1 ตอบกลับ การตอบล่าสุดเกี่ยวกับ 3 พ.ย. 2011, 10:12 น. โดย manichan

    วิธีง่ายๆ ช่วยประหยัดแบตมือถือสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในช่วงน้ำท่วม

    webmaster
      Normal    0                false    false    false       EN-US    X-NONE    X-NONE                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      /* Style Definitions */   table.MsoNormalTable   {mso-style-name:"Table Normal";   mso-tstyle-rowband-size:0;   mso-tstyle-colband-size:0;   mso-style-noshow:yes;   mso-style-priority:99;   mso-style-parent:"";   mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt;   mso-para-margin-top:0cm;   mso-para-margin-right:0cm;   mso-para-margin-bottom:10.0pt;   mso-para-margin-left:0cm;   line-height:115%;   mso-pagination:widow-orphan;   font-size:11.0pt;   font-family:"Calibri","sans-serif";   mso-ascii-font-family:Calibri;   mso-ascii-theme-font:minor-latin;   mso-hansi-font-family:Calibri;   mso-hansi-theme-font:minor-latin;   mso-bidi-font-family:"Times New Roman";} ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านในหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ บางแห่งอาจไม่มีไฟฟ้าใช้ ผู้ประสบภัยและหน่วยอาสาสมัครที่ไปช่วยต้องประหยัดแบตเตอรี่กันหน่อย เพราะขณะที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย แน่นอนหากแบตเตอรี่มือถือหรือแท๊บเล็ตหมด จะยากในการประสานงานขอความช่วยเหลือ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยยากขึ้นตามไปด้วย เพราะติดต่อใครไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรให้แบตอยู่ได้นาน วันนี้มาทบทวนวิธีการประหยัดแบตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกัน   สรุปสาระสำคัญในการประหยัดแบตเตอรี่บนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต   1. ปิด Bluetooth ทันทีหากยังไม่ใช้ หูฟังไร้สาย หรือโอนไฟล์แบบไร้สายกับชาวบ้าน   2. เลิกใช้ Wireless Network ระบุตำแหน่ง หากคุณอยู่ศูนย์อพยพและไม่ไปไหนอยู่แล้ว ถ้าจะย้ายไปอีกที่หนึ่งค่อยเปิด Wireless Network ก็ได้   3. ปิด GPS ได้เลยกรณีไม่ใช้ เพราะถ้าเปิดไว้จะกินพลังงานมากๆ จะเปิดไว้เฉพาะยามจำเป็นในการเดินทางเท่านั้น   4. ยกเลิก Always-On Mobile Data สำหรับ Android ถ้าคุณไม่ค่อยใช้แอพที่ต่อเน็ตตลอดเวลา (แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้ ก็ไม่ต้องปิดก็ได้ แต่ถ้าไม่ลืมปิดได้ยิ่งดี)   5. ปิด Wi-Fi และการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน 3G กรณีคุณไม่ใช้เน็ต หากคุณต้องการใช้เน็ตจริงๆ ถ้ามีสัญญาณ Wi-Fi ก็เปิดแต่ Wi-Fi ไม่ต้องเปิด Wi-Fi และ 3G พร้อมกัน โดยการเปิดรับสัญญาณ Wi-Fi นั้นจะกินพลังงานแบตน้อยกว่าแบบ 3G   6. ตั้งค่าเวลาดับหน้าจอ (Screen Timeout) ให้เร็วขึ้น จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้พอสมควรทีเดียว   7. ตั้งค่าความสว่างให้แสงสว่างในมือถือน้อยลง หากมีโหมดอัตโนมัติก็ควรเลือกตั้งแบบอัตโนมัติ   8. หากคุณใช้จอแสดงผลแบบ Amoled บนมือถือและแท็บเล็ตละก็ ควรเลือก Wallpaper เป็นสีดำ จะช่วยประหยัดแบตได้มากขึ้น   9. สำหรับมือถือ Android, Nokia ที่มี Widget และรวมทั้ง Wallpaper แบบเคลื่อนไหว ควรเลือกแบบภาพนิ่งจะดีกว่า และลดการใช้ Widget ประดับหน้าจอ เพราะทำให้มือถือของคุณต้องดึงข้อมูลเข้ามาแสดงผลในส่วนของการทำงาน ด้านหลัง (background) ตลอดเวลา หากมีเยอะก็ทำให้กินพลังงานแบตเยอะพอสมควร   10. ใช้ Task Manager คอยปิดโปรแกรมที่ทำงานตลอดเวลา ด้วยสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนี้ทำงานแบบ Multitasking การเปิดแอพฯ ค้างไว้ในเครื่องหลายๆ ตัวโดยไม่ปิด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ของคุณหมดเร็วได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณไม่ใช้แอพนั้นแล้วควรปิดการทำงานด้วย   11. ปิดคุณสมบัติการ push e-mail และปิดระบบการแจ้งเตือน เพราะในกรณีทีมีแอพฯ หลายตัวอยู่ใน notification แบตเตอรี่ก็จะถูกใช้มากตามไปด้วย ระบบจะต้องมีการเชื่อมต่อไร้สาย (Wi-Fi, 3G, Edge, etc.) ไปยังเว็บไซต์ของแอพฯ เหล่านั้นตลอด   12. อัพเดทเฟิร์มแวร์ใหม่ให้สม่ำเสมอ เพราะการอัพเดททุกครั้งมักจะมีการพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ให้ดีขึ้นด้วย   13. เตรียมชาร์จทั้งแบตหลักและแบตสำรองด้วย หากแบตหมดก็เปลี่ยนมาใช้แบตสำรองต่อได้เลย   14. ใช้ที่ชาร์จแบบพกพา มีทั้งที่ชาร์จมือถือแบบ Mobile Booster ที่เก็บพลังงานสำรองจากไฟที่ชาร์จกับไฟบ้านมาใช้ต่อกับมือถือได้ และที่ชาร์จมือถือ iPhone แบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วย   15. ที่ชาร์ทมือถือแบบรถยนต์ ถ้ามีก็เตรียมไว้ หากที่พักไม่มีที่ชาร์ทก็สามารถชาร์ทได้บนรถยนต์ที่มีพลังงานแบตเตอร์รี่ ซึ่งใช้ได้ยาวนานอยู่   16. การชาร์จแต่ละครั้งควรชาร์จให้เต็ม และตอนใช้มือถือและแท็บเล็ตก็ควรใช้อย่างประหยัดและจำเป็นเท่านั้น เพื่อรักษาระดับพลังงานในแบตให้สูงสามารถใช้งานได้นานหลายวันในยามไม่มีไฟ   ข้อมูลจาก: iT24Hrs