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ครั้งแรกของโซลูชั่นส์ NB-IoT Motor Tracker เพิ่มศักยภาพการทำงานของตำรวจยุค Thailand 4.0

AIS x Metropolitan Police_1.jpg

เอไอเอส และ บริษัท เอช ไอ พี โกลบอล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าความปลอดภัยระดับสากล ได้รับความไว้วางใจจาก กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นำนวัตกรรม IoT เข้ามาสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยร่วมกันพัฒนาโซลูชั่นส์ใหม่NB-IoT Motor Tracker” ครั้งแรกของไทย ที่เชื่อมต่อการทำงานของเทคโนโลยีติดตามยานพาหนะบนเครือข่าย AIS NB-IoT ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยการนำอุปกรณ์ Tracker ติดตั้งที่รถมอเตอร์ไซค์ตำรวจ จำนวน 360 คัน เพื่อให้แสดงพิกัดเส้นทางการปฏิบัติงานของตำรวจจราจร และสายตรวจ แบบ Near Real Time ผ่านเครือข่าย NB-IoT ทำให้เมื่อเกิดเหตุด่วนเหตุร้าย ศูนย์บัญชาการส่วนกลางสามารถสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุด รุดไปช่วยเหลือดูแลประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AIS x Metropolitan Police_2.jpg

นำร่องเริ่มใช้บริการแล้ววันนี้ ที่สถานีตำรวจในเขตนครบาล 1 จำนวน 9 สถานี ได้แก่ สถานีตำรวจชนะสงคราม, พญาไท, ดินแดง, ดุสิต, นางเลิ้ง, บางโพ, มักกะสัน, ห้วยขวาง และสามเสน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของภาครัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวไทย สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0

AIS x Metropolitan Police_5.jpg

นางสาวอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้าส่วนงานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กรและบริการระหว่างประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Life Service Provider) นอกเหนือจากให้บริการด้านสื่อสารที่ดีที่สุดแก่คนไทยแล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งของประเทศในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยี IoT ที่ปัจจุบันถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา Smart City ให้เกิดขึ้นได้จริง และที่ผ่านมา เราได้รับความเชื่อมั่นจากองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งใช้บริการ IoT โซลูชันส์เสริมศักยภาพการดำเนินการขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

AIS x Metropolitan Police_7.jpg

ล่าสุด เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้มอบความไว้วางใจให้เอไอเอส และพันธมิตร บริษัท เอช ไอ พี พัฒนาโซลูชั่นส์ใหม่ NB-IoT Motor Tracker” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยจะเป็นการส่งข้อมูลพิกัดรถมอเตอร์ไซค์ (GPS) ของตำรวจสายตรวจ หรือ งานจราจร ผ่านเครือข่าย NB-IoT และประมวลผลบนแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานอยู่บน AIS Cloud โดยจะแสดงตำแหน่งรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งอยู่ไปที่ จอมอนิเตอร์ ณ โรงพัก 9 แห่ง ทั่วกรุงเทพฯ โดยข้อดีของ NB IoT คือ สามารถส่งพิกัดรถมอเตอร์ไซค์ที่ Update แบบ Near Real time ตลอดเวลา ทำให้ศูนย์สั่งการ มองเห็นตำแหน่งรถในพื้นที่ปัจจุบันอย่างแท้จริง และสามารถประสานให้ตำรวจสายตรวจ หรือ งานจราจร ที่ใกล้เคียงที่สุดเดินทางไปช่วยเหลือ ระงับเหตุให้ประชาชนได้ทันท่วงที

ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นโครงการต้นแบบของบริการ Motor Tracker ที่มีพัฒนาการก้าวล้ำไปอีกขั้น ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่าเทคโนโลยี NB IoT สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในประเทศไทย ช่วยเสริมศักยภาพการทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ซึ่งมีความใกล้ชิดต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความสงบปลอดภัยของบ้านเมือง”

AIS x Metropolitan Police_9.jpg

พล.ต.ต. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า “นโยบายหลักของกองบัญชาการตำรวจนครบาล คือ การป้องกันความเสียหาย หรือการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน โดยมีเป้าหมายการลดจำนวนเหตุและคดีอาชญากรรมลดลงโดยไม่มีกรอบกำหนดเวลา เมื่อเกิดเหตุหรือเกิดปัญหาร้องเรียน ต้องมีความฉับไวและคล่องตัวในการเข้าถึงสถานการณ์อย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบและแก้ปัญหาในทุกมิติ ในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นตัวช่วยที่สำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินงานในทุกๆ ส่วน กองบังคับการตำรวจนครบาล เราจึงมีนโยบายมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวาระสำคัญนี้ ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนได้เข้ามาร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหวังว่าโครงการนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นและแบบอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานของตำรวจให้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสงบสุขและเรียบร้อยของประชาชนและบ้านเมือง”

AIS x Metropolitan Police_6.jpg

ด้าน พล.ต.ต.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า “เรามีความตั้งใจที่จะปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอยู่เสมอ ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จึงได้ริ่เริมคิดที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวและรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น เนื่องจากเรามียานพาหนะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจ จำนวน 360 คัน ที่คอยสแตนบายวิ่งตรวจตราและเข้าถึงจุดเกิดเหตุตลอด 24 ชม.อยู่แล้ว ทำอย่างไรที่จะทำให้การทำงานในส่วนนี้มีศักยภาพและสอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันที่โทรศัพท์มือถือและดิจิทัลสามารถเข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับเราได้มากขึ้น เราจึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชน บริษัทเอไอเอส ผู้ให้บริการเครือข่ายอันดับ 1 และบริษัทเอช ไอ พี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ความปลอดภัยในระดับสากล นำบริการ NB-IoT Vehicle Tracker มาใช้ติดตามตำแหน่งของรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจที่กระจายตัวอยู่ทั่วเขตกรุงเทพฯ เพื่อง่ายต่อการสั่งการให้รถคันที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุด สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเคย ประชาชนก็อุ่นใจได้มากยิ่งขึ้น เหล่านี้ สอดคล้องนโยบายของภาครัฐ ตามแนวคิด Thailand 4.0”

วันนี้ เอไอเอสมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนในการสนับสนุนภาครัฐ อย่างกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ด้วยบริการ NB-IoT Motor Tracker อย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร รวมถึงพร้อมมอบบริการดิจิทัลที่พัฒนาเพื่อกลุ่มลูกค้าองค์กรในทุกอุตสาหกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ Device, แพลตฟอร์ม IoT การออกแบบ Software และ Application, ระบบ Cloud Computing ระดับเวิล์ดคลาส สำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล, eSIM ที่พร้อมใช้งานกับอุปกรณ์ IoT บนเครือข่าย AIS NB-IoT ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และพร้อมให้คำปรึกษากับทุกองค์กรที่สนใจนำ IoT ไปใช้ในการทำงาน สนใจติดต่อได้ที่ Corporate call center โทร. 1149 หรือเว็บไซต์ http://business.ais.co.th/iot

จุดเด่นเครือข่าย AIS NB-IoT 

  1. สนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ จึงช่วยทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT อยู่ได้นานถึง 10 ปี
  2. สามารถรองรับปริมาณอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุดในระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน
  3. รัศมีครอบคลุมของเครือข่ายต่อสถานีฐาน กระจายได้มากกว่า 10 ก.ม. รวมถึงในตัวอาคารก็ยังรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. สามารถพัฒนาเครือข่ายให้เปิดบริการ IoT ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้ร่วมกับ โครงข่าย 4G ในปัจจุบันได้ 

 

AIS คว้ารางวัลแบรนด์ทรงพลังสูงสุดในกลุ่ม Mobile Operator ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

 

181024 Pic AIS คว้ารางวัลแบรนด์ทรงพลังสูงสุดในกลุ่ม Mobile Operator ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4.jpg

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้างานบริหารแบรนด์ เอไอเอส รับรางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2018 สุดยอดแบรนด์ทรงพลังสูงสุดในประเทศไทย ประจำปี 2561 ในกลุ่ม Mobile Operator ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในฐานะแบรนด์ที่อยู่ใน Top of Mind ของผู้บริโภค เป็นที่ชื่นชอบ มีภาพลักษณ์ที่ดี และมีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ซึ่งจัดขึ้นโดยภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้มอบรางวัล ณ อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

*************************************

บุคคลในภาพ (เรียงจากซ้ายไปขวา)
1. นายวิเลิศ ภูริวัชร                            หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี                                               จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. นายพสุ เดชะรินทร์                         คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี                                                                           จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์                 อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4.
นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา                 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์
5. นางศิวลี บูรณสงคราม                   
หัวหน้างานบริหารแบรนด์ เอไอเอส
6. นายพงศกร ชุมศรี                           ผู้เชี่ยวชาญการตลาดด้านแบรนด์และกิจกรรม เอไอเอส
7.
นายกษิดิศ เมืองสมบูรณ์                 เจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส เอไอเอส

AIS – HBO ออนแอร์ ซีรีส์สยองขวัญชุดใหม่ “Folklore” เปิดตำนานวิญญาณและความเชื่อจาก 6 ประเทศ 6 ผู้กำกับในเอเชีย

AIS-HBO Folklore.jpg

AIS เดินหน้าเสิร์ฟความบันเทิงระดับโลก จาก HBO Asia เปิดตัวซีรีส์สุดหลอนเรื่องใหม่ “Folklore” ตีแผ่มหากาพย์เรื่องเล่าลี้ลับ ชวนขนหัวลุกของ 6 ประเทศในเอเชีย โดย 6 ผู้กำกับในแต่ละประเทศ สร้างเป็นซีรีส์สยองขวัญแห่งปี จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ A Mother’s Love จากอินโดนีเซีย, Tatami จากญี่ปุ่น, Nobody จากสิงคโปร์, Pob จากไทย, Toyol จากมาเลเซีย และMongdal จากเกาหลี ออนแอร์ทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.00 น. ทางช่อง HBO HD และชมย้อนหลังได้ทาง HBO GO ผ่านทางแอปพลิเคชัน AIS PLAY สำหรับแพ็กเกจ PLAY PREMIUM 299 บาท/เดือน สมัครกด *678# โทรออก และผ่านกล่อง AIS PLAYBOX สำหรับแพ็กเกจ PLATINUM FULL HD 599 บาท/เดือน สมัครโทร 1175

181024 Pic AIS x HBO Asia Folklore_1.jpg

พร้อมกันนี้ ยังจัดกิจกรรมไฮไลท์พิเศษ! ชวนคุณมาบิ้วท์ความหลอนสั่นประสาทเสมือนจริงกับ “เกม VR” ธีมสยองสไตล์ Folklore ครั้งแรกในไทย ที่ HBO Asia สร้างขึ้นในรูปแบบของ VR Content เพื่อโปรโมทซีรีส์ Folklore ไปทั่วเอเชีย พร้อมมอบประสบการณ์หลอนมิติใหม่ ให้สาวกผู้ใช้บริการแพ็กเกจ PLAY PREMIUM และ PLATINUM FULL HD ได้เล่นฟรี! ตั้งแต่วันนี้ - 4 พฤศจิกายน 2561 ที่ IMAX VR ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5

Folklore - Pob Still.jpg

หมายเหตุ :

ซีรีส์ Folklore

เรื่อง A Mother’s Love ประเทศอินโดนีเซีย โดยผู้กำกับ Joko Anwar  ออนแอร์ในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561

เรื่อง Tatami  ประเทศญี่ปุ่น โดยผู้กำกับ Takumi Saitoh  ออนแอร์ในวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2561

เรื่อง Nobody ประเทศสิงคโปร์ โดยผู้กำกับ Eric Khoo  ออนแอร์ในวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2561

เรื่อง Pob ประเทศไทย โดยผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง ออนแอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2561

เรื่อง Toyol ประเทศมาเลเซีย โดยผู้กำกับ HO Yuhang ออนแอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2561

เรื่อง Mongdal ประเทศเกาหลี โดยผู้กำกับ Lee Sang Woo ออนแอร์ในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561

 

FOLKLORE: POB ความลับของผีปอบ (ไทย) – นักเขียนคนหนึ่งได้เผชิญหน้ากับผีปอบผู้สารภาพว่าตัวเองเป็นฆาตกร เมื่อได้เจอที่ระบาย ผีปอบจึงเล่าเรื่องเกี่ยวกับการฆาตกรรม และร้องขอให้ตีพิมพ์เรื่องของเขา แต่ทว่านักเขียนปฏิเสธ ทั้งสองจึงทำข้อตกลงซึ่งเดิมพันด้วยชีวิต

 

AIS ผนึก “Mc Jeans” มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ขาช้อปรุ่นใหม่

181022 Pic AIS x McJeans_4.jpg

เอไอเอส จับมือ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ แม็คยีนส์ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเครื่องแต่งกายและสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์แม็คยีนส์, M&C, U-P ฯลฯ ร่วมกันจัดแคมเปญการตลาดเพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าทั้งสองบริษัทได้ช้อปปิ้งสินค้าดีมีคุณภาพและทันสมัย เติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ประเดิมด้วย การมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้า MC Basic (แพ็กเสื้อยืด 2 ตัว) ในราคาพิเศษเพียง 390 บาท จากราคาเต็ม 595 บาท พร้อมรับฟรี! ซิมเอไอเอส วัน-ทู-คอล! พร้อมรับเงินโบนัสสูงสุด 100 บาท ณ ร้านแม็คยีนส์ทุกสาขา และเตรียมขยายระบบรับชำระด้วย Rabbit LINE Pay ในเร็วๆ นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สาวกแม็คยีนส์ในยุค 4.0 

#AIS #McJeans #AISXMcJeans

181022 Pic AIS x McJeans_1.jpg

รายชื่อผู้บริหารในภาพ ได้แก่ นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด กลุ่มลูกค้าทั่วไป, นายคมสันต์ บุพนิมิตร์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจบริหารกลุ่มลูกค้ารีเทลและช่องทางการตลาด และคุณพงษกรณ์ คอวนิช หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์  พร้อมด้วย คณะผู้บริหารแม็คกรุ๊ป ประกอบด้วย คุณสุณี เสรีภาณุ   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ,คุณสมชัย  สูงสว่าง ประธานเจ้าหน้าที่ ด้านธุรกิจและการขาย และ คุณนพดล  ตั้งเด่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่ ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ

เอไอเอส จัดวอล์คเเรลลี่ชิงถ้วยพระราชทานฯ ผนึกเกมกีฬาสุดมันส์ เอาใจครอบครัวยุคดิจิทัล

181018 Pic Release AIS FAMILY WALK RALLY 18_01.jpg

นางอมรรัตน์ ชาญปรีชญา หัวหน้าแผนกงานประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ชวนครอบครัวไทยใช้เวลาว่างสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในการแข่งขันวอล์คแรลลี่การกุศล AIS FAMILY WALK RALLY สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ครั้งที่ 18 ตอน “Sarnrak Digital Sport” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2561 ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

181018 Pic Release AIS FAMILY WALK RALLY 18_02.jpg

การแข่งขัน AIS FAMILY WALK RALLY ในครั้งนี้ จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและตื่นเต้นกว่าการแข่งขันวอล์คแรลลี่ทั่วไป โดยมีแอปพลิเคชัน AIS Rally เป็นตัวขับเคลื่อนในรูปแบบดิจิทัลวอล์คแรลลี่ให้ผู้เข้าแข่งขันได้พิชิตภารกิจต่างๆ ได้บนสมาร์ทโฟน ซึ่งถือเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของครอบครัวในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ ยังผสมผสานเกม กีฬา และเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง VR (วีอาร์), X-Box (เอ็กซ์-บอกซ์) มาไว้ในที่เดียว ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว และยังเป็นการส่งเสริมให้ครอบครัวผู้เข้าแข่งขันได้ออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย สำหรับทีมชนะเลิศจะได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

ครอบครัวที่สนใจ สมัครได้ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 นาฬิกา
เป็นต้นไป รับสมัครจำนวนจำกัดเพียง 70 ครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการสมัคร ครอบครัวละ 2,990 บาท
(3 คน) สมัครได้ทาง Facebook: AIS Sarnrak และ www.sarnrak.net หรือโทร. 02-029-5290

AIS Fibre สร้างความต่าง! ผุด “แพ็กเสริมเน็ตบ้าน – SpeedBOOST” รายแรกของไทย ให้เพิ่มสปีดได้แบบรายวัน แรงสุดถึง 1 Gbps  ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากใช้เน็ตเร็วสูงเฉพาะบางวัน

Pic AIS Fibre แพ็กเกจเสริม SpeedBOOST_1.jpg

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “นอกเหนือจากการสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมบรอดแบนด์ด้วยอินเทอร์เน็ต ไฟเบอร์แท้ (Pure Fibre) รายแรกของไทยแล้ว เรายังมุ่งมั่นคิดค้นเทคโนโลยี และนวัตกรรมรูปแบบแพ็กเกจที่แตกต่าง และฉีกแนวจากตลาดเดิมๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าเน็ตบ้านมาอย่างต่อเนื่อง”

“ที่ผ่านมาเราได้มอบประสบการณ์การใช้งานสปีดสูง ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งานฟรีเพิ่มขึ้นในวาระต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เทศกาลวันแม่ ที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข และการพบปะสังสรรค์ของคนในครอบครัว  AIS Fibre จึงมอบสิทธิพิเศษ ด้วยการเพิ่มสปีดให้ลูกค้าฟรี 3 วันเต็ม ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างยิ่งผ่านโซเชียล ยืนยันได้ว่ากลุ่มลูกค้ามี Demand การใช้งานสปีดที่สูงเฉพาะบางช่วงเวลา นี่คือที่มาของการสร้างนวัตกรรมแพ็กเกจครั้งแรกในตลาดบรอดแบนด์จาก AIS Fibre อีกครั้ง”

นายศรัณย์ เปิดเผยถึงแพ็กเกจใหม่ล่าสุดว่า “ด้วยความเข้าใจถึงพฤติกรรมดังกล่าว AIS Fibre จึงเปิดตัวแพ็กเกจเสริมเน็ตบ้าน เป็นรายแรกของตลาด ในรูปแบบ On Top แพ็กเกจในชื่อ “SpeedBOOST”  เพื่อเปิดทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการใช้งานเน็ตบ้านสปีดสูงในบางช่วงเวลา ไม่จำเป็นต้องสมัครใช้แพ็กเกจสปีดสูงแบบรายเดือน แต่สามารถเลือกสมัครแพ็กเกจเสริม เพื่อเพิ่มสปีดการใช้งานแบบรายวันได้ตามต้องการ มอบทั้งความคุ้มค่า และสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของกลุ่มเป้าหมาย อาทิ  กลุ่มคนทำงานที่เน้นการอัปโหลด ดาวน์โหลดเยอะ เช่น กราฟิกดีไซน์, สถาปนิค, คอเกมออนไลน์, คอโซเชียล และ Online Blogger ที่ชื่นชอบการไลฟ์สด หรือกลุ่มครอบครัวที่มีการใช้งานสูงในช่วงวันหยุด หรือในวันที่บ้านจัดงานปาร์ตี้ก็สามารถเลือกเพิ่มสปีดการใช้งานได้อย่างคล่องตัว”

แพ็กเกจเสริม SpeedBOOST สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาผู้พักอาศัยในบ้าน และคอนโดแบบ FTTR (Fibre To The Room) ประกอบด้วย

  • แพ็กเกจเสริม สปีดแรง 100/100 Mbps3 วัน ราคา 99 บาท สำหรับ ผู้ที่ใช้แพ็กเกจหลักปัจจุบันที่ความเร็ว < 100 Mbps
  • แพ็กเกจเสริม สปีดแรง 300/300 Mbps3 วัน ราคา 199 บาท สำหรับ ผู้ที่ใช้แพ็กเกจหลักปัจจุบันที่ความเร็ว 100 200 Mbps
  • แพ็กเกจเสริม สปีดแรง 1000/1000 Mbps1 วัน ราคา 99 บาท สำหรับ ผู้ที่ใช้แพ็กเกจปัจจุบันที่ 200 MbpsDual Band Wi-Fi RouterLAN กับอุปกรณ์ที่รองรับจะสามารถใช้งานได้ทันที ส่วนการเชื่อมต่อผ่าน  Wi-Fi สปีดที่ได้ขึ้นกับอุปกรณ์ Wi-Fi router และอุปกรณ์การใช้งานที่รองรับ

Pic AIS Fibre แพ็กเกจเสริม SpeedBOOST_2.jpg

“นอกจากแพ็กเกจนี้จะสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของเทคโนโลยี Dual Band Wi-Fi Router ของ AIS Fibre ที่สามารถรองรับการใช้งานสปีดสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็น High Standard เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่นในท้องตลาด”

 

ลูกค้าสนใจสมัครแพ็กเกจเสริมนี้ได้ง่ายๆ เพียงเข้าไปที่หน้าเว็บ www.ais.co.th/fibre เลือกลูกค้าปัจจุบัน และเลือกสมัครบริการเสริม

เอไอเอสประกาศวางจำหน่าย iPhone XS, iPhone XS Max และ iPhone XR ทั่วประเทศ 26 ตุลาคม นี้

iPhone XS.jpg

เอไอเอสประกาศพร้อมจำหน่าย iPhone รุ่นใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุด ได้แก่ iPhone XS, iPhone XS Max และ iPhone XR อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ที่เอไอเอส       ช็อป, ร้านเทเลวิซ, ร้าน iStudio ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ และ AIS Online Store โดยลูกค้าสามารถสั่งจองเครื่องได้ ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2561 เวลา 14.01 น. ผ่านทางเว็บไซต์ www.ais.co.th/iphoneXS และ www.ais.co.th/iPhoneXR สำหรับรายละเอียดแพ็กเกจและราคา สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.ais.co.th/iphoneXS และ www.ais.co.th/iPhoneXR

iPhone XR.jpg

AIS will offer Apple’s latest products starting on 26 October 2018, including iPhone XS and iPhone XS Max, the most advanced iPhones ever, as well as iPhone XR, bringing the latest iPhone innovations to more people. Customers will be able to pre-order iPhone XS and iPhone XS Max and iPhone XR beginning 19 October 2018 from 2.01 pm onwards at www.ais.co.th/iphoneXS and www.ais.co.th/iPhoneXR

AIS is excited to offer digital eSIM on iPhone XS, iPhone XS Max, and iPhone XR in the future.

AIS” จับมือ “CIRBOX” นำนวัตกรรม IoT พลิกโฉม ธุรกิจร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ยุคใหม่ พร้อมให้บริการชำระเงินผ่าน Rabbit LINE Pay สะอาด สะดวก สบาย ทั้งผู้ใช้และผู้ประกอบการ

Pic_AIS IoT x Cirbox_1.jpg

เอไอเอส เดินหน้าผู้นำการให้บริการ IoT เชิงพาณิชย์รายเดียวของประเทศ ที่ได้รับความไว้ใจจากภาครัฐ เอกชน และอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือ CIRBOX” (เซอร์บ็อกซ์) ผู้นำธุรกิจเครื่องหยอดเหรียญ และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ร่วมกันนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาสร้างนวัตกรรมและเสริมความแข็งแกร่งอย่างแตกต่างให้กับธุรกิจร้านซักผ้าหยอดเหรียญของไทย พัฒนาโซลูชันส์ใหม่ที่เรียกว่า “IoV หรือ Internet of Vending Machines” บนเครือข่าย AIS NB-IoT ซึ่งเป็นการนำแพลตฟอร์ม IoT มาเชื่อมต่อกับระบบ VMS (Vending Management Systems) เพื่อช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ให้กับผู้ประกอบการร้านแฟรนไชส์สะดวกซัก OTTERI WASH & DRY ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 64 สาขา โดย IoT จะช่วยให้เห็นสถานะการทำงานของเครื่องแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบปริมาณเหรียญในเครื่อง และแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันมาที่ผู้ดูแลทันทีเมื่อเหรียญเต็ม หรือเครื่องชำรุด ทำให้สามารถส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

Pic_AIS IoT x Cirbox_ขั้นตอนการชำระเงิน 1. เลือกช่องทางการชำระเงินง่ายๆ ผ่าน Rabbit LINE Pay.jpg

พร้อมทั้งนำระบบ Data Analytic เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการตลาด เพิ่มโอกาสในการให้บริการ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการลงทุน เช่น รู้ช่วงเวลาที่มีการใช้งานเครื่องมากที่สุด การทำโปรโมชั่นกระตุ้นในช่วงที่มีการใช้งานน้อย เป็นต้น

Pic_AIS IoT x Cirbox_2.jpg

นอกจากนี้ ยังร่วมกันพัฒนาระบบรับชำระเงินผ่านโมบายล์ เพย์เมนท์ มอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าซักผ้าด้วย Rabbit LINE Pay ได้แล้ว เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่นิยมใช้โมบายล์ เพย์เมนท์มากขึ้น อีกทั้งสนับสนุนแนวคิดสังคมไร้เงินสด ลดการจ่ายเงินด้วยเหรียญ และลดภาระผู้ประกอบการที่ต้องมีเครื่องแลกเหรียญคอยให้บริการ

Pic_AIS IoT x Cirbox_ขั้นตอนการชำระเงิน 3.ชำระเงินสำเร็จ.jpg

วันนี้เอไอเอส ในฐานะผู้นำ IoT ที่มีเครือข่าย NB-IoT และ eMTC ครอบคลุมแล้ว 77 จังหวัดทั่วประเทศ และ Cloud IoT Platform ที่พร้อมแล้วสำหรับธุรกิจผู้ให้บริการตู้หยอดเหรียญ และทุกภาคส่วนด้วยบริการที่เต็มรูปแบบ และครบวงจร ตั้งแต่เครือข่าย, อุปกรณ์, แพลตฟอร์ม และพร้อมให้คำปรึกษากับทุกองค์กรที่สนใจนำ IoT ไปใช้ในการทำงาน สนใจติดต่อได้ที่ Corporate call center โทร. 1149 หรือเว็บไซต์ http://business.ais.co.th/iot

เอไอเอส ร่วมกับกลุ่มอินทัช จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

181012 Pic เอไอเอส ร่วมกับกลุ่มอินทัช จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ในวันคล้ายวันสวรรคต_1.jpg

เอไอเอส นำโดย นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ร่วมกับ กลุ่มอินทัช ซึ่งประกอบด้วย บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ และบมจ. ไทยคม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 13 ต.ค. 2561

โดยในพิธีประกอบด้วย พิธีสวดพระพุทธมนต์, ทอดผ้าบังสุกุล และกล่าวน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ อาคารเอไอเอส 1

 

 

ม. หอการค้าไทย จับมือ AIS และ พันธมิตรชั้นนำด้านไอซีที Vision Net, Tmaxsoft นำเทคโนโลยี Cloud พัฒนาระบบบริการการศึกษา (Registration System) ครั้งแรกของไทย! ยกระดับวงการการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล

 

เอไอเอส ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมด้าน IoT และ Cloud ของประเทศ ล่าสุด ได้รับความไว้วางใจจาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และพันธมิตรชั้นนำด้านไอซีที Vision Net ผู้นำการให้บริการะบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับสถาบันการศึกษา และ Tmaxsoft ผู้ให้บริการ Software เทคโนโลยีการจัดเก็บฐานข้อมูลระดับ Enterprise ร่วมกันพัฒนาโซลูชั่นใหม่ เพื่อยกระดับวงการการศึกษาไทยไปอีกขั้น โดยการนำเทคโนโลยี Cloud มาใช้สำหรับ  ระบบบริการการศึกษา ของมหาวิทยาลัยจากเดิมที่อยู่บน server ของมหาวิทยาลัยไปใช้บริการ Public Cloud เต็มรูปแบบจาก ทั้ง Infrastructure as a Service, Tibero Database on Cloud, ละ Visionnet Application on Cloud จาก AIS เป็นรายแรกของไทย ทั้งนี้ทางผู้ประกอบการได้ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการเพื่อมุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร และผู้รับบริการของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งการบริหารจัดการระบบงานทะเบียนและไอทีถือเป็น หัวใจสำคัญของสถาบันการศึกษาที่ต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการจัดการ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สอดคล้องนโยบาย Digital University 4.0 และ Thailand 4.0

การร่วมพัฒนาระบบบริการการศึกษา บน Public Cloud ให้กับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ เป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านไอซีทีโซลูชันส์จาก 3 ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำของประเทศ ประกอบด้วย

         • เอไอเอสให้บริการเช่าใช้เครือข่าย (Enterprise Cloud) ในลักษณะ Infrastructure as a Service (IaaS) โดยจะให้บริการเช่าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) ที่รวมตั้งแต่ CPU, RAM , Storage และ Firewall โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากเอไอเอส ดูแลเรื่องการติดตั้ง และดำเนินการ Configure ระบบความปลอดภัย เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

          • Vision Net ผู้พัฒนาระบบบริการการศึกษา (Registration System) ที่ให้บริการนักศึกษา อาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรเข้าใช้งานได้แบบออนไลน์ โดยเป็นระบบที่ครบวงจร ครอบคลุมทุกขั้นตอนการใช้งาน ตั้งแต่การรับนักศึกษาใหม่ จนถึงการออกปริญญาบัตร

          • Tmaxsoft ให้บริการด้านฐานข้อมูล (Database Platform) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “Tibero” ที่สามารถให้บริการ Database ในระดับ Enterprise ที่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานสูง อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น รองรับการใช้งานร่วมกับ Big Data & Analytics และ Cloud Technology สามารถทำงานในรูปแบบ High Availability หรือก็คือการปกป้องระบบฐานข้อมูลให้ดำเนินงานต่อไปได้โดยไม่สะดุด โดยสามารถออกแบบได้ทั้งแบบที่เป็น Active – Active Cluster (Database Servers สามารถทำงานได้หลายเครื่องพร้อมๆกันแบบ Active ทั้งหมด) และ Active – Standby Cluster (Database Servers ทำงานทีละหนึ่งเครื่อง ในกรณีที่เครื่องที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีปัญหาโดยระบบจะทำการย้ายไปทำงานอีกเครื่องเป็นการทดแทน)

โดยมีข้อดีและแตกต่างจากระบบเดิมช่วยเสริมศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรด้านไอทีภายในมหาวิทยาลัย ทั้งระบบหลังบ้าน Back Endและหน้าบ้าน Front Endกล่าวคือ ระบบบริการการศึกษาบน Public Cloud สามารถรองรับการขยายระบบได้อย่างรวดเร็ว อาทิการเพิ่มจำนวน CPU, Memory, Storage และ Network Bandwidth รวมถึงการเพิ่มจำนวน Server ซึ่งทำให้สามารถปรับแต่งประสิทธิภาพได้ตามความต้องการใช้งาน เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลาที่ให้บริการ อาทิ ช่วงลงทะเบียนเรียน ช่วงรับสมัครนักศึกษา ซึ่งมีผู้เข้าใช้งานระบบจำนวนมาก ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบรองรับการใช้งานที่มากกว่าช่วงเวลาปกติได้ และเมื่อหมดช่วงเวลาดังกล่าว ก็สามารถปรับลด Capacity ลง ทำให้ประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก จากเดิมที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์และเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่มาเพื่อรองรับเฉพาะช่วงเวลาสั้นๆที่มีผู้เข้าใช้งานระบบจำนวนมากเท่านั้น

ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ให้นักศึกษา อาจารย์ ผู้บริหาร และบุคลากร ให้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งเอไอเอสพร้อมให้บริการ Cloud อย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปให้กับทุกภาคส่วน และพร้อมให้คำปรึกษากับทุกองค์กรที่สนใจนำ Cloud ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ สนใจติดต่อได้ที่ Corporate call center โทร. 1149 หรือเว็บไซต์ business.ais.co.th

AIS ส่งทีมอีสปอร์ตไทยผงาด “ALPHA X” คว้าแชมป์ระดับภูมิภาค เหนือทีมโปรฯ จากทั่วโลก ใน “PVP E-Sports Championship” ณ ประเทศสิงคโปร์

ทีม ALPHA X จากไทย คว้าแชมป์เกม ROV ระดับภูมิภาค_1.jpg

เอไอเอส ส่งสองทีมนักกีฬาอีสปอร์ตประเทศไทย คือ ทีม “ALPHA X” แชมป์เกม ROV (Mobile Game) และทีม “Hashtag?.DOTA” แชมป์เกม DOTA2 (PC Game) เข้าร่วมแข่งขันเพื่อหาแชมป์กีฬา E-Sports ระดับภูมิภาค ในรายการ “PVP E-Sports Championship” ซึ่งจัดการแข่งขัน 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 5 - 7 ตุลาคม 2561 ณ ซันเทค ซิตี้ คอนเวนชัน เซนเตอร์ ประเทศสิงคโปร์ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 9,900,000 บาท หรือ 300,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ทีม ALPHA X จากไทย คว้าแชมป์เกม ROV ระดับภูมิภาค_2.jpg

สำหรับเกม ROV มีทีมเข้าร่วมแข่งขันรวม 9 ทีม แบ่งเป็นทีมแชมป์ตัวแทนประเทศ 6 ทีม ได้แก่ ทีม ALPHA X ตัวแทนประเทศไทย, ทีม ExDeGaming ตัวแทนประเทศอินเดีย, Bigetron eSports ตัวแทนประเทศอินโดนีเซีย, ทีม Resurgence ตัวแทนประเทศมาเลเซีย, ทีม Maxbox Gaming ตัวแทนประเทศฟิลิปปินส์และทีม Tamago ตัวแทนประเทศสิงคโปร์ และทีม Professional รับเชิญ 3 ทีม ได้แก่ ทีม Monster Shield จากไต้หวัน, ทีม Flipsid3 จากทวีปอเมริกาเหนือ และทีม Legend of Kid จากประเทศเวียดนาม โดยผลการแข่งขัน ผู้ที่คว้าแชมป์เกม ROV ได้แก่ ทีม ALPHA X จากประเทศไทย คว้าเงินรางวัล 40,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ทีม Secret จากยุโรป คว้าแชมป์เกม DOTA2 ระดับภูมิภาค_1.jpg

สำหรับเกม DOTA 2 มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน  9 ทีม แบ่งเป็นทีมแชมป์ตัวแทนประเทศ 6 ทีม ได้แก่ ทีม Questionmark by Hashtag ตัวแทนประเทศไทย, ทีม KSY ตัวแทนประเทศออสเตรเลีย, ทีม Signify ตัวแทนประเทศอินเดีย, ทีม BOOM ID ตัวแทนประเทศอินโดนีเซีย, ทีม Admiral Dota ตัวแทนประเทศฟิลิปปินส์ และทีม Resurgence ตัวแทนประเทศสิงคโปร์ และทีม Professional รับเชิญ 3 ทีม ได้แก่ ทีม PSG.LGD จากประเทศจีน, ทีม Secret จากทวีปยุโรป และทีม Fnatic จากทวีปยุโรป โดยผู้ที่คว้าแชมป์เกม DOTA2 ได้แก่ ทีม Secret จากทวีปยุโรป คว้าเงินรางวัล 80,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ทีม ALPHA X จากไทย คว้าแชมป์เกม ROV ระดับภูมิภาค_5.jpg

การแข่งขันกีฬาอีสปอร์ต “PVP E-Sports Championship” เกิดขึ้นโดยความร่วมมือในระดับภูมิภาค ระหว่างสิงเทลกรุ๊ป และโอเปอร์เรเตอร์ในเครือรวม 6 ประเทศ คือ ไทย, ออสเตรเลีย, อินเดีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ พร้อมพันธมิตรชั้นนำด้านเกมของโลก Razer, Garena, Blizzard และ Mineski Event Team เปิดเวทีประลองสองเกมสุดฮิต ROV (Mobile Game) และ DOTA2 (PC Game) เฟ้นหาสุดยอดแชมป์ E-Sports ระดับภูมิภาค โดยประเทศไทยได้จัดการแข่งขัน “Thailand PVP E-Sports Championship Powered by AIS” ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากคอมมูนิตี้เกมอย่างมาก มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแข่งขันกว่า 3,000 ทีม 15,000 คน

AIS คว้ารางวัลแบรนด์ทรงพลังสูงสุดในกลุ่ม Mobile Operator ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

181004 Pic_AIS_The Most Powerful Brands of Thailand 2018_02.jpg

นางศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้างานบริหารแบรนด์ เอไอเอส รับรางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2018 หรือ สุดยอดแบรนด์ทรงพลังสูงสุดในประเทศไทย ประจำปี 2561 ในกลุ่ม Mobile Operator ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในฐานะแบรนด์ที่อยู่ใน Top of Mind ของผู้บริโภค เป็นที่ชื่นชอบ มีภาพลักษณ์ที่ดี และมีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจัดขึ้นโดยภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้มอบรางวัล

181004 Pic_AIS_The Most Powerful Brands of Thailand 2018_01.jpg

รางวัลดังกล่าวเป็นผลงานวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคชายและหญิงอายุ 18-59 ปี ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจซื้อและใช้สินค้าและบริการ รวมทั้งสิ้น 12,400 ตัวอย่าง ดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2561 ตอกย้ำความสำเร็จของ AIS ในการเป็น Digital Service Provider ที่ดีที่สุดในประเทศไทย และเป็นเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือและอินเทอร์เน็ต อันดับ 1 ตัวจริง

 

AIS ผนึกภาคเอกชนร่วมกับสถาบันระดับโลก จัดสัมมนา ACADEMY for THAIS เพื่อเพิ่มองค์ความรู้โลกดิจิทัลให้คนไทย ส่งเสริมศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ

181003-Pic-ACADEMY-for-THAIs_9.jpg

AIS Academy จัดสัมมนา ACADEMY for THAIS รวบรวมองค์ความรู้แห่งโลกยุคดิจิทัล โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Disruption หลากหลายองค์กรชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ ร่วมเปิดมุมมองและหาคำตอบของการเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีให้คนไทยพร้อมเติบโตและก้าวไปพร้อมกัน ศูนย์ประชุมอิมแพค ฟอรั่ม, เมืองทองธานี

181003-Pic-ACADEMY-for-THAIs_1.jpg

หลายครั้งที่เราได้รับข่าวสารเกี่ยวกับ Digital Disruption ทั้งที่เกิดขึ้นแบบรุนแรงเฉียบพลัน และแบบค่อยๆ แทรกซึม  ท้าทายกรอบความคิดรูปแบบเดิมที่เราเคยประสบความสำเร็จลงไปแบบพลิกฝ่ามือ สำหรับ AIS การเตรียมพร้อมดังกล่าว  ตลอดจนความตื่นตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมาเป็นเวลากว่า 3 ปี    AIS ได้จัดตั้ง AIS Academy ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการเรียนรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ จากทั้งภายในและนอกประเทศ รวมถึง การปฏิวัติองค์กรเพื่อสร้างความพร้อมเข้าสู่โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอันมีผลจาก Digital Disruption ผ่านแนวคิด Anywhere Anytime Any Device สำหรับพนักงานในองค์กร โดยอาศัยการใช้ Digital Platform นำส่งองค์ความรู้ที่หลากหลายไปยังพนักงาน เพราะเชื่อมั่นว่า การรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียุคดิจิทัล เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนองค์กรและแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง และพันธกิจที่สำคัญเหนือสิ่งใด คือการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมไทย  โดยเป็นอีกแรงผลักดันในการสร้างความร่วมมือภาคเอกชน เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถของคนไทยให้เติบโตไปอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดผสานกำลังเพื่อสังคมที่เข้มแข็งของการเติบโตร่วมกัน อันเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ขององค์กรในยุคปัจจุบัน

181003-Pic-ACADEMY-for-THAIs_2.jpg

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์ของ AIS ในการดำเนินการทำ Digital Transformation ให้กับพนักงานภายในองค์กร เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จึงมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในฐานะสมาชิกในสังคมไทยที่ AIS ไม่อาจละเลยคือ การเป็นแรงขับเคลื่อนด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุคดิจิทัลเพื่อคนไทย ด้วยเหตุผลว่า เทคโนโลยีดิจิทัล จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นที่คนไทยสามารถใช้งาน เพื่อประโยชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับศักยภาพมวลรวมของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ทัดเทียมกับนานาประเทศบนเวทีโลกในทุกมิติ ทั้งหมดนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานสัมมนา ACADEMY for THAIs งานสัมมนาเชิงวิชาการระดับนานาชาติที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับสังคมไทยด้วยหลากหลายความรู้ทางเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสร้างความพร้อมให้เท่าทันนานาประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยหนุนเสริมให้คนไทยขยับตัวได้เร็วขึ้น คล่องตัวขึ้น ได้มองเห็นศักยภาพของตัวเองให้สามารถเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน”

181003-Pic-ACADEMY-for-THAIs_6.jpg

งานสัมมนา ACADEMY for THAIs ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกสิกรไทย, เมืองไทยประกันชีวิต ,   Minor International , SEAC , มหาวิทยาลัย Stanford และ MIT ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่มีแนวคิดและมุ่งสร้างความพร้อม ความเข้มแข็งด้าน Digital Transformation ให้กับบุคลากรภายในองค์กรและยึดมั่นร่วมมือกันในหมู่พันธมิตรในการสร้างสังคมให้ยั่งยืน โดยภายในงานได้จัดเสวนาเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับมุมมองและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวสู่โลกแห่งเทคโนโลยี ส่วนไฮไลท์สำคัญ เราได้รับความร่วมมือจาก South East Asia Center หรือ SEAC ในฐานะศูนย์พัฒนาผู้นำและผู้บริหารระดับสูงระดับนานาชาติ ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในการคัดสรรวิทยากรผู้มีประสบการณ์ตรงด้าน Digital Disruption เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ได้แก่ Mr.Hau L. Lee / Mr.Rudy De Waele / Dr.Johan Ugander มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กำลังอยู่ในความสนใจและจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมจึงได้รับเกียรติจากวิทยากรอีกมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้อยู่ในแวดวงธุรกิจที่ได้เรียนรู้และปรับตัวเท่าทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อาทิ ดร.สุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด, คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด, คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com ร่วมพัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยีครั้งนี้ไปด้วยกัน

181003-Pic-ACADEMY-for-THAIs_13.jpg

“งานสัมมนา ACADEMY for THAIs ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีที่  คนไทยจะได้รับฟังและเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและในระดับภาคธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนได้เตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ” นางสาวกานติมา กล่าวสรุป

กลุ่มสิงเทล ผนึก เอไอเอส เปิดตัว “VIAเครือข่ายบริการชำระเงินด้วยมือถือข้ามประเทศ รายแรก!!!  ที่ให้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านอี-วอลเลทของค่ายมือถือตัวเองได้ ระหว่างอยู่ต่างประเทศ

Pic_ AIS x Singtel_VIA -1.jpg

  • สิงเทล จับมือ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของไทย และธนาคารกสิกรไทย ผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งรายใหญ่ที่สุดของไทย เปิดตัวเครือข่ายชำระเงินผ่านมือถือข้ามประเทศ ในชื่อ VIA เริ่มต้น สิงคโปร์-ไทย ด้วย Singtel Dash และ Rabbit LINE Pay (ผ่านแอปฯ AIS GLOBAL Pay)
  • ลูกค้าชาวสิงคโปร์ที่ใช้กระเป๋าเงินอิเล็คทรอนิกส์ Singtel Dash และลูกค้าชาวไทยที่ใช้ Rabbit LINE Pay (ผ่านแอปฯ AIS GLOBAL Pay) สามารถชำระเงินผ่าน QR Code ที่มีสัญลักษณ์ VIA หรือ Thai QR Code ด้วยสกุลเงินของประเทศตัวเอง โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ช่วยให้ไม่ต้องกังวลกับอัตราแลกเปลี่ยน หรือถือเงินสดในระหว่างเดินทาง
  • ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ ร่วมผลักดันแนวคิดสังคมไร้เงินสดแบบไร้พรมแดน เสริมความแข็งแกร่งให้กับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ประเทศไทย, 2 ตุลาคม 2561 กลุ่มสิงเทล เปิดตัว VIA บริการชำระเงินผ่านมือถือข้ามประเทศ ภายใต้การร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม เพื่อเชื่อมต่อบริการระหว่างกัน ด้วยการเริ่มต้นจับมือกับ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของไทย และธนาคารกสิกรไทย ผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งรายใหญ่ที่สุดของไทย พร้อมให้บริการชำระเงิน ด้วยคิวอาร์โค้ดผ่านทางกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนมือถือ ทั้ง Singtel Dash และ Rabbit LINE Pay (ผ่านแอปฯ AIS GLOBAL Pay) ในร้านค้าของทั้งสองประเทศที่แสดงสัญลักษณ์ VIA รวมถึงร้านค้าในประเทศไทยที่มีสัญลักษณ์ Thai QR Code รวมจำนวนมากกว่า 1.6 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ

 

ในขั้นแรก พันธมิตรของ VIA ทั้งผู้ที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมและธุรกิจอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม จะเชื่อมต่อกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เพื่อสร้างเครือข่ายการชำระเงินให้ทั่วภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยและสะดวกสบายในการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเดินทางในภูมิภาคเอเชีย โดยหลังจากนี้ จะมีการขยายไปยังพันธมิตรอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น Airtel ในอินเดีย, Globe ในฟิลิปปินส์, Telkomsel ในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม จะมีการคำนึงถึงกฎระเบียบของแต่ละประเทศ

Pic_ AIS x Singtel_VIA -6.jpg

นายอาเธอร์ แลง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสิงเทล อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า นี่คือวันที่มีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มสิงเทล โดยความพยายามของพันธมิตร VIA ซึ่งมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงการชำระเงินที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ด้วยการนำเอากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ มาอยู่รวมกัน เพราะเมื่อเวลาที่ผู้คนเดินทางในภูมิภาคเอเชีย เราต้องการให้พวกเขาสามารถใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศของตนเองได้อย่างง่ายดายในต่างประเทศ โดย VIA จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการชำระเงินให้กับผู้บริโภคนับล้านคน โดยรวมถึงฐานผู้ใช้งานของเราทั้งหมดว่า 700 ล้านคน เรามองเห็นโอกาสอันสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพราะสิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันใหญ่ที่ช่วยให้ภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และสานต่อวิสัยทัศน์ในการทำให้เกิดตลาดดิจิทัลที่ใช้งานร่วมกัน

 

ในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังตลาดของกลุ่มสิงเทลในภูมิภาคเอเชียกว่า 80 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มากกว่า 1.5 ล้านคนต่อปีที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสิงคโปร์และไทย และตัวเลขนี้ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จุดเด่นของ VIA คือบริการที่โปร่งใส สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ เอไอเอสและสิงเทล ต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรการด้านความปลอดภัย cyber security โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อชำระเงินด้วยสกุลเงินของประเทศตนเอง เมื่อมาท่องเที่ยวในสิงคโปร์และไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีการแข่งขันสูงในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา บริการนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวลกับการพกพาเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมทางการเงินข้ามประเทศอีกด้วย ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่สามารถรับบัตรเครดิต ก็จะสามารถขยายการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวผ่านการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้อย่างสะดวกอีกด้วย ส่วนแอปพลิเคชันชำระเงินผ่านมือถือรายอื่นๆ สามารถเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกับ VIA เพื่อที่จะได้เข้าถึงกลุ่มผู้ขายและฐานลูกค้าของกลุ่มสิงเทลทั่วทั้งภูมิภาค

Pic_ AIS x Singtel_VIA -5.jpg

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันแนวคิดสังคมไร้เงินสดให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เอไอเอสเองในฐานะผู้นำด้านเครือข่ายและบริการดิจิทัลของประเทศ เรามุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการที่จะออกมาตอบโจทย์เรื่อง Mobile Payment อย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่ที่จะยกระดับสังคมไร้เงินสดของไทยไปอีกขั้น ภายใต้การผนึกกำลังกับกลุ่มสิงเทล และได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรชั้นนำในประเทศไทย ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เพื่อร่วมมอบประสบการณ์ใหม่ในการชำระเงินดิจิทัลแบบไร้พรมแดน ให้กับลูกค้าและคนไทย ที่เดินทางไปสิงคโปร์ให้สามารถใช้จ่ายผ่านอี-วอลเลท กับร้านค้าที่ร่วมบริการ VIA ได้อย่างสะดวก ซึ่งล้วนเป็นสินค้าและบริการจากแบรนด์ที่คนไทยให้ความนิยม รวมกว่า 20,000 ร้านทั่วสิงคโปร์ ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าคนไทยที่ใช้ Rabbit LINE Pay สามารถดาวน์โหลดแอป AIS GLOBAL Pay เพื่อไปใช้งานที่ประเทศสิงคโปร์ได้เช่นกัน

 

ในขณะเดียวกัน เอไอเอสต้องขอขอบคุณบริษัทพันธมิตรและผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ในประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญ และมาร่วมกันสร้างบริการนี้ให้เกิดขึ้นจริงด้วย นำโดย KBANK ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งชั้นนำของประเทศที่มี Thai QR Code มากที่สุดในไทย, Central ศูนย์การค้าชั้นนำ รวมทั้งร้านค้าแบรนด์ดัง อาทิ After You, นารายา ฯลฯ รวมถึงร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ตามแหล่งชุมชนต่างๆ และร้าน Street Food ที่รับชำระด้วย Thai QR Code มาเข้าร่วมโครงการ VIA ด้วยกัน รวมจำนวนมากกว่า 1.6 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ ก็พร้อมที่จะให้บริการกับชาวสิงคโปร์ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวยุคดิจิทัลให้กับประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล สานต่อไทยแลนด์ 4.0”

 

นายควน มูน ยูเอ็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้าของสิงค์เทล กล่าวว่า เราภูมิใจมากที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกรายแรกๆ ของบริการ VIA และรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเอาบริการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามาให้บริการกับลูกค้าของ Singtel Dash นี่คือความมุ่งมั่นของเราที่ต้องการขยายการเข้าถึงและทำให้ทุกคนในสิงคโปร์สามารถเพลิดเพลินกับการชำระเงินในชีวิตประจำวันอย่างสะดวกและปลอดภัย และไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหน เราจะสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเหล่าพันธมิตรและพัฒนาแอปพลิเคชัน Dash ให้กลายเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่แพร่หลายและใช้กันในชีวิตประจำวันของลูกค้า

Pic_ AIS x Singtel_VIA -4.jpg

ชาวสิงคโปร์จ่ายด้วย Singtel Dash เมื่อมาเมืองไทย ส่วนชาวไทยจ่ายด้วย Rabbit LINE Pay ผ่าน แอปฯ AIS GLOBAL Pay เมื่อไปสิงคโปร์

 

ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 500,000 ราย Singtel Dash ถือเป็นบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ครบและจบในที่เดียว เพราะช่วยให้ลูกค้าสามารถแปลงค่าเงิน ซื้อของ และส่งเงินไปทั้งในและนอกประเทศ บริการนี้พร้อมให้ทุกคนสามารถใช้งานได้แล้วในสิงคโปร์ โดยสามารถใช้งานผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคม ธนาคาร หรือโทรศัพท์รุ่นใดก็ได้ ส่วนในไทย Singtel Dash สำหรับผู้บริโภค จะสามารถใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VIA และ Thai QR Code โดยสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด หรือจะให้ร้านค้าสแกนคิวอาร์โค้ดของลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันก็ได้

 

โดยลูกค้าชาวสิงคโปร์ สามารถใช้งาน Singtel Dash เพื่อซื้ออาหาร-เครื่องดื่ม และช็อปสินค้าต่างๆ ได้ที่ร้านค้าในไทยกว่า 1.6 ล้านจุดทั่วประเทศ ตั้งแต่ศูนย์การค้าชั้นนำ, ร้านแบรนด์เนม, แหล่งช็อปปิ้งที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ, ร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ตามแหล่งชุมชนต่างๆ ตลอดจนร้าน Street Food ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ความอร่อยของไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

 

ส่วนประเทศไทยนั้น ลูกค้าที่ใช้แอปแชท LINE จำนวนกว่า 42 ล้านราย พร้อมที่จะใช้บริการ VIA ได้ โดยในจำนวนนี้ มีผู้ใช้ Rabbit LINE Pay จำนวนกว่า 5 ล้านราย ที่หลังจากมีการแสดงตัวตนผู้ใช้งานตามแนวทางปฏิบัติของภาครัฐแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดแอปฯ AIS Global PAY เพื่อใช้บริการ VIA ได้ทันที เมื่อเดินทางไปที่ประเทศสิงคโปร์ โดยสามารถชำระค่าแท็กซี่ ซื้อสินค้าและบริการ หรือค่าอาหารในสิงคโปร์กว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน Rabbit LINE Pay ถือเป็นกระเป๋าเงินบนมือถือที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ทั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทุกเพศทุกวัย เพราะถูกฝังอยู่ใน LINE แอปฯ แชทยอดนิยมอันดับหนึ่งของไทย

 

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวบริการระหว่างสิงคโปร์และไทยในครั้งนี้ Singtel Dash พร้อมมอบสิทธิพิเศษด้วยส่วนลด 10% สำหรับทุกการชำระเงินผ่านทาง Singtel Dash ในประเทศไทย และมอบอินเทอร์เน็ตโรมมิ่งจำนวน 1 GB มูลค่า 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ในไทยสำหรับลูกค้าของสิงเทลโดยเฉพาะ

 

ส่วนโปรโมชั่นพิเศษสำหรับ AIS GLOBAL Pay เมื่อชำระค่าสินค้าและบริการที่สิงคโปร์ โดยจ่ายด้วย Rabbit LINE Pay (ขั้นต่ำ 100 บาท) จะได้รับเงินคืนทันทีจำนวน 100 บาท ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2561 โดยลูกค้าของ Rabbit LINE Pay จะได้รับสิทธิ์ 1 คน/ 1 สิทธิ์ตลอดโครงการ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ viaconnects.com

###

เกี่ยวกับสิงเทล

สิงเทลเป็นกลุ่มบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจด้านการสื่อสารชั้นนำของเอเชีย โดยบริหารจัดการธุรกิจด้านสื่อสารโทรคมนาคม ไปจนถึงให้บริการเทคโนโลยีเพื่อความรู้และความบันเทิงกับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ในฝั่งผู้บริโภค สิงเทลให้บริการด้านการสื่อสารแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่มือถือ บรอดแบนด์และโทรทัศน์ ในฝั่งธุรกิจ สิงเทลนำเสนอโซลูชั่นในการทำงานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การจัดการข้อมูล คลาวด์ โครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต การวิเคราะห์และการรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต สิง เทล กรุ๊ปดำเนินธุรกิจอยู่ในเอเชีย, ออสเตรเลีย และแอฟริกา มีฐานลูกค้ามากกว่า 700 ล้านคนใน 22 ประเทศ ส่วนโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการสำหรับภาคธุรกิจดำเนินการอยู่ใน 21 ประเทศ โดยมีจุดเชื่อมต่อทางธุรกิจมากกว่า 428 แห่งใน 362 เมืองทั่วโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.singtel.com

ติดตามข่าวสารของสิงเทลได้ที่ http://twitter.com/SingtelNews.

 

เกี่ยวกับเอไอเอส

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลไลฟ์ ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ภายใต้อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ได้แก่ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ เอไอเอส ไฟเบอร์ และบริการดิจิทัลเซอร์วิส ใน 5 ด้าน ได้แก่ วิดีโอ คลาวด์ ดิจิทัลเพย์เมนท์ อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ อย่างการให้บริการแอปพลิเคชัน AIS PLAY บนโทรศัพท์มือถือ และกล่อง AIS PLAYBOX จากบริการเอไอเอสไฟเบอร์ ด้วยคลื่นความถี่มากที่สุด ที่เอไอเอสถือครอง ทำให้สามารถให้บริการโครงข่ายคุณภาพทั้งเทคโนโลยี 4G และ 3G ครอบคลุมกว่าร้อยละ 98 ของประชากร และเป็นผู้นำในการวิจัยร่วมกับคู่ค้า เพื่อใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพัฒนาคุณภาพโครงข่ายให้รองรับการใช้งานของลูกค้าที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสานต่อความเป็นผู้นำในยุค 5G ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Digital For Thais

AIS แต่งตั้ง ‘ธีร์ สีอัมพรโรจน์’ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน

คุณธีร์ สีอัมพรโรจน์.JPG

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ประกาศแต่งตั้ง นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (Chief Finance Officer: CFO) รับผิดชอบการบริหารงานด้านการเงิน โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561

นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (อุตสาหการ) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับสอง) และระดับปริญญาโท Management Science and Engineering, Finance and Investment จากมหาวิทยาลัย Stanford ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ นายธีร์มีประสบการณ์ในการบริหารงานด้านการเงิน โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในสายการเงิน รวมถึง Chief Finance Officer (CFO) จากบริษัทต่างๆ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งที่เป็นองค์กรชั้นนำในประเทศและระหว่างประเทศ อาทิ Merrill Lynch, Thai Beverage จำกัด (มหาชน), The Mall Group และ Thai Solar Energy จำกัด (มหาชน)  นายธีร์เข้าร่วมงานกับ AIS ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ในตำแหน่ง รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (Deputy Chief Finance Officer)

ด้วยประสบการณ์ ความสามารถ ศักยภาพและความสำเร็จของนายธีร์ จะเป็นประโยชน์ช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ AIS โดยเฉพาะการบริหารองค์กรให้มีความแข็งแกร่ง และบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้นต่อไป