ข้ามการนำทาง
2019

AIS กวาด 5 รางวัลใหญ่ จากเวที Thailand Zocial Awards 2019

แบรนด์ที่สร้างสรรค์ผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่มธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการให้บริการดิจิทัลอีกครั้ง ล่าสุดคว้ารางวัลจากเวที Thailand Zocial Awards 2019 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา กวาด 5 รางวัลใหญ่

แบรนด์ที่สร้างสรรค์ผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยม กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม และบนแพลตฟอร์มสุดฮิตทั้ง “Twitter”, “YouTube” และช่องทาง “Pantip” ด้าน Fast Response รวมทั้ง รางวัลแคมเปญยอดเยี่ยมด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของการเข้าถึงลูกค้าบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

Thailand Zocial Award 2019_01.JPG

 

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “จากพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เป็นโจทย์ให้แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอเช่นเดียวกัน โดยตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา AIS เป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์ผลงานและกิจกรรมทางการตลาด เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยมีหัวใจในการดำเนินงานต่างๆ ด้วยการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม (engagement) ที่จริงใจและใส่ใจในทุกๆ แพลตฟอร์ม ทำให้ลูกค้าเกิดความพึ่งพอใจและอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นมาโดยตลอด 

 

Thailand Zocial Award 2019_02.jpg

 

จากความทุ่มเทและมุ่งมั่นในการพัฒนาช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เอไอเอส จึงได้รับถึง 5 รางวัลจากเวที Thailand Zocial Awards 2019 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลให้กับองค์กรที่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด โดยเอไอเอสได้รับรางวัลใหญ่แบรนด์ที่สร้างสรรค์ผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยมกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน และได้รับรางวัลผลงานยอดเยี่ยมบนช่องทาง Pantip ด้าน Fast Response เป็นปีที่ 3 ในฐานะแบรนด์ที่สามารถตอบคำถามให้แก่ลูกค้าบนเว็บไซต์ Pantip ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยสถิติจำนวนกระทู้ที่ตอบคำถามกว่า 17,785 กระทู้ และเวลาเฉลี่ยในการตอบคำถามกระทู้ละ 9.9 นาที

 

นายปรัธนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราภูมิใจมากที่ได้รับรางวัลจากเวที Thailand Zocial Awards 2019 ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าเราสามารถเข้าถึงลูกค้าและตอบสนองไลฟ์สไตล์พฤติกรรมของลูกค้าใน

ยุคดิจิทัล ที่ชื่นชอบการใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปีนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา เพราะนอกจาก 2 รางวัลใหญ่ดังกล่าวแล้ว เอไอเอส ยังได้รับรางวัลแบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดีย

ยอดเยี่ยมบนแพลตฟอร์มยอดนิยม ทั้ง Twitter และ YouTube รวมทั้ง รางวัลแคมเปญยอดเยี่ยมจาก“บุพเพสันนิวาส ตอนพิเศษ” ด้วย

 

Thailand Zocial Award 2019_04.jpg

 

รางวัลที่เราได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่การันตีความสามารถและเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่น สร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อให้สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมารับข่าวสารต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย และมีปริมาณการใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

*******************************************************

 

Thailand Zocial Award 2019_03.JPG

AIS คว้ารางวัลผู้ให้บริการ Cloud Service ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

 

AIS ตอกย้ำการเป็นผู้ให้บริการดิจิทัล ที่นำเทคโนโลยีต่างๆ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า และเสนอทางเลือกที่เหมาะสมให้กับภาคธุรกิจต่างๆ อย่างครบวงจร ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ มีความเป็นมืออาชีพ และมากด้วยประสบการณ์

190226 Pic_Fastest Growing VMware Cloud Provider of the Year 2018_01.jpg

 

ล่าสุด AIS โดย นางอัศนีย์ วิภาตเวทย์ หัวหน้าส่วนงานผลิตภัณฑ์ลูกค้าองค์กรและบริการระหว่างประเทศ รับรางวัล Fastest Growing VMware Cloud Provider of the Year 2018 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในงาน VMware Partner Executiveในฐานะผู้ให้บริการ Cloud ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าองค์กร จนมีอัตราการเติบโตสูงสุดในตลาดประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีล่าสุดจาก VMWare เข้ามาสนับสนุนให้ลูกค้าองค์กรต่างๆ สามารถพัฒนา Business Model รูปแบบใหม่ๆ รวมทั้ง สร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ให้เกิดได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี Mr. Sanjay Deshmukh ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรและบริษัทคู่ค้า ภูมิภาคอาเซียน บริษัท วีเอ็มแวร์ จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ณ โรงแรม The Botanical House

 

190226 Pic_Fastest Growing VMware Cloud Provider of the Year 2018_03.jpg

 

190226 Pic_Fastest Growing VMware Cloud Provider of the Year 2018_02.jpg

เอไอเอส ยืนยัน ทุ่มเทพัฒนาเครือข่ายคุณภาพอันดับ 1 เพื่อคนไทย  หลังคว้า “เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย” 4 ปีซ้อน จาก Ookla® Speedtest®

01_Thailand Speedtest Awards Winner.jpg

 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และทีมงานวิศวกรเอไอเอส ร่วมยืนยันความมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายเพื่อคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง หลัง Ookla® Speedtest® ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก ประกาศให้ เอไอเอส เป็น อันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย ถึง 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ ปี 2015 – 2018 พร้อมครองอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยวัดจากผู้ใช้มือถือในประเทศไทย ที่ร่วมกดทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต มากกว่า 7 ล้านครั้ง ภายใน 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ตอกย้ำความสำเร็จจากการมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าและคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง

02_Thailand Speedtest Awards Winner.jpg

โดย Ookla® Speedtest® เป็นผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก ที่มีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านรายใน 190 ประเทศทั่วโลก ด้วยความแม่นยำและได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเป็นแอปฯ ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด กับยอดดาวน์โหลดแอปฯ รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยมียอดผู้ใช้ประจำกว่า 3.87 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา

Thnks Team for winning ookla 4 years6.jpg

ถอดสลักความคิด : AIS ACADEMY for THAIs: Intelligent Nation Series
ตามทันเทคโนโลยี เพิ่มทักษะ ก่อเกิดวัฒนธรรม

190222_Pic_01_AIS ACADEMY for THAIs.jpg

ถึงวันนี้ หลายคนต่างรู้กันดีแล้วว่า Digital Disruption คือการก่อร่างของเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาทำลายล้างวิธีการ ความคิด พฤติกรรม หรือสิ่งที่เราเคยทำอยู่ก่อนหน้าหรือในปัจจุบันให้เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ร่องรอยของสิ่งที่มาทำลายนั้น คือ “โอกาส” ของการริเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ท้าทายมากขึ้น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากยิ่งขึ้น

190222_Pic_02_คุณกานติมา _AIS ACADEMY for THAIs.jpg

ในงาน AIS ACADEMY for THAIs: Intelligent Nation Series ที่ผ่านมา มีหลายมุมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ทั้งระดับประเทศและระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และนำแง่มุมจากประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายของเทคโนโลยี ซึ่งบทเรียนต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากการลงมือทำ ถือเป็นแต้มต่อที่ช่วยผลักดันให้หลายธุรกิจสามารถก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี และพลิกเกมจนสามารถประสบความสำเร็จได้ในที่สุด มาจนวันนี้ Digital Transformation คงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่การขับเคลื่อนประเทศจะต้องใช้ “แรง” จากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกัน เช่นเดียวกับในครั้งนี้ AIS ขันอาสาขอเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกคนทุกฝ่าย และคนไทยทุกคน มาพัฒนาองค์ความรู้บนโลกเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเสริมทักษะและสร้างวัฒนธรรมของการแบ่งปันร่วมกัน

 

คนรุ่นใหม่ อาจไม่ได้ถูกแบ่งตามจำนวนตัวเลขตามปีเกิดของแต่ละคน หากแต่เป็นคนที่รู้จักและรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล พร้อมมีศักยภาพในการดึงเอาความสามารถของเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ในฐานะหัวเรือ AIS ACADEMY ได้กล่าวถึงครั้งที่ 2 ของงานสัมมนา AIS ACADEMY for THAIs ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถือเป็นเกียรติและความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ AIS ACADEMY ที่ได้มีโอกาสรับใช้สังคมไทยอีกครั้ง ภายใต้บริบทความเชื่อที่ว่าการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมไทยและการคิดเผื่อ AIS มีความเชื่อว่า การเติบโตเพียงลำพัง ไม่ใช่การเติบโตที่แท้จริงและยั่งยืน แต่องค์ความรู้ใหม่ๆ จากบทเรียนของมืออาชีพ จะเป็นตัวจุดประกายและช่วยยกระดับความรู้ของคนไทยให้มีความแข็งแกร่งและเข้าใจเรื่อง Digital Disruption ได้ดียิ่งขึ้น”

190222_Pic_03_คุณกานติมา _AIS ACADEMY for THAIs.jpg

อีกประเด็นที่ คุณกานติมา ได้กล่าวไว้บนเวทีครั้งนี้ว่า Digital Transformation กลายเป็นคำที่คุ้นหูและได้ยินบ่อยครั้งตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องใกล้ตัว แต่โจทย์ที่ยากกว่านั้น คือความเข้าใจของคนที่แตกต่างกันออกไป AIS จึงเชื่อว่า องค์ความรู้เรื่อง Digital Disruption จะเป็นส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่ง และเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้ เพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โลกที่แคบลง โลกที่สื่อสารกันด้วยเทคโนโลยี เริ่มทำให้บริบทของการดูแลลูกค้า บริบทของการตอบสนองผู้บริโภคมีความแตกต่างออกไป

 

นับต่อจากนี้ AIS ACADEMY จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางและชักชวนพันธมิตรทางธุรกิจและประชาชนคนไทย มาช่วยยกระดับความรู้ทางเทคโนโลยีในวงกว้างมากขึ้น โดย AIS หวังว่า แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นจากการจัดงานครั้งนี้ จะช่วยส่งไม้ต่อไปยังภาคส่วนต่างๆ ของสังคมไทยให้เกิดการตื่นตัว มีทักษะความสามารถทางเทคโนโลยีที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน

190222_Pic_04_คุณปฐมา _AIS ACADEMY for THAIs.jpg

บนเวทีสัมมนาครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจากนางสาวปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ซึ่งได้นำประสบการณ์อันล้ำค่าจากการทำงานระดับโลก มาบอกเล่าให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจในหลายประเด็น เริ่มด้วยประโยคที่บอกว่า “Disruption is the new normal” เป็นการเริ่มต้นใหผู้ร่วมสัมมนาตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีที่ไม่ว่าจะยังไง เราก็จะต้องเผชิญหน้าและปรับตัวอยู่เสมอ จากนั้น คุณปฐมา ได้ฉายภาพให้เราได้เห็นถึงปรากฎการณ์ทางเทคโนโลยีในกระแสโลกที่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการและรูปแบบชีวิตแบบเดิมไป ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ UBER, Airbnb และ Facebook ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถ ที่พัก หรือคอนเทนต์ของตัวเอง แต่ได้ใช้ประโยชน์ของการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างแพลตฟอร์มที่ทรงประสิทธิภาพ จนสร้างรายได้อย่างมหาศาลไปทั่วโลก

 

ขณะเดียวกัน หากมองกลับมาที่การบริหารจัดการภายในองค์กร ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงบนโลกเทคโนโลยี คุณปฐมา มองว่า สิ่งที่น่ากังวลภายในองค์กรมีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1. ปัจจัยทางการตลาด 2. เทคโนโลยี 3. ทักษะ

 

สำหรับการปรับตัวในสถานการณ์ Digital Disruption ในแง่มุมของภาคธุรกิจ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่ม Dancing with Disruption คือ กลุ่มที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง รับรู้และยอมรับการเกิด Digital Disruption และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงการทำงานให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น 2. กลุ่ม Trust in the journey คือ กลุ่มที่รับฟัง Feedback จากผู้ใช้งานหรือลูกค้า มาเป็นเสียงสะท้อนในการปรับปรุงแก้ไข พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า 3. กลุ่ม Orchestrating the future คือ กลุ่มที่คำนึงถึง Business Model ใหม่ๆ และมีการเตรียมแผนพร้อมรับมือสำหรับอนาคต 4. กลุ่ม Innovation in motion คือ กลุ่มที่นำเอา Innovation หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ที่สอดรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ปิดท้าย คุณปฐมา มองถึงการสร้างวัฒนธรรมภายในองค์กร ว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะนำไปสู่การออกแบบนวัตกรรมหรือสินค้าใหม่ๆ พร้อมส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ของพนักงานจากรุ่นสู่รุ่น

190222_Pic_05_คุณ Mitch_Netflix _AIS ACADEMY for THAIs.jpg

มาถึง แนวคิดการทำงานของธุรกิจระดับโลกอย่าง Netflix หนึ่งในธุรกิจบันเทิงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากอยู่ในขณะนี้ โดย Mr. Mitch Lowe Co-founding Executive of Netflix เผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ว่า ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาเพียงแค่ชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการลองผิดลองถูก เรียนรู้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน Netflix พยายามหาหนทางแก้ไข Pain Point ของผู้บริโภค ในการทำให้การรับชมภาพยนตร์สามารถเกิดขึ้นได้ที่บ้าน และเชื่อว่า ความบันเทิงกำลังจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบดิจิทัล สามารถรับชมได้ผ่านทางหน้าจอที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ Laptop และจอโทรศัพท์มือถือ จนในที่สุด เทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาขึ้นจน Netflix สามารถ Launched Streaming ได้เป็นครั้งแรกในปี 2008 ซึ่งหลังจากนั้น Netflix ยังคงพัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรับชมอย่างต่อเนื่องแบบไม่สะดุด และสามารถเลือกรับชมตอนต่อไปได้ในทันที ถือเป็นความแตกต่างที่สร้างคุณค่าและได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมที่เข้าชมผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลายในทั่วทุกมุมโลก

 

ปัจจุบัน Netflix มีผู้ติดตามอยู่ใน 130 ประเทศทั่วโลก Mitch พูดถึงกุญแจสู่ความสำเร็จ 3 อย่าง คือ 1. บุคลากร (People) เป็นทรัพยากรที่สำคัญ จะต้องเป็นผู้ขวนขวายความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อจะเป็นหนทางในการเพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง 2. วัฒนธรรม (Culture) ที่จะส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ ซึ่งเกิดจากความชัดเจนในการกำหนดทิศทางและเป้าหมายขององค์กร บุคลากรจะมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน 3. ความเป็นผู้นำ (Leadership) กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ

 

สุดท้าย มีข้อคิดจากการลงมือทำของ Netflix ไว้ว่า “อย่ากลัวที่จะตัดสินใจผิด เพราะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในการสร้างนวัตกรรม คือการทำผิด” เพราะเราไม่มีทางที่จะทำอะไรผิดหมด เราจะต้องลองอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังนั้น องค์กร จะต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้คนกล้าลองทำในสิ่งที่ผิดพลาดได้

 

190222_Pic_06_Seminar_AIS ACADEMY for THAIs.jpg

 

 

สำหรับ ในงานเสวนา หัวข้อ “เดินธุรกิจอย่างไรเมื่อโลกไร้พรมแดน” ได้มีตัวแทนจากภาคธุรกิจและภาครัฐ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจและนำเอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย

 

190222_Pic_07_Seminar_คุณชนิตร_AIS ACADEMY for THAIs.jpg

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลกรุ๊ป สะท้อนความคิดเห็นในมุมมองนักธุรกิจว่า “พื้นฐานของการเคลื่อนของเทคโนโลยี ประกอบไปด้วย 3 Ex ได้แก่ 1. Exponential คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดด 2. Exclusivity การมีทรัพย์สินทางปัญญา หรือนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นภายในองค์กร 3. Execution การบริหารจัดการให้สำเร็จ ขณะเดียวกัน Business Model จะต้องปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค Data โดยเฉพาะ Moving Data เป็นเรื่องที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญ และนำมาใช้ประโยชน์

 

190222_Pic_08_Seminar_คุณณัฐพล_AIS ACADEMY for THAIs.jpg

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ให้ทัศนะในบทบาทของภาครัฐว่า “สิ่งสำคัญคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง Digital Literacy ให้แก่ประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ควรสร้างมาตรฐานด้าน Cyber Security ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หน่วยงานภาครัฐ มุ่งที่จะสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำข้อมูลที่เปิดเผยได้ ไปใช้ประโยขน์แก่สังคมโดยรวม”

 

190222_Pic_09_Seminar_คุณมารุต_AIS ACADEMY for THAIs.jpg

นายมารุต ชุ่มขุนทด CEO & Founder Class Café แสดงมุมมองในฐานะ Startup ว่า “ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเป็นเรื่องธรรมชาติ เราต้องกล้าที่จะแข่งขัน เอาเทคโนโลยีมาเป็นอาวุธ Big Data จะทำให้รู้จักลูกค้าที่เข้ามาในร้านกาแฟมากขึ้น แต่เทคโนโลยีมีต้นทุนด้านราคา เราจึงต้องหาพันธมิตรมาช่วยในการจัดการ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความกล้าที่จะคิดใหม่ เพราะความผิดหวัง เป็นหนทางหนึ่งสู่ความสำเร็จในอนาคต”

 

190222_Pic_10_Seminar_คุณอราคิน_AIS ACADEMY for THAIs.jpg

นายอราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าฝ่ายงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT และเครือข่าย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอสกล่าวในฐานะตัวแทนภาคเอกชนที่มุ่งมั่นในการให้บริการดิจิทัลว่า “เอไอเอส ให้ความสำคัญกับพนักงาน จึงได้มีการปรับสภาพเเวดล้อมต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง อีกทั้ง มีการใช้ Learning Platform ต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มทักษะทางดิจิทัลให้กับพนักงานด้วย ส่วนการทำงานเพื่อรับมือกับ Digital Disruption นั้น องค์กรจะต้องมีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีเเพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อข้อมูลทุกอย่างเข้าหากัน มีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการทำงานให้สนุก และทำงานประจำให้เป็น Automation และโฟกัส เรื่อง Creativity”

 

190222_Pic_11_คุณ Jonas_Skype _AIS ACADEMY for THAIs.jpg

ปิดท้ายงานสัมมนา Mr.Jonas Kjellberg Co-Creator of Skype, Digital Transformation Speaker ได้มาถ่ายทอดกระบวนการทำงานที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานในยุคการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเล่าว่า “ปัญหาหลักของการเป็นผู้นำ คือความยากในการสร้างยอดขาย เพราะหากไม่มีลูกค้า ก็จะไม่มีเงินทุนในการสร้างกำไรและการเติบโต เราต้องคิดใหม่ หาวิธีการ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ โดยดูว่าเทคโนโลยีจะมาช่วยเราอย่างไรได้บ้าง”

 

Jonas มองเห็นแนวโน้มว่า อัตราการใช้โทรศัพท์ทางไกลลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าจะลดลงเหลือศูนย์ ดังนั้น จึงแนะนำให้คนโทรใช้งานฟรี พวกเขาต้องคิดนอกกรอบในการกำหนดกลยุทธ์ในปัจจุบัน เพื่อค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำกำไร โดยไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ใช้เพื่อโทรออก ก่อนอื่นพวกเขาตระหนักว่าเราสามารถลดค่าใช้จ่ายโดยใช้อินเทอร์เน็ต (ซึ่งลูกค้าพร้อมจะจ่าย) แทนที่จะใช้โทรศัพท์ ซึ่งมีราคาแพง ประการที่สอง เมื่อผู้ใช้คลิกปุ่ม "แนะนำ" หลังจากใช้ Skype โปรแกรมจะเปิดอีเมลของผู้ใช้งานและส่งอีเมลไปยังผู้ติดต่อในรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดว่า "ขณะนี้ฉันกำลังใช้ Skype และมันฟรี"

 

นอกจากนี้ Jonas ได้ให้คำแนะนำว่า "การคิดค้น โดยไม่เลียนแบบมันเป็นเรื่องยากจริงๆ แต่คุณต้องคิดใหม่ ในเกมของคุณ" สิ่งที่คุณจะต้องถามในการทำธุรกิจของคุณคือ "คุณขายอะไร – ให้ใคร - และอย่างไร แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทำไมคุณถึงทำเช่นนั้น"

 

บทสรุปมี 3 ประเด็น คือ

• เราต้องคิดนอกกรอบ เพื่อค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำกำไร คุณต้องคิดใหม่ในเกมของคุณ
• เราต้องค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจปัจจุบัน เพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้น โดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่มี ให้เหมาะสม และทำให้เกิดสินค้าใหม่ๆ โดยเราต้องรู้
status ของคู่แข่ง
• เราต้องรู้จัก และเข้าใจลูกค้าว่าต้องการอะไร คุณขายอะไร ให้กับใคร และอย่างไร แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำไมคุณถึงทำเช่นนั้น?

 

“จากงาน ACADEMY for THAIs: Intelligent Nation Series ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณความตื่นตัวของคนไทยที่รับรู้ตรงกันว่าวันนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ขณะเดียวกัน เทคโนโลยียังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยต่อเติมโอกาสต่างๆ ได้อย่างมากมาย สามารถสร้าง Productivity สร้างทักษะความรู้ใหม่ๆ จนเกิดเป็น Creativity ตลอดจนการสร้างสรรค์วัฒนธรรม ที่ส่งผลให้เกิดความร่วมแรงร่วมใจจนกลายเป็น Ecosystem ที่แข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกานติมา กล่าวสรุป

 

190222_Pic_12_AIS ACADEMY for THAIs.jpg

AIS เปิดจอง Samsung Galaxy S10 / S10+” ก่อนใคร 21 ก.พ.นี้ จัดเต็ม โปรแรงที่สุดในตลาด! ลดสูงสุด 50% เริ่มต้นเพียง 17,950 บาท เหนือระดับยิ่งกว่า บนนวัตกรรมเครือข่าย AIS NEXT G และ Wifi Hotspot 2.0 หนึ่งเดียวในไทย

190221 Pic AIS x Samsung S10_01.jpg

  • เอไอเอส ผู้นำเครือข่ายและบริการดิจิทัล จับมือ ซัมซุง ผู้นำสมาร์ทดีไวซ์ระดับโลก ประกาศเปิดจอง Samsung Galaxy S10 / S10+ สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมนวัตกรรมกล้องหน้าสุดล้ำ ความละเอียดระดับ 4K รวมถึงอัปเกรดความจุเครื่องสูงสุด 1 TB เครื่องแรกและเครื่องเดียวของโลก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียลที่ชื่นชอบการถ่ายรูปอย่างแท้จริง
  • ผนึกศักยภาพ Best Device และ Best Network มอบประสิทธิภาพการใช้งาน Samsung Galaxy S10 / S10+ ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่า บนนวัตกรรมเครือข่ายอัจฉริยะ หนึ่งเดียวในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ AIS NEXT G เทคโนโลยีเครือข่ายที่ควบรวมความเร็วของเครือข่าย WiFi และ 4G เข้าด้วยกัน ที่ให้สปีดเร็ว แรง ระดับกิกะบิต และล้ำหน้าอีกขั้น ด้วยนวัตกรรม WiFi Hotspot 2.0 มอบประสบการณ์เชื่อมต่อเครือข่าย WiFi โดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องล็อกอิน และไม่ต้องใส่ Username และ Password แต่อย่างใด
  • จัดเต็มข้อเสนอสุดพิเศษรับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 50% เหลือเพียง 17,950 บาท จากราคาปกติ 35,900 บาท เมื่อจอง Samsung Galaxy S10+ (128 GB) พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS HOT DEAL 1,299 บาทขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า 8,000 บาท พร้อมชมฟรี! NETFLIX นาน 3 เดือน 1,050 บาท และคอนเทนท์ความบันเทิงระดับโลกอื่นๆ ผ่านแอปฯ AIS PLAY กับ PLAY PREMIUM, VIU และ HOOQ แบบไม่คิดค่าเน็ต นาน 6 เดือน มูลค่า 3,319 บาท และประกันจอแตกนาน 1 ปี มูลค่า 6,500 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 10,869 บาท สำหรับลูกค้าเอไอเอสรายเดือน ทั้งลูกค้าปัจจุบัน เปิดเบอร์ใหม่ หรือเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน เฉพาะช่วง Pre-Booking เท่านั้น
  • พิเศษยิ่งกว่า! สำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนดโกลด์และแพลทตินัม ที่มีอายุใช้งาน 1 ปีขึ้นไป และใช้หรือสมัครแพ็กเกจขั้นต่ำ 899 บาท รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 16,000 บาท โดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า พร้อมชมฟรี! NETFLIX นาน 3 เดือน มูลค่า 1,050 บาท เฉพาะช่วง Pre-Booking เท่านั้น
  • พบกับไฮไลท์สุดพิเศษส่งตรงจากซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยเอไอเอสและซัมซุง ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์คลิปวิดีโอสุดคูล โดยมี “พีช-พชร จิราธิวัฒน์” และ “แพทริเซีย กู๊ด” ร่วมบินลัดฟ้าเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งาน Samsung Galaxy S10 / S10+ ในธีม San Francis Goให้ลูกค้าเอไอเอสและซัมซุงได้ติดตามเร็วๆ นี้

190221 Pic AIS x Samsung S10_02.jpg

ลูกค้าเอไอเอส สามารถสั่งจองเครื่องได้ทาง www.ais.co.th/samsungs10 ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2562 โดยสามารถเลือกชำระเงินเต็มจำนวนสำหรับการจัดส่งถึงบ้าน หรือชำระเงินมัดจำ จำนวน 2,000 บาท สำหรับการรับเครื่องที่ AIS Shop หรือร้านเทเลวิซที่ร่วมรายการ โดยรับเครื่องได้ตั้งแต่วันที่ 6-8 มีนาคม 2562 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ AIS Call Center 1175

 

Samsung Galaxy S10 มอบความต่างอย่างเหนือกว่ากับสุดยอดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบ Infinity-O จัดเต็มด้วยเลนส์ระดับมือโปรสูงสุดถึง 5 ตัว ครั้งแรกที่สามารถถ่ายวิดีโอกล้องหน้าได้คมชัดระดับ 4K พร้อมระบบกันสั่นอัจฉริยะ Super Steady และครั้งแรกของโลกกับระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ Ultrasonic ที่ปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม และเทคโนโลยี PowerShare ไร้สาย แบ่งปันแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่นได้อย่างสะดวกสบาย พลิกโฉมวงการสมาร์ทโฟน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของเจนเนอเรชั่นใหม่

 

Samsung Galaxy S10 ความจุ 128 GB วางจำหน่ายในราคา 31,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Prism White, Prism Black, Prism Green

 

Samsung Galaxy S10+ ความจุ 128 GB วางจำหน่ายในราคา 35,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Prism White, Prism Black, Prism Green และความจุ 512 GB วางจำหน่ายในราคา 44,900 บาท สำหรับความจุ 1 TB วางจำหน่ายในราคา 55,900 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Ceramic White, Ceramic Black

AIS ย้ำผู้นำนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานบริการ WiFi ของประเทศ ไปอีกขั้น ผนึก Samsung ให้บริการเทคโนโลยีใหม่ “WiFi Hotspot 2.0” เชิงพาณิชย์ครั้งแรกของไทย

190220 Pic AIS จับมือ Samsung เปิดให้บริการ WiFi Hotspot 2.0_1.jpg

  • AIS โชว์ศักยภาพ ผู้นำนวัตกรรมเครือข่ายดิจิทัล อันดับ 1 ของไทย รุกสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไปอีกขั้น ประกาศความร่วมมือกับ Samsung ผู้นำสมาร์ทดีไวซ์ระดับโลก นำเทคโนโลยีใหม่ WiFi Hotspot 2.0 มาเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ เป็นรายแรกและรายเดียวในไทย ใช้งานได้จริงอย่างแพร่หลาย ทั่วประเทศกว่า 100,000 จุด ต่อยอดศักยภาพเครือข่าย AIS NEXT GWiFi และ 4G เข้าด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการใช้งาน AIS NEXT G ได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น มอบประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิมให้กับลูกค้าและคนไทยในยุคดิจิทัล
  • นวัตกรรม WiFi Hotspot 2.0 เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่ฝังมาในเครื่องสมาร์ทโฟน โดยมีจุดเด่น คือ ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถเชื่อมต่อเครือข่าย WiFi โดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเลือกเครือข่ายและใส่ Username และ Password ใดๆ เหมือนเช่นที่ผ่านมา โดย AIS และ Samsung ได้ร่วมกันพัฒนาให้สมาร์ทโฟน Samsung กว่า 70 รุ่น สามารถจดจำเครือข่าย  AIS SMART Login และทำการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติ เมื่ออยู่ในพื้นที่ให้บริการของ AIS SUPER WiFi เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้กับลูกค้ายิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้าท่องเน็ตได้แบบไร้รอยต่อบนเครือข่าย 4G และ WiFi
  • ตอกย้ำการทำงานเชิงลึกร่วมกันแบบ Co-Creation ในอีโคซิสเต็ม ระหว่างผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้ผลิตอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ ร่วมผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีสุดล้ำ มาให้คนไทยได้ใช้งานจริงก่อนใคร ในฐานะปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ Key Milestone ในการมีส่วนร่วมพัฒนา Digital Infrastructure ที่ช่วยขยายโอกาสให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึงและมีนัยสำคัญ รวมถึงยกระดับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศให้เดินหน้าไปอีกขั้น

190220 Pic AIS จับมือ Samsung เปิดให้บริการ WiFi Hotspot 2.0_3.jpg

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส กล่าวว่า “เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับคนไทย ซึ่งนอกจากการพัฒนาศักยภาพเครือข่าย Mobile แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่าย WiFi อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จาก Milestones ที่ผ่านมา เราเป็นรายแรกที่บุกเบิกและยกระดับนวัตกรรมเครือข่าย WiFi ในมิติต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมแล้วกว่า 100,000 จุดทั่วประเทศ โดยในส่วนของ WiFi Hotspot 2.0 นี้ ถือเป็นเทคโนโลยีระดับโลกที่มีการกล่าวถึงแล้วทั่วโลก และมีการใช้งานบ้างแล้วในบางประเทศ แต่ที่ผ่านมา ยังไม่มีการนำมาให้บริการได้จริงในไทย เราจึงได้ทำงานร่วมกับ Samsung อย่างเข้มข้น จนสามารถนำมาให้บริการเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศ และทำให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งาน WiFi ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้า AIS กว่า 5 ล้านราย ที่ใช้สมาร์ทโฟน Samsung รุ่นที่รองรับเทคโนโลยี WiFi Hotspot 2.0 รวมกว่า 70 รุ่นในท้องตลาด”

Milestones_WiFi.jpg

ด้าน นายวรวุฒิ พงศ์ชินภัค ผู้อำนวยฝ่ายการตลาด และธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้ผลิตดีไวซ์ชั้นนำระดับโลก เราได้คิดค้นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้สมาร์ทโฟนมาโดยตลอด รวมถึงการบรรจุเทคโนโลยี WiFi Hotspot 2.0 ลงในดีไวซ์ของเราด้วย แต่การใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาดการสนับสนุนจากผู้ให้บริการเครือข่าย เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับ เอไอเอส จนประสบความสำเร็จและสามารถนำเทคโนโลยี WiFi Hotspot 2.0 มาให้คนไทยได้ใช้งานจริงแล้ว”

ลูกค้าที่มีแพ็กเกจ AIS SUPER WiFi ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนใช้เครือข่าย AIS SMART Login สามารถใช้บริการ WiFi Hotspot 2.0 ได้โดยอัตโนมัติทันที โดยไม่ต้องสมัครบริการ และไม่ต้องล็อกอินใดๆ เพียงเปิดฟังก์ชั่น WiFi ไว้ ส่วนลูกค้าที่เคยล็อกอินใช้งานผ่านเครือข่าย AIS SMART Login แล้ว ก็สามารถใช้ WiFi ได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ลูกค้า AIS ที่ยังไม่มีแพ็กเกจ AIS SUPER WiFi สามารถสมัครใช้บริการได้ง่ายๆ  เพียงเดือนละ 99 บาท ใช้งานได้ไม่อั้น นาน 30 วัน สมัครกด *777*384# โทรออก

มือถือ Samsung รุ่นที่รองรับ WiFi Hotspot 2.0 รวมกว่า 70 รุ่น สามารถใช้งานได้ทันที อาทิ Samsung Galaxy รุ่น A, C, E, J, S, NOTE, TAB A, TAB S เป็นต้น

  WiFi Hotspot 2.0 พร้อมให้ลูกค้าเอไอเอสทุกคนสัมผัสสุดยอดประสบการณ์เชื่อมต่อโลกอินเทอร์เน็ตเหนือระดับได้แล้ววันนี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ AIS Call Center 1175

CEO เอไอเอส คว้ารางวัลเกียรติยศ “ความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน ประจำปี 2562”

 

    นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส รับรางวัลเกียรติยศบนเส้นทางชีวิต “ความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน ประจำปี 2562”  (Best Practice Awards 2019) สาขาพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสังคมไทย

190218 Pic_Best Practice Awards 2019_01.jpeg

     จากโครงการหนึ่งล้านกล้าความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน ที่จัดขึ้นโดย มูลนิธิเพื่อสังคมไทย ในฐานะบุคคลที่สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติจริง มีวิธีปฏิบัติงานที่เป็นเลิศจนประสบความสำเร็จ ประพฤติตนอยู่ในกรอบคุณงามความดี มีคุณธรรมจริยธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม สังคม และประเทศชาติ พร้อมทั้งมีการตอบแทนคุณแผ่นดินในรูปแบบต่างๆ เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมและสาธารณชน โดยมีพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล ณ หอประชุมกองทัพอากาศ

*****************************************************

190218 Pic_Best Practice Awards 2019_02.JPG

 

190218 Pic_Best Practice Awards 2019_04.JPG

Ookla® Speedtest®  องค์กรทดสอบความเร็วเน็ตระดับโลก เผยผลสำรวจฯ ครึ่งปีหลังของปี 2018 การันตีให้ AIS เป็นอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย 4 ปีซ้อน

 

01_Thailand Speedtest Awards Winner.jpg

 

•    Ookla® Speedtest® ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก ที่มีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านรายใน 190 ประเทศทั่วโลก ด้วยความแม่นยำและได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเป็น App ซึ่งคนไทยนิยมใช้มากที่สุด กับยอดดาวน์โหลดแอปฯ รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยมียอดผู้ใช้ประจำกว่า 3.87 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ครึ่งปีหลังของปี 2018

 

•    ล่าสุด Ookla จัดอันดับให้ AIS เป็นอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย พร้อมครองอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการใช้งานเน็ตหนาแน่นที่สุด โดยวัดจากผู้ใช้มือถือในประเทศไทย ที่ร่วมกดทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต มากกว่า 7 ล้านครั้ง ภายใน 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ AIS ครองผู้นำอันดับ 1 เครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย ถึง 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ ปี 2015 – 2018 (ดูข้อมูลการจัดอันดับเครือข่ายในประเทศไทยได้ที่ www.speedtest.net/awards/thailand/)

 

•    ตอกย้ำคุณภาพเครือข่าย AIS ที่มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดให้กับคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง โดยผลการสำรวจของ Ookla สะท้อนถึงความเสถียรของเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลดสูงสุด และมีค่าคะแนนความหน่วง (Latency) ต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายอื่น

02_Thailand Speedtest Awards Winner.jpg

สถิติที่น่าสนใจของ Ookla Speedtest ในฐานะผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต อันดับต้นของโลก และของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งให้บริการมาตั้งแต่ปี 2006

 

 

  1. ปัจจุบันมีการใช้งานอย่างแพร่หลายใน 190 ประเทศทั่วโลก รองรับได้ถึง 17 ภาษา
  2. Ookla Speedtest เป็นแอปฯ ประเภทสปีดเทสต์ที่มีคนดาวน์โหลด มากกว่า 190 ล้านครั้งทั่วโลก ทั้งบน App Store และ Google Play Store
  3. ในประเทศไทย มีคนร่วมกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla จำนวนมากกว่า 7 ล้านราย
  4. มีผู้ใช้ทั่วโลกกดทดสอบความเร็วเน็ตบน Ookla Speedtest มาแล้วมากกว่า 22,000 ล้านครั้ง หรือประมาณ 10 ล้านครั้งต่อวัน
  5. มีเครือข่าย Global Testing Server มากกว่า 7,900 Servers
  6. Ookla Speedtest ถือเป็นผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงรายเดียว ที่กำหนดเกณฑ์การประเมินคะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่แม่นยำและน่าเชื่อถือมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งการกำหนดกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้เที่ยงตรงและแม่นยำสูงสุด จนสามารถเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มใหญ่ได้ และสะท้อนถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ได้รับอย่างแท้จริง ต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นที่มีกลุ่มประชากรตัวอย่างยังไม่มากพอที่จะเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรทั้งประเทศ หรือบางรายไม่ระบุที่มาและจำนวนกลุ่มประชากรตัวอย่างที่ชัดเจน  รวมถึงการกรองข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้ตัวจริงที่มิใช่คะแนนจาก Bot (หรือบอต โปรแกรมอัตโนมัติ)

    05_City Network Speed Bangkok .jpg

 

 

นายปรัธนา  ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เป้าหมายสำคัญของเอไอเอส คือการมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายที่ดีที่สุดอย่างไม่หยุดยั้ง วันนี้เรามีคลื่นความถี่ ให้บริการคนไทยมากที่สุดคือ 120 MHz  (60 MHz x 2) ซึ่งเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต และยกระดับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย รวมถึงมีเครือข่าย AIS NEXT G ที่เร็ว แรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เครือข่าย AIS 4.5G และ AIS 4G ADVANCED ที่รองรับเทคโนโลยีขั้นสูง MIMO 4x4 with CA, 256 QAM DL/64 QAM UL, LAA (Licensed Assisted Access) และ FDD Massive MIMO 32T 32R รวมทั้ง AIS SUPER WiFi ที่มีกว่า 100,000 จุดทั่วประเทศ ที่จะช่วยยกระดับการใช้ชีวิตและตอบสนองการใช้งานของคนไทยในทุกมิติ

เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลเครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย จาก Ookla Speedtest ต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี 2018 ทั้งในช่วงครึ่งปีแรก และครึ่งปีหลัง พร้อมครองอันดับ 1 ยาวนานถึง 4 ปีซ้อน นับเป็นการการันตีคุณภาพเครือข่ายโดยองค์กรชั้นนำระดับโลกที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อถือที่ได้มากที่สุด ถือเป็นความภูมิใจของทีมงานเอไอเอสทุกคนที่ได้มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพเครือข่ายและมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีสุดให้กับลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศของเรา”

 

 

          Mr. Doug Suttles, CEO - Ookla กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับเอไอเอส ที่ได้รางวัลชนะเลิศ ในการทดสอบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทย ในช่วงกรกฎาคม – ธันวาคม (Q3-Q4) ปี 2018 โดยรางวัลนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอไอเอสที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ โดยเรายืนยันว่าการเก็บข้อมูลและประเมินผลของ Ookla Speedtest เป็นวิธีการที่เป็นมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมระดับโลก สะท้อนได้ถึงคุณภาพเครือข่ายโดยรวมและความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ได้รับบริการจริงๆ ด้วยการรวบรวมข้อมูลความเร็วอินเทอร์เน็ต (Speed Intelligent) ที่ผู้ใช้แอปพลิเคชัน Ookla Speedtest กดทดสอบด้วยตนเอง ผ่านทางเว็บไซต์และบนโทรศัพท์มือถือมากกว่าหลายล้านครั้ง

โดยรางวัลทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือ Speedtest Awards สำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย เราใช้เกณฑ์การตัดสินด้วยคะแนนความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จากประสิทธิภาพในการดาวน์โหลดและอัพโหลด สำหรับรางวัลชนะเลิศสำหรับการทดสอบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ Ookla Speedtest ประเมินจากค่าเฉลี่ยของผลการทดสอบบนอุปกรณ์สมัยใหม่ (Modern Device) โดยดูจากผลการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือทุกชนิด โดยไม่จำกัดว่าจะใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อแบบใด ขอเพียงอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดในตลาดก็เพียงพอ หลังจากใช้เกณฑ์นี้ในการประเมิน คะแนนความเร็วในการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Speed Score) จะนับเป็นความเร็วสูงสุดของอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ของประเทศนั้นๆ โดยผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละรายจะต้องมีกลุ่มประชากรตัวอย่างในประเทศอย่างน้อย 3% ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างมากในการให้บริการทดสอบความเร็ว

“AIS DigitALL Shop” ปฏิวัติงานบริการ ด้วยแนวคิด ‘The Unmanned Store’ เต็มรูปแบบครั้งแรกในไทย

 

AIS DigitALL Shop_01.jpg

 

เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับ AIS DigitALL Shop ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า จังหวัดภูเก็ต แห่งแรกของเมืองไทย กับการปฏิวัติกระบวนการในการให้บริการลูกค้า โดยนำขีดความสามารถของระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ ผนวกกับการออกแบบประสบการณ์ใหม่ ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการครบทุกฟังก์ชันและไลฟ์สไตล์ของคน Gen C ด้วยแนวคิด “The Unmanned Store” ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอคิว (No Queue) ไม่ต้องมีเคาน์เตอร์บริการ (No Counter Service) และไม่ต้องใช้เงินสด (No Cash) ปลดล็อคทุกข้อจำกัด เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้าคนสำคัญ

 

นายฮุย เวง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล มีความมุ่งมั่นที่จะนำเอาองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อคนไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในยุคดิจิทัลที่เราจะต้องดึงเอาศักยภาพของเทคโนโลยีต่างๆ มาต่อยอดและใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยได้เติบโตและสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างทัดเทียม พร้อมช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและประโยชน์ร่วมกันให้แก่ทุกอุตสาหกรรมในทุกระดับอีกด้วย

 

190208_Pic_01_คุณฮุย เวง ชอง และคุณบุษยา ที่ AIS DigitALL Shop.JPG

สำหรับ ในปี 2019 AIS ยังคงเน้นย้ำความสำคัญด้านงานบริการเหมือนเช่นเคย เพราะเราเชื่อว่า งานบริการเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยดูแลลูกค้าได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบออฟไลน์หรือออนไลน์ก็ตาม โดยเอไอเอสมุ่งมั่นพัฒนารูปแบบงานบริการ ด้วยการนำเอาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีมาช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคดิจิทัลให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา AIS DigitALL Shop รูปแบบใหม่ ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Unmanned Store” โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เข้ามายกระดับงานบริการให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคดิจิทัลได้อย่างลงตัวมากที่สุด เพราะจากการศึกษาพบว่า พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่ม Gen C มีความชื่นชอบการ Control ทุกอย่างด้วยตนเอง , ชอบความสะดวก รวดเร็ว และชอบใช้จ่ายผ่านมือถือ โดยเป็นกลุ่มที่สนใจและตื่นตัวกับความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี ชอบเรียนรู้และทดลองหาประสบการณ์แปลกใหม่อยู่เสมอ มักจะค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและเข้ามาทดลองใช้งานจริง ภายใน AIS Shop ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมที่แตกต่างเหล่านั้น เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลผล และออกแบบงานบริการใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด”

 

ด้านนางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวถึงการพลิกโฉมงานบริการในครั้งนี้ว่า “AIS DigitALL Shop เป็นรูปแบบการให้บริการที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน เป็นการทลายทุกข้อจำกัดของงานบริการ  ดังนั้นจึงมีการปรับรูปแบบการให้บริการ โดยนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ด้วยแนวคิด “The Unmanned Store” ที่ไม่มีการกดรับคิว (No Queue) ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น, ไม่ต้องใช้เงินสด (No Cash) โดยลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็วผ่าน Rabbit LINE Pay และ Thai QR Payment และไม่ต้องมีเคาน์เตอร์บริการ (No Counter Service) ด้วยระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลสำคัญต่างๆ ช่วยให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย และที่พิเศษสุด คือการนำระบบ Robotic มาช่วยงานบริการภายใน AIS DigitALL Shop ด้วย โดยลูกค้าจะได้พบกับ “ลิซ่า” หุ่นยนต์อัจฉริยะที่จะมาช่วยให้ข้อมูลพื้นฐานและนำลูกค้าไปยังจุดให้บริการต่างๆ ที่ต้องการ ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือเป็นการปฏิวัติกระบวนการทำงานแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า

 

190208_Pic_05_DIGIT ORDER.JPG

 

โดย AIS DigitALL Shop มีการแบ่งโซนต่างๆ ออกเป็น 4 โซน ได้แก่

 

1. DIGIT PERSONAL ASSISTANT ด้วยการนำ “ลิซ่า” หุ่นยนต์อัจฉริยะมาช่วยในงานบริการ ในการให้ข้อมูลพื้นฐานและนำลูกค้าไปยังจุดให้บริการต่างๆที่ต้องการ

2. DIGIT ORDER บริการหน้าจอสั่งซื้อและทำบริการด้วยตัวเอง ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ ลูกค้าทุกคน สามารถเลือกซื้อสินค้าพร้อมทำบริการต่างๆ

3. DIGIT VENDING บริการตู้ซื้อสินค้าอัตโนมัติ รับสินค้าได้ทันที

4. DIGIT CAFE โซนคาเฟ่ในแบบดิจิทัลไลฟ์ จำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารว่าง ผ่าน SMART COFFEE MACHINE และ RABBIT LINE PAY VENDING

5. DIGIT INNOVATION โซนจัดแสดงและให้ความรู้แก่ลูกค้าผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ของเอไอเอส

 

โดยทุกโซน ลูกค้าสามารถเลือกซื้อและชำระสินค้าได้อย่างรวดเร็วจาก Digital Payment Platform ในรูปแบบของ QR Payment ได้ทั้งจาก Rabbit LINE Pay และ Thai QR Payment (พร้อมเพย์)”

“ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามายกระดับงานบริการใน AIS DigitALL Shop ภายใต้แนวคิด “The Unmanned Store” ในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้าชาวภูเก็ตได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดอย่างแน่นอน” นายฮุย เวง ชอง กล่าวสรุป

 

AIS DigitALL Shop_05.jpg

AIS ผนึก Nokia ร่วมกระทรวง DE เตรียมความพร้อม Testbed 5G-IoT ในพื้นที่ EEC

Image-10.png

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวในโอกาสร่วมลงพื้นเตรียมความพร้อมของสนามทดสอบ 5G Testbed  ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯและพันธมิตรในแวดวงโทรคมนาคม ว่า “AIS รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนสนับสนุนภาครัฐ และภาคการศึกษา เปิดพื้นที่เพื่อจัดแสดงตัวอย่างเทคโนโลยีที่กำลังจะมาในอนาคต อาทิ IoT หรือ 5G ให้แก่ นิสิต นักศึกษา นักพัฒนา พาร์ทเนอร์ รวมถึง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงของเทคโนโลยี Digital ของไทย ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ Digital ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC”

“โดยในการลงพื้นที่เตรียมการห้องปฏิบัติการทดสอบครั้งนี้ เราได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Nokia นำ 5G Use case และ IoT Device จาก AIS IoT Alliance Program เพื่อให้ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจและทุกอุตสาหกรรมที่จะมาใช้บริการในศูนย์นี้เห็นภาพประโยชน์จาก 5G สร้างแรงบันดาลใจในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีอนาคตที่จะมาถึงอันใกล้ ทั้งนี้ use case ต่างๆ ประกอบด้วย

1.เทคโนโลยีแสดงความหน่วงที่ต่ำกว่าและให้การตอบสนองที่เร็วกว่าของเครือข่าย 5G ผ่านเกมและ application ต่างๆ

Image-6.png

    • 5G Ultra Low Latency – Cooperative Cloud RobotsG ด้วยการแสดงเวลาที่หุ่นยนต์สองตัวใช้ในการหาจุดสมดุลที่ทำให้ลูกบอลอยู่กึ่งกลาง โดยหุ่นยนต์จะใช้เวลาน้อยกว่ามากบนเครือข่าย 5G เมื่อเปรียบเทียบกับเครือข่าย 4G
    • 5G Collaborative Car Factory : สาธิต ผู้ทดสอบจะได้ลองประกอบเครื่องยนต์ของรถยนต์ ผ่าน VR
    • 5G AR Digital Rubik's Cube5G VR Football Game 5G ผ่านเกมฟุตบอลและการเล่น Rubik’s cubereal-time

 

2.เทคโนโลยี Security Orchestration and Automation ที่จะแสดงให้เห็นถึงการรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายข้อมูลขององค์กร ที่มีการประสานงานอย่างสอดคล้องและตอบสนองโดยอัตโนมัติ  โดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในการตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในโลกของเครือข่าย 5G

3.เทคโนโลยีของ Nokia AVA สำหรับการออกแบบระบบดิจิทัล 5G (5G Digital Design) โดยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และการเรียนรู้ของเครื่อง เข้ามาช่วยในการระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในรูปแบบสามมิติ (3D Geolocation) ซึ่งนำไปสู่การออกแบบระบบดิจิทัล 5G ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 5G ได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และได้ประสิทธิภาพของการบริการบนระบบโครงข่าย 5G อย่างสูงสุด

Image-9.png

4.เทคโนโลยี IoT  โดยโครงการ AIAP-AIS IoT Alliance Program นำชุดอุปกรณ์ IoT Devices สำหรับนักพัฒนามาจัดแสดง อาทิ NB IoT Shield และ NB-XBEE เพื่อให้นิสิต นักศึกษา หรือผู้ประกอบการได้ศึกษา นำไปพัฒนาเป็น IoT Solution พร้อมแสดงตัวอย่างการนำ IoT Solution ไปประยุกตร์ใช้งานจริง ได้แก่ Smart Water Level Monitoring ที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการระดับน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

“เพราะ 5G คือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขีดความสามารถการเชื่อมต่อ IoT และ เครือข่ายที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียร  อีกทั้งยังมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้แน่ใจว่า ecosystem มีความพร้อมในเวลาที่เหมาะสม  เพื่อผลักดันธุรกิจและ use case ใหม่ๆ ในระหว่างนี้ AIS และพาร์ทเนอร์ ก็จะขอร่วมสนับสนุนภาครัฐในการเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ๆของประเทศอย่างดีที่สุดแน่นอน” นายวีรวัฒน์ ย้ำ

AIS ประกาศผลประกอบการ ปี 2561 กำไรสุทธิ 29,682 ล้านบาท
เสนอจ่ายเงินปันผล
3.30 บาท ต่อหุ้น ในวันที่ 18 เมษายน

 

7 กุมภาพันธ์ 2562: AIS ประกาศผลประกอบการรอบปี 2561 มีกำไรสุทธิ 29,682 ล้านบาท รายได้รวมเพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นผลจากการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ให้บริการแล้วใน 57 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจะจ่ายเงินปันผล 3.30 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 18 เมษายน

 

          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรคมนาคมยังคงถูก
ท้าทายด้วยความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอยู่เสมอ โจทย์สำคัญอยู่ที่การผสมผสานความสามารถของเทคโนโลยียุคใหม่และการเสริมสร้างการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้บุคลากรอย่างมืออาชีพ และที่สำคัญที่สุด คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
โดยภาพรวมผลประกอบการของทั้งปี 2561 รายได้รวมเติบโตขึ้น 7.7% จากปีก่อน ทำให้ยังคงสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดเชิงรายได้มากที่สุดในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 48% เป็นผลมาจากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นจาก 6.7 กิกะไบต์ต่อเดือน ในปี 2560 เป็น 11 กิกะไบต์ต่อเดือนในปี 2561 และมีผู้ใช้งานมือถือ 4G คิดเป็นสัดส่วน 59% ของฐานลูกค้าทั้งหมดกว่า 41 ล้านเลขหมาย สำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ มีลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 209,300 ราย หรือคิดเป็นกว่า 20% ของการเติบโตของตลาด ทำให้ปัจจุบัน เอไอเอส ไฟเบอร์ มีลูกค้าจำนวน 730,500 ราย พร้อมทำตลาดต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ Fixed-Mobile Convergence

ขณะเดียวกัน เอไอเอส มีการใช้งบลงทุนรวม 20,198 ล้านบาท และบริหารค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทยังคงสร้างผลกำไรต่อเนื่อง เป็นจำนวน 29,682 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน และเสนอจ่ายเงินปันผลคิดเป็น 3.30 บาทต่อหุ้น หรือประมาณ 70% ของกำไรสุทธิ ในวันที่ 18 เมษายน

            ปี 2561 เอไอเอส ได้ลงทุนในโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ทุกหน่วยธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่

          1. การประมูลคลื่นความถี่ 1800MHz เพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพด้านโครงข่าย 4G ให้เป็นโครงข่ายที่เร็วที่สุดและมีคลื่นความถี่รองรับมากที่สุด ส่งผลให้เอไอเอสเป็นเพียงโอเปอเรเตอร์รายเดียวที่มีคลื่น 1800MHz ยาวต่อเนื่องกันเต็มบล็อก 2x20MHz หรือที่เรียกว่า “Super Block” ทำให้ลูกค้าที่ใช้ 4G ทั่วประเทศ ได้ความเร็วเพิ่มขึ้น 15-30% ในทันที

          2. ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ เพื่อให้บริการ FTTH: Fiber to the Home รองรับการใช้งานของลูกค้าอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ครอบคลุม 57 จังหวัด กว่า 7 ล้านครัวเรือน

3. การซื้อกิจการ CSL เพื่อขยายการทำธุรกิจในกลุ่มลูกค้าองค์กร (Enterprise Business) โดยเฉพาะในงานบริการด้าน Cloud, Managed ICT Service ด้วยแนวคิดผู้นำบริการ ICT เพื่อองค์กรครบวงจร

4. จับมือร่วมลงทุนกับพันธมิตรชั้นนำของประเทศอย่าง LINE และ Rabbit ให้บริการ Rabbit LINE Pay เพื่อขยายช่องทางในงานบริการลูกค้าด้าน Mobile Money หรือ e-Wallet ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เป็นการเน้นย้ำความสำคัญของการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกช่วงวัย 

สำหรับในปี 2562 เอไอเอส คาดการณ์การเติบโต โดยมีรายได้เติบโตในระดับ mid-single digit และมีอัตราทำกำไร EBITDA ที่ใกล้เคียงกับปีก่อน เป็นผลจากการใช้งาน 4G และการขยายบริการอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ โดยตั้งเป้าหมายลูกค้า 1 ล้านราย ภายในปีนี้ รวมถึงผลักดันการดำเนินธุรกิจบริการแก่กลุ่มลูกค้าองค์กร ทั้งในบริการ Data Service, Cloud และ Managed ICT พร้อมวางงบประมาณการลงทุนไว้ 20,000-25,000 ล้านบาท เพื่อเสริมโครงข่าย 4G ให้มีคุณภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง และมีโครงข่ายที่สามารถรองรับการต่อยอดไปสู่การใช้งาน 5G รวมทั้งขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ในพื้นที่ใหม่เพิ่มเติม พร้อมลงทุนในธุรกิจ Digital Platform เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

“เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล จำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อม และพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อนำเอาขีดความสามารถของเทคโนโลยีมาสร้างให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการเดินหน้าสร้าง Ecosystem กับภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีระดับสากล โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยี 5G ที่จะมีส่วนพลิกโฉมและสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า” นายสมชัย กล่าวสรุป

***********************************************

 

Infographic_1.jpg

 

Infographic_2.jpg

 

Infographic_3.jpg

Infographic_4.jpg

Infographic_5.jpg

ใหม่แกะกล่อง! SIM2Fly แพ็กรายปี เที่ยวรอบโลกคุ้มกว่า เล่นเน็ตเต็มสปีด 15 GB นาน 1 ปี ใช้ไม่หมดทบได้ ครอบคลุมแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ใครๆ ก็ใช้ได้!

190206 Pic SIM2Fly แพ็กรายปี 15 GB_2.jpg

AIS ผู้นำด้านบริการโรมมิ่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในต่างแดนให้กับนักเดินทางทุกกลุ่ม ด้วยบริการ SIM2Fly ซิมโรมมิ่งสำหรับผู้ใช้มือถือทุกเครือข่ายที่คุ้มกว่า ประหยัดกว่า ครองใจนักเดินทางเป็นอันดับ 1 ซึ่งจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้ซิมโรมมิ่งของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง พบว่า มีลูกค้าบางกลุ่มที่เดินทางต่างแดนและสมัครแพ็กเกจแล้วใช้เน็ตไม่หมดภายในเวลาที่กำหนดก็ต้องเสียเน็ตไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือบางครั้งอาจลืมเติมเงินเพื่อรักษาอายุซิม ทำให้ซิมหมดอายุการใช้งานไปอย่างน่าเสียดาย

ด้วยความเข้าใจ Insight ของลูกค้าตรงจุดนี้ AIS จึงได้ออกแพ็กเกจใหม่ SIM2Fly แพ็กรายปี รายแรกและรายเดียวในไทย เอาใจคนเดินทางบ่อย เที่ยวเยอะ ให้เล่นเน็ตเต็มสปีด 15 GB ใช้ได้นานถึง 1 ปี ในราคาสุดคุ้มเพียง 2,799 บาท ใช้ได้ครอบคลุมมากที่สุดกว่า 70 ประเทศทุกทวีปทั่วโลก ในแต่ละทริป หากใช้เน็ตไม่หมด ก็ยังสามารถทบไปใช้ทริปต่อไปได้ ตลอดปีจะเดินทางกี่ทริปก็หมดห่วง สะดวกกว่า ไม่ต้องคอยเติมเงินเพื่อรักษาอายุซิม

190206 Pic SIM2Fly แพ็กรายปี 15 GB_1.jpg

ทั้งนี้ หากลูกค้าใช้เน็ตหมดก่อนที่ซิมจะหมดอายุ สามารถสมัครแพ็กเสริม เพิ่มเน็ต เพิ่มวัน ได้ทุกแพ็กในราคาสุดประหยัด ประกอบด้วย

  • แพ็ก 299Non-Stop เต็มสปีด 4GB นาน 8 วัน ใช้ได้ใน 18
  • แพ็ก 799Non-Stop เต็มสปีด 4GB นาน 15 วัน ใช้ได้กว่า 70
  • แพ็ก 2,699 บาท เล่นเน็ตเต็มสปีด 15GB นาน 1 ปี (นับจากวันที่ซื้อแพ็ก) ใช้ได้กว่า 70 ประเทศ ครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยน SIM2Fly เป็น eSIM  สำหรับใช้งานบน iPhone XR, iPhone XS และ iPhone XS Max ที่ AIS SHOP ทุกสาขาทั่วประเทศ รวม 157 สาขา (ยกเว้นสาขาสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง) อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เดินทางไปต่างประเทศ สามารถใช้ SIM2Fly ที่เป็น eSIM ควบคู่กับซิมหลักของลูกค้าได้เลย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องซิมการ์ดหายและไม่ต้องถอดซิมหลักออก

ลูกค้ามือถือทุกเครือข่ายซื้อ SIM2Fly ได้ง่ายๆ ที่ AIS Shop ทุกสาขาทั่วประเทศ และ AIS Online Store ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/roaming/sim2fly หรือ เอไอเอส คอลเซนเตอร์ โทร. 1175

AIS จัดแคมเปญ ‘มื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรี’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

ประเดิมให้ลูกค้าอิ่มอร่อยช่วงเทศกาลตรุษจีน

 

ตรุษจีนปีนี้  AIS โดย นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล Head of Customer & Service Management จัดเต็มความสุขต้อนรับปีหมูทอง เอาใจพี่น้องชาวไทย จัดแคมเปญ ‘มื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรี’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อให้ลูกค้าอิ่มอร่อยฟรีกันอย่างทั่วถึงทั้ง 77 จังหวัด ประเดิมในช่วงเทศกาลตรุษจีน อร่อยฟรีที่ร้านอาหารเจ้าเด็ดสุดฮิตย่านเยาวราชกว่า 100 ร้านค้า ง่ายๆ เพียงใช้ 1 พอยท์ แลกรับคูปอง 50 บาทฟรี วันที่ 5 - 6 ก.พ.62

190205 Pic AIS จัดแคมเปญ ‘มื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรี’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5_1.JPG

โดยมีพรีเซนเตอร์สุดฮอต เบลล่า – ราณี ร่วมมอบอั่งเปา และพวงกุญแจน้องอุ่นใจให้ลูกค้าอย่างใกล้ชิด  โดยลูกค้าเอไอเอสเตรียมอิ่มอร่อยกันได้ฟรีครั้งต่อไปในวันที่ 15 - 17 ก.พ.62 ที่งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี ติดตามความพิเศษของกิจกรรมมื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรีจากเอไอเอสได้ตลอดทั้งปีทาง AIS Privilege Line Official และ http://www.ais.co.th/privilege/

190205 Pic AIS จัดแคมเปญ ‘มื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรี’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5_2.JPG190205 Pic AIS จัดแคมเปญ ‘มื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรี’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5_3.JPG

 

AIS Fibre ผนึก Netflix ตอกย้ำความเป็นพันธมิตร ไปอีกขั้น ให้ลูกค้ารับชมคอนเทนต์ Netflix ผ่านกล่อง AIS PLAYBOX ได้แล้ว

 

  • AIS Fibre ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงอันดับ ในประเทศไทยจาก Netflix ISP Speed Index ต่อเนื่องตลอด ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2560-2561

190205 Pic AIS Fibre xNetflix.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AIS Fibre ผู้นำนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงของไทย เดินหน้ามอบประสบการณ์ใช้งานเน็ตบ้านที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด จับมือพันธมิตรระดับโลก Netflix ผู้ให้บริการด้านความบันเทิงทางอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยและทั่วโลก ตอกย้ำความเป็นพันธมิตร ร่วมกันพัฒนาและเพิ่มเมนู Netflix ในกล่อง AIS PLAYBOX มอบความสะดวกสบายให้ลูกค้า AIS Fibre สามารถรับชมคอนเทนต์ดังคุณภาพดีจาก Netflix ผ่านกล่อง AIS PLAYBOX ได้ในที่เดียว ยกระดับ AIS PLAYBOX เป็นศูนย์รวมความบันเทิงระดับโลกที่อินเทรนด์และโดนใจคนรุ่นใหม่ สามารถส่งมอบประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ที่เหนือระดับยิ่งกว่า

 

ทั้งนี้ ระบบจะทำการอัพเดทเมนู Netflix เข้าไปในกล่อง AIS PLAYBOX ให้โดยอัตโนมัติ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องกดดาวน์โหลดเมนูใดๆ ให้ยุ่งยาก สำหรับลูกค้า AIS Fibre ที่เป็นสมาชิก Netflix อยู่แล้ว สามารถ Log in เข้ารับชม Netflix ผ่านกล่อง AIS PLAY BOX ส่วนลูกค้าใหม่ก็สามารถสมัครบริการ Netflix ผ่านกล่อง AIS PLAYBOX ทางหน้าจอโทรทัศน์ของคุณได้เช่นกัน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป นอกจากนี้ เพื่อความสะดวกสบายกว่า ลูกค้าสามารถจ่ายค่าสมาชิก Netflix ผ่านบิล AIS Fibre ได้ โดยจะเริ่มให้บริการราวเดือนมีนาคม 2562

 

ลูกค้า AIS Fibre มั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์รับชมคอนเทนต์ของ Netflix อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจาก AIS Fibre ได้รับการจัดอันดับจาก Netflix ISP Speed Index ให้เป็นอันดับที่ 1 ของอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบรนด์ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน ในระหว่างเดือนมกราคม ปี 2017 ถึง เดือนธันวาคม ปี 2018 โดย Netflix ISP Speed Index เป็นการจัดอันดับด้วยการเก็บข้อมูลจริงจากการใช้งานของสมาชิกที่รับชม Netflix (ผ่านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแต่ละราย) ทั่วโลก แต่อย่างไรก็ดี การจัดอันดับนี้ไม่ได้หมายถึงประสิทธิภาพโดยรวมของบริการหรือข้อมูลของผู้ให้บริการรายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในเครือข่ายที่เฉพาะเจาะจง โดยแสดงผลการจัดอันดับและอัตราเฉลี่ยความเร็วในแต่ละเดือน ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของ Netflix ที่ https://ispspeedindex.netflix.com/country/thailand/

 

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ เอไอเอส กล่าวว่า “AIS Fibre มีความมุ่งมั่นพัฒนาบริการเน็ตบ้านความเร็วสูงที่ดีที่สุด เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของคนไทยยุคดิจิทัล รวมถึงการสร้างสรรค์กล่อง AIS PLAYBOX ให้เป็นศูนย์รวมความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว เติมเต็มความสุขให้บ้านน่าอยู่ วันนี้ เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำงานกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ร่วมกันพัฒนาเมนู Netflix บนกล่อง AIS PLAYBOX เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์สตรีมมิ่งที่เหนือระดับยิ่งกว่าและสะดวกยิ่งกว่าให้กับลูกค้า

 

และนับเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ AIS Fibre ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 จาก Netflix ซึ่งเป็นสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มที่คนทั่วโลกยอมรับ การจัดอันดับจาก Netflix จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของ AIS Fibre ที่วัดจากประสบการณ์การใช้งานจริงที่ลูกค้าได้รับ และมีความน่าเชื่อถือในฐานะองค์กรชั้นนำระดับโลก ซึ่งการที่ AIS Fiber ครองอันดับ 1 นานต่อเนื่องถึง 2 ปี เป็นเสมือนสิ่งที่ยืนยันว่า การดูวิดีโอสตรีมมิ่งในประเทศไทย ถ้าจะให้ดีที่สุด ต้องดูผ่านเครือข่าย AIS Fibre

 

วันนี้ การใช้เน็ตบ้านของคนไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด หนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของคอนเทนต์บันเทิงจากทั่วทุกมุมโลก ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางออนไลน์ โดยเฉพาะการสตรีมวิดีโอขนาดใหญ่ ที่มีความคมชัดสูง ย่อมต้องการอินเทอร์เน็ตสปีดแรงๆ รวมถึงการใช้งานแบบ Second Screen คือหนึ่งคนใช้มากกว่า 1 จอ ก็ยิ่งทำให้มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงขึ้นแบบทวีคูณ เรามองเห็น Demand ตรงนี้ จึงได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเข้ามาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายให้มีขีดความสามารถที่สูงขึ้น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในอนาคต” นายศรัณย์กล่าว

 

Mr. Tony Zameczkowski, รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Netflix ในเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เรายินดีอย่างยิ่งที่เอไอเอสยังคงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับ Netflix โดยการประกาศในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณความสัมพันธ์อันดีอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เราทำงานร่วมกันเพื่อนำเนื้อหาความบันเทิงระดับโลกมาสู่สมาชิกชาวไทย ด้วยบริการของ Netflix ผู้ใช้บริการสามารถรับชมได้ทุกที่ทุกเวลาบนหน้าจอที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และยังสามารถสั่งให้เล่น หยุด หรือดูต่อได้โดยไม่มีโฆษณาหรือข้อผูกมัดใดๆ”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ AIS Fibre Call Center 1175

นักวิจัยจุฬาฯ ผนึก กสทช.- AIS ทดสอบหุ่นยนต์ต้นแบบในการรักษาทางการแพทย์เพื่อผ่าตัดกระดูก หรือ Teleoperation drilling robot

PIC_AIS 5G AI IoT Innovation Center_01.jpg

พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) พร้อมด้วย ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส ร่วมชมการทดสอบหุ่นยนต์ต้นแบบในการรักษาทางการแพทย์เพื่อผ่าตัดเจาะกระดูก หรือ Teleoperation drilling robot ที่ใช้การควบคุมระยะไกล (remote) ซึ่งในระหว่างกระบวนการเจาะกระดูกคนไข้เพื่อรักษานั้น แพทย์จะสามารถรับรู้ได้ถึงทุกสัมผัสในทุกขั้นตอนการเจาะผ่าน remote ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครือข่ายที่ตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วมากๆ หรือ Latency ต่ำ จึงเชื่อว่า 5G จะสามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีที่สุด

Pic_AIS 5G AI IOT Innovation Center_02.jpg

AIS และนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช. จึงเริ่มทดลอง ทดสอบผ่านเครือข่าย 5G เป็นครั้งแรก ณ บริเวณลานหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pic_AIS 5G AI IOT Innovation Center_03.jpg

AIS  หนุน จุฬา - กสทช. พัฒนา “ศูนย์ 5G AI/IoT Innovation Center” สร้างพื้นที่เตรียมความพร้อมนิสิต นักพัฒนารับเทคโนโลยีอนาคต

AIS เริ่มเปิดสัญญาณ 5G ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.jpg

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวในโอกาสร่วมพิธีเปิด “ศูนย์ 5G AI/IoT Innovation Center” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า “AIS รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนสนับสนุนภาครัฐ และภาคการศึกษา เปิดพื้นที่เพื่อพัฒนาความพร้อมให้แก่นิสิต นักศึกษา นักพัฒนา รวมถึง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงของเทคโนโลยี Digital ของไทย ได้มีโอกาสลงมือทดลอง ทดสอบ เพื่อพัฒนาไอเดียด้วยเทคโนโลยีล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น AI, IoT หรือ 5G”

โดยหลังจากที่ AIS และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา วิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมาและได้เริ่มเตรียมทดลอง ทดสอบเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรมบนเครือข่าย 5G ของ AIS ที่เปิดสัญญาณเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช.อย่างต่อเนื่อง  อาทิ

AIS นำนวัตกรรมร่วมจัดแสดงในศูนย์ 5G AI IOT Innovation Center ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง กสทช และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.jpg

  • ร่วมนำเสนอเทคโนโลยี 5G และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ใน “ศูนย์ 5G AI/IoT Innovation Center” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • เตรียมเปิด “ศูนย์ 5G Garage Innovation LAB” ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง AIS และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจาก กสทช. ณ อาคารวิศวฯ ๑๐๐ ปี ภายในไตรมาส 1 ของปี 2562 เพื่อเป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ 5G แห่งแรกในเมืองไทย ที่ให้ได้ลงมือพัฒนาจริง ภายใต้เครือข่าย 5G LIVE G Ecosystem สามารถเข้ามาใช้ 5G Garage Innovation LAB  เป็นพื้นที่ศึกษา เรียนรู้ ทดลอง ทดสอบ นวัตกรรม 5G ได้ในทุกแง่มุม เพราะจะประกอบไปด้วยข้อมูลเทคโนโลยีเกี่ยวกับ 5G ที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานแบบครบวงจร ตั้งแต่ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G, อุปกรณ์โครงข่าย, อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ ตลอดจนตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน หรือ Use case ที่มาจากความร่วมมือของผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับโลก พร้อมทั้งการสัมมนา workshop เพื่อพัฒนาความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค รวมไปถึงร่วม Co-Develop บริการต้นแบบบน 5G เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกระดับในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง โดยคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากเอไอเอส และ พาร์ทเนอร์ในแวดวงโทรคมนาคมทั้งในและต่างประเทศ
  • ร่วมกับนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมนำนวัตกรรม IoT, AI, Robotic และ 5G เข้ามาประยุกต์ใช้ในเขตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพื้นที่โดยรอบ อาทิ สยามสแควร์ สนามกีฬา และโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเสมือนศูนย์กลางเทคโนโลยี Digital ที่ทันสมัย และสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดในประเทศ โดยรูปแบบของ Use case ที่อยู่ระหว่างการเตรียมพัฒนา เช่น  Video Analytics for Smart school,  Robot Mini Cargo,  Smart Stadium, Smart Pole, Robot  Physical therapy

ศูนย์ 5G AI IoT Innovation Center ความร่วมมือระหว่าง กสทช และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.jpg

“การที่ภาครัฐ และภาคการศึกษา ให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อเตรียมรองรับเทคโนโลยี 5G ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกต้องอย่างยิ่ง   เพราะ 5G คือเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขยายขีดความสามารถการเชื่อมต่อของ IoT และ ทำให้เครือข่ายตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียรที่สุด  ดังนั้นถึงแม้ว่าวันนี้จะยังไม่มี business case ที่ชัดเจน แต่การศึกษาให้มากที่สุดย่อมทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้ทันทีในวันที่เทคโนโลยีมาถึง ซึ่ง AIS พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่” นายวีรวัฒน์กล่าวในตอนท้าย

AIS เดินหน้าเสริมแกร่งประเทศไทยสู่ Digital Intelligent Nation รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จให้ทุกอุตสาหกรรมในยุคเศรษฐกิจ Digital ระดับโลก

Pic_AIS VISION_สมชัย เลิศสุทธิวงค์_กานต์ ตระกูลฮุน_ฮุย เวง ชอง.jpg

AIS ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2019 เดินหน้านำศักยภาพจากเทคโนโลยี Digital Intelligent ในรูปแบบ Platform ที่พร้อมเป็นรากฐานให้เกิด Innovation และ Digitalization แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Artificial Intelligence, Machine Learning, Robotic และ IoT เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเป็นตัวกลางส่งต่อองค์ความรู้ให้พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ระบบเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนและพลิกโฉมจาก Digital ตลอดเวลา ผ่านงานสัมมนา AIS ACADEMY for THAIs : Intelligent Nation Series และ AIS Digital Intelligent Nation Showcase ที่นำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำ อาทิ Robotic, รถยนต์ไร้คนขับ, อุปกรณ์ IoT อัจฉริยะ

 

คณะผู้บริหาร AIS นำโดย นายกานต์ ตระกูลฮุน  ประธานกรรมการ, นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายฮุย เว็ง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ ร่วมกันกล่าวถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความพร้อมในการเป็น Digital Platform ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของประเทศ โดย นายกานต์ เน้นย้ำว่า “ปีนี้ คือการพลิกโฉมทางอุตสาหกรรมโลกครั้งใหญ่อีกขั้น จากเทคโนโลยี Artificial Intelligence, Machine Learning, Robotic, Data Analytic และ IoT ซึ่งจะส่งผลกระทบในทุกระดับ 3 ส่วน คือ สร้างรูปแบบใหม่ (Redefine) ของวิถีการใช้ชีวิต การทำงาน และการมีปฏิสัมพันธ์, เปลี่ยนแปลง (Disrupt) รูปแบบของระบบเศรษฐกิจและสังคมไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึง สร้างโอกาสใหม่ในการเติบโต (Emerging new opportunities) ทั้งในกลุ่มธุรกิจและระดับประเทศ  ดังนั้นการขับเคลื่อนประเทศด้วย Innovation และ Digitalization ในทุกภาคส่วน จึงยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างไทยแลนด์ 4.0 ที่แข็งแกร่ง หรือ Digital Intelligent Nation และ AIS ในฐานะภาคเอกชนผู้ให้บริการ Digital มีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งกับภารกิจนี้” 

Pic_AIS VISION_สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส.jpg

โดย นายสมชัย กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้ขยายบทบาทสู่การเป็น Digital Platform เพื่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดให้ทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องเชื่อมต่อผ่าน Digital Platform และทำงานร่วมกันในลักษณะของ Ecosystem ก่อให้เกิดพลังในการขยายขีดความสามารถสร้างสรรค์ Innovation หรือ บริการ Digital ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่น กรณีของการสร้างระบบนิเวศน์ของอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง หรือ IoT Ecosystem ผ่าน AIS IoT Alliance Program – AIAP : โครงการความร่วมมือของสมาชิกจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับ IoT ซึ่งหลังจากเปิดตัวในปี 61 จนถึงวันนี้ สามารถสร้างสรรค์ IoT Solution และ Business Model ที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการ ได้อย่างครอบคลุมและ ขยายเครือข่ายสมาชิกไปมากกว่า 1,000 ราย (จากจุดเริ่มต้นเพียง 70 ราย)”

 

AIS จึงยังคงยืนยันวิสัยทัศน์ในการเป็น Digital Platform ภายใต้แนวคิด SHARING DIGITAL ECONOMY PLATFORM-เศรษฐกิจ Digital แบบแบ่งปัน” ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและประโยชน์ร่วมกันให้แก่ทุกอุตสาหกรรม ในทุกระดับ ซึ่งแน่นอนว่าท้ายที่สุดจะส่งผลให้ประเทศไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมแข่งขันในเวทีโลก”

PIC_AISVISION_Wifi 6 มาตรฐานใหม่ของwifi ที่ให้ความเสถียรกว่า ประสิทธิภาพ....jpg

ด้าน นายฮุย เว็ง ชอง กล่าวยืนยันว่า “เราพัฒนาเครือข่าย Digital อย่างกรณีของ  Mobile ซึ่งมีคลื่นความถี่มากที่สุดถึง 120 MHz (60MHzx2) อย่างไม่หยุดยั้ง ดังเช่นปีนี้ได้เริ่มนำเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Wifi6 (802.11ax) มาเริ่มให้บริการในชื่อ AIS Super Wifi+ ที่จะมอบความเร็วได้ถึง 4.8 Gpbs เพิ่มความสามารถในการรองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้มากถึง 8 เท่า ตอบโจทย์การเติบโตของ IoT โดยในส่วนของ Fix Broadband นั้น นอกจากจะขยายพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง ยังเสริมความแข็งแกร่งการบริการ ICT เพื่อองค์กร ที่จะส่งมอบผ่าน CS LoxInfo ในรูปแบบของ One Stop ICT Services อีกด้วย”

PIC_AIS VISION_5G antonomous car รถยนต์ไร้คนขับที่เอไอเอสได้ร่วมศึกษาและ....jpg

“นอกจากนี้ เรายังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมรองรับเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้ว่าจะยังไม่มี business case ที่ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่า 5G จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ ความเร็วที่เพิ่มขึ้น, ขยายขีดความสามารถการเชื่อมต่อของ IoT และ เครือข่ายตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียรที่สุด ซึ่ง AIS ได้เตรียมเครือข่ายให้พร้อมรับทั้ง 3 ด้านมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น 4.5G ที่เร็วระดับกิกะบิท ,Massive MIMO 32T 32R ครั้งแรกในโลก , NEXT G ,เครือข่าย NB IoT และ EMTC  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณภาพการตอบสนองของเครือข่าย หรือ Latency ก็ป็นรายแรกที่เริ่มปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค (AIS Core Network Architecture Ready for 5G) ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลาง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการตอบสนองได้เร็วขึ้น เพราะค่า Latency ต่ำ ตอบโจทย์การใช้งานที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางการแพทย์ หรือ อุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง Self Driving Car อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

โดยที่ผ่านมา เราได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งในการศึกษา วิจัย 5G เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศ จาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และภาคการศึกษา อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในเบื้องต้น ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้ทันทีในวันที่เทคโนโลยีพร้อม”

PIC_AISVISION_Robot Huco หุ่นยนต์ช่วยงานตัวแรกของโลกที่สามารถทำงานประเภท....jpg

ส่วนความพร้อมด้านงานบริการในยุคดิจิทัลนั้น นายฮุย กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเราทยอยนำเทคโนโลยี Artificial Intelligence, Machine Learning, Robotic มาอยู่ในกระบวนการให้บริการลูกค้า โดยปีนี้จะชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยแนวคิด Unman Service ซึ่งจะเปิดตัวให้ได้สัมผัสอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้”

PIC_AISVISION_IRB-120 Robot หุ่นยนต์แขนกลสำหรับรงงานอุตสาหกรรม ที่ถูกออก....jpg

โดยนายสมชัย กล่าวในตอนท้ายว่า “ในฐานะองค์กรเอกชนไทย นอกจากการสร้างสรรค์ และ พัฒนา Digital Platform แล้ว เรายังให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาบุคลากรของ AIS ให้พร้อมในทุกมิติผ่าน AIS Academy ซึ่งพร้อมจะช่วยเสริมองค์ความรู้คนไทยให้ตื่นรู้และตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกยุค Digital ด้วยเช่นกัน ครั้งนี้จึงจัดสัมมนา “AIS ACADEMY for THAIs : Intelligent Nation Series” ขึ้นอีกครั้ง  โดยเชิญสุดยอดวิทยากรชั้นนำระดับโลกทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และตั้งใจให้เวทีนี้ ตอกย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือที่ภาคส่วนต่างๆ ได้มาแลกเปลี่ยนความคิด ทักษะ และศักยภาพที่แต่ละองค์กรมีอยู่ เพื่อร่วมสนับสนุนให้เกิด Ecosystem ในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ เทคนิค วิธีการต่างๆ กระจายออกสู่สังคมไทยในวงกว้าง  โดย AIS จะเป็นอีกหนึ่งตัวกลางที่พร้อมส่งเสริมในด้านเทคโนโลยี บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการ Transform องคก์กร เพื่อสร้างความแข็งแรงและเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างเท่าเทียมต่อไป”

PIC_AISVISION_Cloud Robot Therapist หุ่นยนต์ช่วยในการทำกายภาพบำบัดสำหรับ....jpg

“นอกจากการเตรียมพร้อมด้านองค์ความรู้แล้ว การรู้เท่าทันเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะ Digital นั้นแม้ว่าจะมีประโยชน์มหาศาล แต่ก็อาจก่อให้เกิดโทษได้ ดังนั้นความตั้งใจสูงสุดของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการ Digital จึงขออาสาทำหน้าที่ Network Educator ด้วยการส่งต่อแบบชี้วัดความอัจฉริยะทางเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ DQ – Digital Intelligence Quotient ไปสู่เยาวชน รวมถึงพัฒนา Network Protector ที่จะช่วยทั้งป้องกัน ปลูกจิตสำนึก สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อปลูกฝังและพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีให้เยาวชนพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ประเทศไทย พร้อมต่อการใช้เทคโนโลยี Digital มาสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์และยั่งยืนต่อไป”